17 เครื่องมือ Marketing Technology ปี 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

17 เครื่องมือ Marketing Technology ปี 2022 ที่นักการตลาดไม่ควรพลาด

เมื่อการตลาดเปลี่ยนแปลงไปตามเทรนด์การบริโภค และ เทคโนโลยีที่มีการพัฒนาอยู่ตลอด ดังนั้น การใช้เครื่องมือ Marketing Technology หรือ Martech Tools ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ทางการตลาด และคอยหมั่นอัปเดตความรู้อยู่เสมอ นอกจากนี้ ไม่ว่าธุรกิจของคุณจะมีขนาดย่อมหรือขนาดใหญ่ ก็ต้องตามโลกให้ทันสมัย และรู้ใจผู้บริโภคเพื่อให้ตอบโจทย์กับความต้องการ รวมทั้งสามารถแก้ไขปัญหาของกลุ่มเป้าหมายในปัจจุบันนั่นเอง ดังนั้น STEPS Academy จึงรวบรวม เครื่องมือ MarTech ที่ตอบโจทย์กับการทำการตลาดในปี 2022 มาฝากนักการตลาด และ ผู้ประกอบการ โดยเครื่องมือ Martech แบ่งเป็น 6 ประเภทตามวัตถุประสงค์ในการทำการตลาดดังนี้

  1. เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล (Digital Marketing Analytics Tools)
  2. เครื่องมือในการทำ SEO (SEO Tool)
  3. เครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณา (Advertising Technology และ  Affiliate Marketing)
  4. เครื่องมือสำหรับทำคอนเทนต์ (Content Marketing Tools)
  5. เครื่องมือที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า และทำการตลาดแบบอัตโนมัติ CRM, Marketing Automation
  6. เครื่องมือสำหรับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย Social Media Marketing

 

1 เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล (Digital Marketing Analytics Tools)

การเก็บข้อมูลลูกค้าเพื่อนำไปวิเคราะห์ และต่อยอดการทำ Data- Driven Marketing มีผลต่อการทำธุรกิจออนไลน์เป็นอย่างมาก นอกจากที่แบรนด์ของคุณมีเว็บไซต์ และ แอปพลิเคชันเพื่อโปรโมตสินค้า และเป็นหน้าร้านที่ลูกค้าจะแวะเวียนเข้ามาแล้วนั้น ยังเป็นแหล่งเก็บข้อมูลอันล้ำค้า ซึ่งหากนักการตลาดนำ Customer Data ไปประเมินและสร้างแคมเปญการตลาดในครั้งต่อไปได้ถูกทาง ก็จะทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้น และเป็นการสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้าอีกทางหนึ่งด้วยเช่นกัน

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • Google Analytics

Google Analytics

Google Analytics เป็นเครื่องมือยอดนิยมที่สามารถใช้ได้แบบฟรี ๆ และแบบระบบชำระเงิน โดยทั่วไปแล้ว นักการตลาดใช้โปรแกรมในจัดเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับเมตริกเว็บไซต์ที่สำคัญ และแสดงผลออกมาบนหน้า Dashboard โดยข้อดีของเครื่องมือนี้มีระบบที่ใช้ AI ในการวิเคราะห์ Data ในระดับเชิงลึก เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการวิเคราะห์พฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าบนว็บไซต์ การปรับปรุง Conversion Rates การพัฒนาประสบการณ์ของผู้ใช้งานบนเว็บไซต์ และ การทำคอนเทนต์

 

google data studio dashboard
ภาพจาก: https://medium.com

Google Data Studio เป็นเครื่องมือฟรีที่แสดงผลข้อมูลรายงานในรูปแบบรูปภาพ (Data Visualization) ที่มาจาก Google Analytics โดยผู้ใช้งานสามารถตั้งค่าแสดงข้อมูลที่จำเป็นต่อการใช้งานบน Dashboard ได้ และ เลือกรูปแบบในการประมวลผลรายงานได้เอง ไม่ว่าจะเป็น: ธีมสีของ Dashboard รูปแบบการนำเสนอ เช่น กราฟแท่ง Pie Chart 2 มิติ หรือ 3 มิติ และอื่น ๆ การตั้งค่า Customized เพื่อเลือกแสดงผลลัพธ์แบบเฉพาะเจาะจง

 

  • Power BI

power-bi
ภาพจาก https://powerbi.microsoft.com

Power BI เป็นเครื่องมือที่สามารถวิเคราะห์ข้อมูลธุรกิจ ที่มีความโดดเด่นในการสร้างการรายงานแบบ Data Visualization ใช้งานง่ายเนื่องจากออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถสร้าง Dashboard ได้รวดเร็ว ไม่ซับซ้อน สามารถเชื่อมต่อได้ทั้งในระบบ iOS และ Andriod

นอกจากนี้ Power BI ยังสามารถเชื่อมโยงข้อมูลจากแหล่งต่าง ๆ เข้าด้วยกัน ตั้งแต่ไฟล์ข้อมูลพื้นฐานอย่าง CSV, Excel หรือ MySQL และ ข้อมูลจากแพลตฟอร์มโซเชียลอย่าง Facebook เป็นต้น

 

2 เครื่องมือในการทำ SEO (SEO Tool)

SEO หรือ Search Optimization คือการปรับปรุงคุณภาพเว็บไซต์ คอนเทนต์ และ เนื้อหาต่าง ๆ บนเว็บไซต์ด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้คอนเทนต์ของเราติดหน้าแรกของ Search Engine  หรืออยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหาผ่าน Google ซึ่ง SEO เป็นช่องทางที่หลาย ๆ คนให้ความสำคัญ ด้วยความสามารถที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามียอดผู้เข้าชม (Traffic) สูงขึ้นได้แบบฟรี ๆ ไม่ต้องเสียค่าโฆษณา ซึ่งเราสามารถใช้เทคนิคต่าง ๆ เข้ามาช่วย เช่น การตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์

  • การทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ ติดเทรนด์
  • การทำคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาน่าเชื่อถือ มีผู้เชี่ยวชาญรับรอง ถูกหลัก E-A-T
  • การเลือก Keyword ให้ตรงกับคำค้นหา
  • การสร้าง Local SEO
  • การเลือกภาพให้คมชัด
  • ความเร็วในการดาวน์โหลดเว็บไซต์ เป็นต้น

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • Google Search Console

ตัวอย่างหน้าตาเครื่องมือ Google Search Console
ตัวอย่างหน้าตาเครื่องมือ Google Search Console

 

เครื่องมือฟรีอีกหนึ่งชิ้นจาก Google ที่ช่วยให้เว็บไซต์ของเราปรากฏบนหน้า SERP (Search Engine Result Page) เพื่อให้คนที่ค้นหาสินค้า บริการ หรือ ข้อมูลต่าง ๆ สามารถเจอคอนเทนต์บนเว็บไซต์เรา โดยเครื่องมือนี้จะช่วยอัปเดตข้อมูลเกี่ยวกับดัชนีต่าง ๆ เพื่อเรียบเรียงเนื้อหาาบเว็บไซต์ให้ค้นเจอง่ายขึ้น อีกทั้งยังคอยแจ้งเตือนเมื่อเว็บไซต์เกิดปัญหา ทำให้เราสามารถแก้ไขปัญหาได้ทัน และ ไม่เสียประสบการณ์การใช้งานของลูกค้า นอกจากนี้หากนักการตลาดต้องการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการเข้าชมเว็บไซต์แบบ Organic ผู้เขียนขอแนะนำ Google Search Console เพื่อวิเคราะห์ Performance ต่าง ๆ ค่ะ

 

  • Google PageSpeed Insights

google sightspeed insights

Google PageSpeed Insights เป็นเว็บไซต์ที่สามารถประเมินความเร็วของเว็บไซต์ของเรา นอกจากนี้ เครื่องมือนี้ยังสามารถตรวจสอบความเร็วของเว็บไซต์เรา เมื่อมีการดาวน์โหลดบนมือถืออีกด้วย (Mobile Friendly)

 

  • Google My Business

 

เครื่องมือนี้เหมาะกับการทำ Local SEO ตอบโจทย์กับธุรกิจที่มีหน้าร้าน และ ใช้เพื่อโปรโมตธุรกิจท้องถิ่นบนโลกออนไลน์ ซึ่งการสร้างร้านค้าผ่าน Google My Business จะทำให้กลุ่มเป้าหมายที่ค้นหาร้านค้า หรือสินค้าผ่าน Search Engine สามารถเจอธุรกิจของเราบนฟีเจอร์ Map พร้อมบอกรายละเอียดต่าง ๆ ที่สำคัญเช่น ราคา สถานที่ เวลาปิด-เปิด ธุรกิจ ซึ่งหากมีผู้ใช้งานคลิกไปยังเว็บไซต์ของเราแล้ว จะทำให้เว็บไซต์ของเรามีโอกาสที่คนจะเข้าไปเยี่ยมชมบนหน้าเพจต่าง ๆ มากยิ่งขึ้น อีกทั้งการรีวิวสินค้า และ บริการของธุรกิจจากผู้ใช้งาน มีส่วนช่วยให้เว็บไซต์เราติด SEO ได้ง่ายขึ้น

 

3 เครื่องมือสำหรับการสร้างโฆษณา (Advertising Technology และ  Affiliate Marketing)

การทำโฆษณาให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ตรงจุดประสงค์ และเลือกแพลตฟอร์มได้ตอบโจทย์ คือกุญแจสำคัญที่จะนำกลุ่มเป้าหมายเข้ามายังเว็บไซต์ ทำให้เกิดการรับรู้แบรนด์ และทำให้ Customer Journey เป็นไปในทางที่ดี ซึ่งแน่นอนว่าย่อมส่งผลดีต่อการทำการตลาด

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • Google Ads

Google Ads หรือ Google Adwords

Google Ads หรือ Google Adwords คือเครื่องมือชนิดหนึ่งที่ใช้ในการทำโฆษณาออนไลน์ ที่อยู่ในเครือข่ายของ Google โดยเครื่องมือชนิดนี้จะช่วยให้ธุรกิจออนไลน์สามารถสร้างโฆษณาได้ตรงกับวัตถุประสงค์ของแบรนด์ และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งเครื่องมือ Google Ads นี้ยังสามารถเก็บ Data เพื่อเก็บข้อมูลในการวิเคราะห์ และ ปรับปรุงแคมเปญโฆษณาในครั้งต่อไป นอกจากนี้ Google Ads สามารถกำหนดเป้าหมายในการทำโฆษณาได้ตรงกับแคมเปญ สามารถจัดการบริการงบประมาณได้ Google Ads ไม่มีค่าใช้จ่ายขั้นต่ำ และสามารถเลือกระยะเวลาได้

 

  • Facebook Business Manager

ตัวอย่างหน้าตาของแคมเปญโฆษณา ใน Facebook Ads Manager

Facebook เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มโซเชียลที่มีคนใช้มากถึงสองพันเก้าร้อยล้านคนในปัจจุบันปี 2022 และ ยังสามารถทำโฆษณาบน Instagram ควบคู่กันไปได้ด้วย ขึ้นอยู่กับธุรกิจ และ เป้าหมายของแคมเปญ ดังนั้น การซื้อโฆษณาผ่าน Facebook จึงเป็นโอกาสทองของนักการตลาด และ ผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจออนไลน์ที่ต้องการโปรโมตแคมเปญต่าง ๆ ไปยังกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งรูปแบบของ Facebook Ads ประกอบไปด้วย รูปภาพโฆษณา วิดีโอ Stories และ ลิงก์ โดยเครื่องมือนี้เปิดโอกาสให้เราสามารถสร้าง ปรับแต่ง จัดการ และวิเคราะห์ผลลัพธ์การยิงโฆษณา Facebook Ads ได้ภายในที่เดียว

 

  • LINE Ads

LINE Ads Platform เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับซื้อโฆษณาบน LINE โดยโฆษณาที่สร้างขึ้นนั้นจะ แสดงผลได้ในหลายพื้นที่ ที่เป็น Eco System ของ LINE เช่น LINE Chat, LINE Timeline, LINE Today LINE TV และ  LINE Wallet

ตัวอย่าง Layout ของโฆษณาที่แสดงผลอยู่บน LINE TIMELINE
ตัวอย่าง Layout ของโฆษณาที่แสดงผลอยู่บน LINE TIMELINE

 

4 เครื่องมือสำหรับทำคอนเทนต์ (Content Marketing Tools)

คอนเทนต์ที่แบรนด์ใช้สื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย มีหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นงานเขียนบทความ วิดีโอ รูปภาพ อัลบั้มรูปภาพ และ อื่น ๆ อีกมากมาย โดยนักการตลาดจะต้องรู้จักกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ และช่องทางที่ลูกค้าใช้บนโลกออนไลน์ เพื่อให้คอนเทนต์ของเราเกิดการรับรู้แบรนด์ และเข้าถึงได้มากที่สุด หากแบรนด์เลือกช่องทางผิด และ ทำคอนเทนต์ไม่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายก็จะทำให้คอนเทนต์เหล่านั้นได้รับ Performance ที่ไม่ตรงไปตามเป้า ซึ่งจะส่งผลถึงยอดขายด้วยเช่นกัน

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • WordPress

WordPress

หากใครที่กำลังมองหาเครื่องมือที่ช่วยในการเขียนคอนเทนต์ ใช้งานง่าย และ ไม่ต้องเขียนโค้ดเอง WordPress คือเครื่องมือที่ตอบโจทย์ ซึ่งมีทั้งรูปแบบบริการฟรี และ การ Subscribe แบบรายเดือน/ ปี และ เครื่องมือนี้ยังรองรับปลั๊กอินดี ๆ ที่ตอบโจทย์กับการทำ SEO แถมยังมีการอัปเดตเวอร์ชั่นอยู่เรื่อย ๆ ทำให้ผู้ใช้ง่ายสามารถสร้างสรรค์ผลงานออกมาได้อย่างทันสมัย สวยงาม ประหยัดเวลา และมีการพัฒนาอยู่เสมอ

 

  • YouTube

เนื่องจาก YouTube ยังเป็นช่องทางที่มีความนิยมมากเป็นอันดับ 2 ของโลก โดยปัจจุบัน มีผู้เข้าใช้งานผ่านบัญชีกว่า 2 พันล้านบัญชีต่อเดือน ซึ่งแบรนด์สามารถเลือกรูปแบบในการทำคอนเทนต์บน YouTube ได้ตรงกับแคมเปญการตลาด  หรือสินค้า และ บริการของธุรกิจได้ สามารถออกแบบสร้างสรรค์คอนเทนต์ได้โดยไม่มีข้อจำกัด อีกทั้ง ปัจจุบันยังสามารถทำคอนเทนต์ได้ทั้งแบบวิดีโอสั้น  วิดีโอที่มีความยาวแบบปกติ และการ Live

  • Canva

ตัวอย่าง Canva

เครื่องมือในการทำคอนเทนต์รูปภาพ วิดีโอ Presentation รายงานต่าง ๆ และการทำโฆษณาแบบสำเร็จรูป โดย Canva ได้ออกแบบมาเพื่อช่วยนักการตลาดดิจิทัลให้ทำคอนเทนต์ออกมาได้อย่างตอยโจทย์กับแคมเปญ ไม่จำเป็นต้องมีทักษะด้านกราฟิกมากมาย ก็สามารถออกแบบคอนเทนต์ให้ปังได้ ซึ่ง Canva มีเทมเพลตมาให้ผู้ใช้งานเลือกมากมาย โดยผู้ใช้งานสามารถใช้ได้ฟรี ๆ และ มีแบบ Premium ค่ะ

 

5 เครื่องมือที่ช่วยรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า และ ทำการตลาดแบบอัตโนมัติ (CRM & Marketing Automation)

เครื่องมือกลุ่มนี้จะเน้นที่การดูแลลูกค้าตลอดระยะเวลาการเดินทางของลูกค้าตั้งแต่เริ่มต้น การกลายมาเป็นลูกค้า ไปจนถึงการซื้อซ้ำ โดยเครื่องมือนี้จะมีส่วนช่วยให้แบรนด์สามารถรักษาความสัมพันธ์กับลูกค้าได้ในระยะยาว ลดโอกาสเกิด Customer Churn* ทำให้การตลาดเป็นไปอย่างราบรื่นในทุก ๆ Funnel

(Customer Churn คือการที่ลูกค้าหยุดซื้อสินค้าและบริการของเราในระยะเวลาหนึ่ง หรืออาจยกเลิกการเป็นสมาชิกกับทางแบรนด์ โดยสาเหตุนั้นมาจาก การที่สินค้าและบริการอาจไม่ตอบโจทย์กับลูกค้า การเกิดประสบการณ์ในทางลบ หรือาจแค่อยากลองเปลี่ยนใจไปใช้ผลิตภัณฑ์จากแบรนด์อื่น)

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • Active Campaign

ActiveCampaign คือ เครื่องมือที่เหมาะกับการทำการตลาดแบบ Email Marketing การส่งข้อความแบบ SMS รวมทั้ง Message ซึ่งนอกจากที่นักการตลาดจะสามารถโปรโมตแคมเปญต่าง ๆ และ ฝากประชาสัมพันธ์ Event ของแบรนด์แล้ว เครื่องมือนี้ยังสามารถเก็บ Data จากลูกค้าในการทำ Data-Driven Marketing เพื่อทำแคมเปญในอนาคตให้เหมาะสม รวมทั้งยังสามารถต่อยอดในการทำ Personalized Marketing แบบเฉพาะบุคคลได้อีกด้วย ทำให้โอกาสในการซื้อซ้ำ และ ทำให้ลูกค้ายังคงนึกถึงแบรนด์ของเราอยู่เสมอ

  • Hubspot

Hubspot เป็นเครื่องมือที่ใช้งานง่าย สามารถทำงานได้อย่างครบวงจร เหมาะกับการทำ Inbound Marketing หรือการทำ Content Marketing เพื่อดึงดูดให้กลุ่มเป้าหมายเข้ามายังหน้าเว็บไซต์ หรือ แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียของแบรนด์ ซึ่งจะทำให้เกิดการขายได้รวดเร็วมากขึ้น และนอกจากนี้ Hubspot ยังมีความสามาถด้านการเก็บ Data เพื่อนำไปประมวลผล ด้วยการเก็บ Data ด้านพฤติกรรมของลูกค้า การเก็บข้อมูลส่วนตัวจากการยื่นข้อเสนอต่าง ๆ เช่น การลงทะเบียนสมัครรับ Code ส่วนลด การดาวน์โหลด E-Book เป็นต้น

ภาพตัวอย่างจาก HubSpot
ภาพตัวอย่างจาก HubSpot

 

6 เครื่องมือสำหรับการทำการตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย Social Media Marketing

Social Media เปรียบเสมือนหน้าร้านของแบรนด์ ซึ่งสามารถนำเสนอสินค้า และ บริการได้ดีไม่แพ้กับเว็บไซต์ นอกจากที่นักการตลาดดิจิทัลสามารถทำการตลาดผ่านคอนเทนต์ได้หลายรูปแบบแล้ว ยังสามารถติดต่อกับลูกค้าผ่านช่องทาง Message ได้ แถมยังสามารถ Live Streaming เพิ่มความใกล้ชิดระหว่างตัวแบรนด์และลูกค้าได้อย่างดีเยี่ยม หากแบรนด์รู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร มีพฤติกรรมแบบไหน และ ชอบเสพคอนเทนต์ผ่านแพชตฟอร์มโซเชียลมีเดียประเภทไหน ก็จะทำให้นักการตลาดสามารถเลือกช่องทางในการโปรโมตได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เครื่องมือสำหรับวิเคราะห์ข้อมูล

  • Facebook

Facebook

เครื่องมือฟรีที่มีฟีเจอร์ในการทำการตลาดที่ดีมากตัวหนึ่ง เนื่องจากมีผู้ใช้งานบนแพลตฟอร์มนี้มากว่าสองพันแปดร้อยล้านบัญชีในปี 2021 และมีการอัปเดตเทรนด์ต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา ทั้งในรูปแบบ Community ส่วนตัว และ ความเป็นไปต่าง ๆ ในสังคม แบรนด์สามารถเลือกทำการตลาดได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบ Organic และแบบโฆษณา สามารถเก็บ Data Insights ของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้าเพจได้ โต้ตอบกับลูกค้าได้ด้วยระบบแชทบอท และ สามารถใช้ Facebook Pay ในการชำระสินค้า

นอกจากนี้ในปี 2021 Facebook ยังประกาศเปลี่ยนชื่อและแนวทางในการออกแบบแพลตฟอร์มให้เป็นรูปแบบของ Metaverse หรือโลกเสมือนแห่งอนาคต ซึ่งส่งผลให้การทำตลาดดิจิทัลมีโอกาสเติบโตไปในเชิงสร้างสรรค์ และ สามารถสร้างตัวตนของแบรนด์ไปในทางที่แตกต่างออกไปจากเดิมได้อีกด้วย

  • Instagram

instagramSTEPS Academy Instagram

แบรนด์ที่เน้นคอนเทนต์รูปภาพ วิดีโอ และ กราฟิกสวย ๆ หรือ แบรนด์ที่มีเพจ Facebook เป็นทุนเดิมสามารถเปิด Instagram Business Account เพื่อนำเสนอสินค้าและบริการในช่องทางนี้ได้เช่นกัน ด้วยการใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น

  • การทำคอนเทนต์วิดีโอสั้นแบบ Reels
  • การนำเสนอสินค้าและบริการแบบ Carousel Content
  • การร่วมเป็นพาร์ทเนอร์กับเหล่า KOL และ Influencer
  • การเพิ่มช่องทางการรับรู้แบรนด์ด้วยกลยุทธ์ SEO Instagram
  • TikTok

@steps_academy รู้จักกับ Content Marketing Funnel ไปกับคุณเอมมี่ได้ที่ Youtube: STEPS Academy #STEPSAcademy #contentmarketingtips #contentmarketingstrategy ♬ original sound – STEPS_Academy

 

TikTok นับได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นการสร้างเทรนด์ใหม่ ๆ ที่กลายเป็นกระแสทั่วโลก ด้วยการสร้างสรรค์วิดีโอขนาดสั้น จากที่มีความยาวสูงสุด 15-60 วินาที และปัจจุบันสามารถสร้างความยาวได้สูงสุด 3 นาที แถมยังมีไลฟ์เพิ่มเข้ามาให้อีก  ทำให้แพลตฟอร์มนี้เป็นประโยชน์อย่างมาก ในการที่จะนำมาสร้างการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า ให้มีความสนุก รู้สึกได้รับความบันเทิง และยังดึงดูดความสนใจต่อผู้ใช้งานได้

 

Learning More

Interesting Topics

รับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ Social Commerce อย่างไร เพื่อดำเนินธุรกิจให้ไหลลื่นในปี 2022
SEO (Search engine optimization) คืออะไร ปูพื้นฐานการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ สำหรับผู้เริ่มต้น