13 สูตรคำนวณ KPIs ใช้วัดผลแคมเปญโซเชียลมีเดีย เพื่อต่อยอดกลยุทธ์ทางธุรกิจ

social-media-kpi

แน่นอนว่าในปัจจุบันนี้ แทบจะไม่มีธุรกิจไหนไม่ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดีย ด้วยพฤติกรรมของคนที่เปลี่ยนไปและใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น ส่งผลให้หลายๆธุรกิจที่เคยทำออฟไลน์ จึงต้องปรับตัวเข้าสู่โลกออนไลน์มากขึ้น แต่ในยุคที่ใครๆก็ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียกัน 

“เราจะรู้ได้อย่างไรว่า การตลาดที่เราทำ ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ที่ผลิตออกไป 

หรือแคมเปญเพื่อทำโฆษณาต่างๆนั้น ให้ผลลัพธ์ที่ดีหรือไม่ ต่อธุรกิจ”

อีกทั้งบางกรณี ที่เจอกับสถานการณ์โดนเจ้านายถามคำถามว่า “ธุรกิจของเราตอนนี้เป็นไปด้วยดีหรือไม่ บนช่องทางโซเชียลมีเดีย” แต่คุณไม่สามารถตอบคำถามให้เจ้านายเห็นเป็นรูปธรรมและชัดเจนได้ ซึ่งผลลัพธ์เชิงรูปธรรมที่เจ้านายคุณอยากได้ยินนี้ ไม่ได้หมายถึงยอดไลค์ ยอดแชร์ แต่เป็นตัวเลขที่จะทำให้พวกเขาเห็นภาพว่า การตลาดนี้บรรลุเป้าหมายของธุรกิจหรือไม่ คุ้มค่าหรือขาดทุนอย่างไร

ด้วยเหตุผลต่างๆที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ธุรกิจจึงควรมีตัวชี้วัด ซึ่งก็คือ KPIs (Key Performance Indicators) สำหรับช่องทางโซเชียลมีเดียต่างๆ เพื่อชี้วัดว่า สิ่งที่เราผลิตออกไปก่อให้เกิดประโยชน์กับธุรกิจหรือไม่อย่างไรได้

โดยบทความนี้ ได้หยิบยกข้อมูลความรู้จากเว็บไซต์ Hootsuite เกี่ยวกับ KPIs สำหรับช่องทางโซเชียลมีเดียมานำเสนอ ซึ่งแยกการวัดผล (KPIs) ออกมาตามจุดประสงค์ที่แตกต่างกัน (Reach/ Engagement/ Conversion) เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเลือกใช้งาน KPIs เหล่านี้ ได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสูตรการคำนวณที่จะช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพที่มาของแต่ละKPIs และสามารถนำไปใช้งานได้ด้วยความเข้าใจมากขึ้นค่ะ

Social media KPIs for REACH

ค้นหาว่า…มีกี่คนที่เห็นโพสต์ของคุณในโซเชียลมีเดียได้ ด้วย KPIs เหล่านี้

1. Impressions

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า โพสต์ของคุณปรากฏขึ้นกี่ครั้งในฟีดหรือไทม์ไลน์ของผู้ใช้ นับทั้งหมดแม้ว่าผู้ใช้งานเหล่านั้นจะไม่หยุดดู เพื่ออ่านโพสต์ที่ปรากฏ

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุจำนวนการแสดงผล (Impressions) สำหรับแต่ละโพสต์ ในแต่ละแพลตฟอร์มที่กำหนด
  • ระบุระยะเวลาที่จะวัดผล เช่น สัปดาห์ เดือน หรือไตรมาส
  • เปรียบเทียบกับช่วงเวลาก่อนหน้าเพื่อดูแนวโน้มของผลลัพธ์ว่าดีขึ้น หรือแย่ลงอย่างไร

 

2. Audience Growth Rate

formula-growth-rate

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า อัตราการเติบโตของผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดียของคุณเป็นเท่าไหร่

จำนวนผู้ติดตามเพิ่มเร็วขึ้นเท่าใด และเร็วกว่าเดือนที่แล้วหรือไม่?

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุจำนวนผู้ติดตามใหม่สำหรับเดือนนั้นๆ บนแพลตฟอร์มที่เราต้องการวัดผล
  • หารจำนวนดังกล่าวด้วยผู้ติดตามทั้งหมดของคุณ เพื่อดูอัตราการเติบโต
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้าเพื่อดูแนวโน้ม

ตัวอย่าง 

เดือนมกราคม

  • เดือนมกราคม มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 100 คน บน Twitter
  • Twitter มีผู้ติดตามทั้งหมด 5,000 คน
  • (ผู้ติดตามใหม่ 100 คน / ผู้ติดตามทั้งหมด 5,000 คน )*100 = 2% growth rate หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามใหม่ 2%

เดือนกุมภาพันธ์

  • เดือนกุมภาพันธ์ มีผู้ติดตามเพิ่มขึ้น 120 คน บน Twitter
  • Twitter มีผู้ติดตามทั้งหมด 5,100 คน
  • (ผู้ติดตามใหม่ 120 คน / ผู้ติดตามทั้งหมด 5,100 คน )*100 = 2.35 % growth rate หรือมีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามใหม่ 2.35%

จากผลลัพธ์ดังกล่าวจะเห็นว่า เดือนกุมภาพันธ์มีอัตราการเพิ่มขึ้นของผู้ติดตามมากกว่า ผลลัพธ์นี้ เป็นผลดีให้ธุรกิจศึกษาต่อว่า มีปัจจัยอะไรหรือกิจกรรมอะไรในระหว่างช่วงเดือนกุมภาพันธ์ ที่ส่งผลให้มีอัตราผู้ติดตามมากขึ้น เพื่อนำไปปรับใช้กับการทำธุรกิจต่อไป

“ %Growth Rate ที่มากขึ้น 

หมายถึงโอกาสที่จำนวนผู้พบเห็นคอนเทนต์ของคุณจะเพิ่มมากขึ้นด้วย”

 

3. Post Reach

formula-post-reach

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า มีผู้ใช้งานกี่คนที่เห็นโพสต์ของคุณตั้งแต่เริ่มเผยแพร่ 

สำหรับ KPI นี้ ให้วัดผลโดยแบ่งตามเวลาที่โพสต์ และแบ่งตามเนื้อหาที่โพสต์ด้วย เพราะเวลาและเนื้อหาคอนเทนต์ เป็นตัวแปรสำคัญของการวัดผลข้อนี้ ให้สังเกตผลกระทบที่เกิดขึ้นเมื่อคุณเปลี่ยนตัวแปรทั้งสอง นั่นก็คือช่วงเวลา และหัวข้อของคอนเทนต์ 

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุโพสต์ที่คุณต้องการวัดผล
  • ระบุผลลัพธ์จำนวนผู้คนที่เห็นโพสต์ที่ระบุไว้นั้น (Reach)
  • หารจำนวนดังกล่าว ด้วยจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบกับโพสต์อื่นๆ ในระยะเวลาเดียวกัน (เปรียบเทียบเนื้อหา) หรือในระยะเวลาต่างกัน (เปรียบเทียบช่วงเวลา)

ตัวอย่าง

A : โพสต์คอนเทนต์เนื้อหาเกี่ยวกับ Content Strategy ในวันธรรมดา 21.00 น. จากการโพสต์ดังกล่าว

  • มีคนเห็นโพสต์ของคุณทั้งหมด 200 คน
  • จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 6,000 คน
  • (จำนวนคนเห็นโพสต์ 200 / จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 6,000) *100 = 3.3% post reach (มีจำนวนคนเห็นโพสต์ 3.3% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด)

B: โพสต์คอนเทนต์เนื้อหาเกี่ยวกับ Content Strategy เหมือนกัน รูปแบบเดียวกัน แต่เผยแพร่ในวันหยุด เสาร์-อาทิตย์ 11.00 น. จากการโพสต์ดังกล่าว

  • มีคนเห็นโพสต์ของคุณทั้งหมด 1,000 คน
  • จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 6,000 คน
  • (จำนวนคนเห็นโพสต์ 1,000 / จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 6,000) *100 = 16.7 % post reach (มีจำนวนคนเห็นโพสต์ 16.7% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด)

จากตัวอย่างการโพสต์เนื้อหาลักษณะเดียวกัน แต่ลงในช่วงเวลาที่ต่างกันนี้ จะสังเกตเห็นได้ว่า โพสต์ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ เวลา 11.00 น. มี %post reach ที่มากกว่าการโพสต์ในวันธรรมดา 21.00 น. การเก็บข้อมูลดังกล่าวจะทำให้คุณรู้ว่า ครั้งต่อๆไป ควรโพสต์วันใด ช่วงเวลาใด จะช่วยให้เข้าถึงผู้ใช้งานได้มากที่สุด เป็นต้นค่ะ

“KPI นี้ จะช่วยให้คุณทราบเวลาที่ดีที่สุดในการโพสต์คอนเทนต์

และเนื้อหาคอนเทนต์ที่คนสนใจที่สุดในช่วงเวลานั้นได้”

 

Social media KPIs for ENGAGEMENT

ลองมาดูกันว่าผู้คนมีปฏิสัมพันธ์กับโพสต์ของคุณหรือไม่ อย่างไร ด้วย KPIs ดังต่อไปนี้

4. Applause Rate

formula-applause-rate

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า มีกี่คนที่กดไลค์หรือชอบโพสต์ของคุณเท่าไหร่ เมื่อเทียบกับผู้ติดตามทั้งหมด

KPIs นี้จะช่วยให้คุณนำเสนอเนื้อหาที่เหมาะสมสำหรับผู้ชมของคุณได้ โดยคุณจะต้องพยายามเข้าใจว่า ทำไมผู้คนจึงกดไลค์โพสต์นั้นๆของคุณ 

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุระยะเวลาการทดสอบ
  • ระบุโพสต์ที่คุณต้องการวัดผล
  • รวมจำนวนการกดไลค์ หรือแสดงความชอบทั้งหมด
  • หารด้วยจำนวนผู้ติดตามทั้งหมดของแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ของคุณ

ตัวอย่าง

  • โพสต์ที่ระบุ มีจำนวนการกดไลค์ 250 ครั้ง
  • ผู้ติดตามบน Twitter ทั้งหมด 9,100 คน
  • (จำนวนการกดไลค์ 250 / ผู้ติดตามบน Twitter 9,100 คน ) * 100 =  2.8% Applause Rate (มีจำนวนคนกดไลค์ 2.8% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดตามบน Twitter ทั้งหมด)

จากการวัดผลดังกล่าว คุณสามารถนำมาเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้ เช่น ในเดือนนี้คุณต้องการให้มียอดอัตราการกดไลค์เพิ่มขึ้นเป็น 3.0% แต่ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาคือ 2.8% ดังการคำนวณที่แสดงไป ผลลัพธ์นี้จะทำให้คุณรู้ว่า สิ่งที่ทำอยู่ยังไม่บรรลุเป้าหมาย เพื่อประเมินว่าควรทำอย่างไรต่อไปให้บรรลุเป้าหมายได้

“ % Applause Rate ของโพสต์ไหนเยอะ 

แปลว่าผู้คนชื่นชอบเนื้อหา หรือการนำเสนอของโพสต์นั้นมากที่สุด ”

 

5. Average Engagement Rate

formula-engagement-rate

KPIs นี้ จะคล้ายคลึงกับ KPIs ด้านบน แต่จะรวมถึงจำนวนคอมเมนต์ และจำนวนการแชร์โพสต์นั้นด้วย ยิ่ง %Avg Engagement Rate สูง แปลว่าโพสต์ที่คุณผลิตนั้นดี ตรงความสนใจของผู้ติดตาม

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุระยะเวลาการทดสอบ
  • รวมจำนวนการกดไลค์ คอมเมนต์ และแชร์ ทั้งหมด
  • หารด้วยจำนวนผู้ติดตามทั้งหมดของแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • ดูแนวโน้มเมื่อเวลาผ่านไปเปรียบเทียบกับเป้าหมายของคุณ

ตัวอย่าง

  • โพสต์ที่ระบุมีจำนวนกดไลค์ 120 + คอมเมนต์ 230 + แชร์โพสต์ 165 
  • (ผลรวมด้านบน 515 / จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 23,200) * 100 = 2.2% Average Engagement Rate (มีอัตราการ Engagement ทั้งหมด 2.2% เมื่อเทียบกับจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด)

ตัวชี้วัดนี้ จะทำให้คุณรู้ว่า ผู้ชมมี Engagement ต่อโพสต์เป็นอย่างไร และเมื่อเทียบกับผลลัพธ์ที่ผ่านๆมา ดีขึ้นหรือไม่ เช่น เดือนที่แล้วมี %Avg Engagement Rate เป็น 3.0% แต่เดือนนี้ลดลงเป็น 2.2% การวัดผลนี้ก็จะทำให้คุณได้รู้ว่า การ Engage ของผู้ชมลดลง เพื่อศึกษาต่อว่าเพราะอะไร จากสาเหตุไหน และพัฒนาต่อไป

“ KPIsนี้ จะทำให้คุณวิเคราะห์ได้ว่า 

ควรโพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับอะไร รูปแบบคอนเทนต์แบบไหนได้”

 

6. Amplification Rate

formula-amplification-rate

โพสต์เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องไหน ที่มีอัตราการแชร์มาก หมายความว่าเนื้อหาในเรื่องนั้นๆ ตรงกับความสนใจของผู้ติดตาม และเครือข่ายสังคมของผู้ติดตามนั้นๆ รวมถึงเป็นคอนเทนต์ที่ผู้ติดตามมองว่าเป็นประโยชน์ต่อพวกเขา และคนอื่นๆด้วย

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุระยะเวลาการทดสอบ เป็นสัปดาห์ เดือน หรือไตรมาส
  • นับจำนวนการแชร์โพสต์ ในช่วงเวลาที่กำหนด
  • หารด้วยจำนวนผู้ติดตามทั้งหมดของแพลตฟอร์มนั้นๆ
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบอัตรานี้กับเป้าหมายของคุณ

ตัวอย่าง

  • โพสต์ที่ระบุมีจำนวนการแชร์ 95
  • (จำนวนการแชร์ 95 / จำนวนผู้ติดตามทั้งหมด 3,450) * 100 = 2.75% Amplification Rate (มีจำนวนการแชร์เป็น 2.75% ของจำนวนผู้ติดตามทั้งหมด)

KPI นี้มีส่วนช่วยบ่งบอกว่า เนื้อหาดังกล่าวเป็นที่สนใจต่อผู้ชมหรือไม่ เช่น โพสต์หนึ่งของคุณมี %Amplification Rate เพิ่มขึ้นจากเดิมที่เคยมีอย่างชัดเจนจาก 2.75% เป็น 5.0% ก็เป็นสิ่งที่บ่งบอกได้ว่า เนื้อหาของโพสต์นั้นตรงใจผู้รับชมมากที่สุด สามารถนำไปใช้ต่อ โดยเขียนคอนเทนต์ต่อๆไปในหัวข้อที่เกี่ยวโยงกับเรื่องดังกล่าวได้

 

7. Virality Rate

formula-virality-rate

KPI นี้คือจำนวนคนที่แชร์โพสต์ของคุณเทียบกับจำนวนคนที่มีโอกาสเห็นโพสต์ (Impression)

การวัดผลนี้ ออกมาในรูปของอัตรา ไม่ใช่จำนวนการแชร์นั้นๆเลย บางครั้งโพสต์ที่มีจำนวนการแชร์เยอะ 10,000 ครั้ง อาจจะมี %Virality Rate อยู่ที่ 0.03% แต่บางโพสต์ที่มีจำนวนการแชร์น้อยกว่า สมมติว่า 6,000 ครั้ง อาจจะมี  %Virality Rate เท่ากับ 9.1% ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพที่ดีกว่า แม้จำนวนการแชร์จริงๆจะน้อย

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุระยะเวลาการทดสอบ
  • นับจำนวนการปรากฏของโพสต์ (Impression) ในช่วงระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้
  • นับจำนวนการแชร์ ในช่วงระยะเวลาที่ได้กำหนดไว้เช่นเดียวกัน
  • หารจำนวนการแชร์ ด้วยจำนวนการปรากฏ (Shares/Impressions)
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบอัตรานี้กับเป้าหมายที่ตั้งไว้ของคุณ

ตัวอย่าง

  • โพสต์ที่ระบุมีจำนวนการแชร์ 110
  • จำนวน Impressions 1,980
  • (จำนวนการแชร์ 110 / จำนวน Impressions 1,980) * 100 = 5.6% virality rate (มีจำนวนการแชร์ 5.6% จากจำนวนการปรากฏโพสต์ทั้งหมด (Impression))

ตัวชี้วัดนี้จะช่วยบอกประสิทธิภาพของโพสต์ เช่น โพสต์หนึ่งมีจำนวนการแชร์ 500 ครั้ง และมี %Virality Rate 0.5% แต่อีกโพสต์หนึ่งที่เนื้อหาต่างกัน มีจำนวนการแชร์น้อยกว่าแค่ 100 ครั้ง แต่มี %Virality Rate 7% แสดงถึงความมีประสิทธิภาพของโพสต์นี้ที่มากกว่า ซึ่งคุณสามารถนำเนื้อหานี้ไปต่อยอดต่อได้ ดังนั้นคุณจึงไม่ควรตัดสินผลลัพธ์จากแค่เพียงยอดแชร์ที่แสดงผลเท่านั้น แต่ยังต้องเปรียบเทียบการจำนวนการมองเห็นด้วย

“ %Virality Rate ช่วยบ่งบอกประสิทธิภาพของคอนเทนต์นั้นๆได้ 

เพราะเราไม่สามารถดูแค่จำนวนการแชร์ได้เพียงอย่างเดียว ต้องเทียบกับการปรากฏของโพสต์ทั้งหมดด้วย”

 

Social media KPIs for CONVERSION

8. Conversion Rate

formula-conversion-rate

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า มีผู้ชมจำนวนกี่คน ที่ลงมือทำบางสิ่งบางอย่าง (Take Action) ตามที่เป้าหมายที่วางไว้บ้าง

ลำดับการดำเนินการจนเกิดการ Take Action มักจะเป็นดังต่อไปนี้

  1. โพสต์ลงบนโซเชียลมีเดีย 
  2. ผู้ใช้คลิกที่ Call to Action (CTA) บนโพสต์ดังกล่าว
  3. เข้ามายัง Landing Page ของเว็บไซต์
  4. ลงมือทำบางสิ่งบางอย่างในหน้านั้น เช่น กดติดตามเพื่อรับข่าวสาร ดาวน์โหลดคู่มือ เป็นต้น

ขั้นตอนการดำเนินการ

  • สร้างหน้า Landing Page สำหรับแคมเปญของคุณบนเว็บไซต์ 
  • ใส่ Call to Action (CTA) ที่ดึงดูดให้คนอยากดาวน์โหลดหรือลงทะเบียนในเว็บไซต์
  • สร้างโพสต์บนโซเชียลมีเดีย พร้อม Call to Action (CTA) ที่จะลิงก์ไปยังเว็บไซต์ของคุณ
  • วาง “คุกกี้” ติดตามผู้ใช้ เพื่อทำการตลาดต่อ เพิ่มโอกาสในการขาย

วิธีการติดตามวัดผล

  • เผยแพร่โพสต์
  • ระบุจำนวนการคลิก CTA ของโพสต์ บนโซเชียลมีเดีย
  • ระบุจำนวน Conversion (กดCTAในหน้าเพจนั้น/ลงทะเบียนรับข่าวสาร/ลงทะเบียนรับคู่มือ)
  • หารจำนวน Conversion บนเว็บไซต์ ด้วยจำนวนการคลิก CTA หรือลิงก์บนโพสต์
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด

ตัวอย่าง

  • จำนวน Conversion ของโพสต์คือ 130
  • จำนวนการคลิก 4,100
  • (จำนวน Conversion 130 / จำนวนการคลิก 4,100) * 100 = 3.2% Conversion Rate (เกิด Conversion ทั้งหมด 3.2% จากจำนวนการคลิกทั้งหมด)

หาก %Conversion Rate มีค่าสูง แสดงว่าจำนวนการคลิกที่เกิดขึ้นนั้นมีคุณภาพ เพราะแปรเปลี่ยนมาเป็น Lead หรือยอดขายได้ สามารถเปรียบเทียบกับเป้าหมาย หรือผลลัพธ์ที่เคยมีมา เช่น คุณเคยสามารถทำ %Conversion Rate ได้ 1.0% แต่โพสต์ปัจจุบันทำได้ดีขึ้นเป็น 3.2% แสดงว่ามีวิธีการบางอย่างที่คุณลงมือทำแล้วได้ผลในโพสต์ดังกล่าวนี้ค่ะ

 

9. Click-through Rate (CTR)

formula-click-through-rate

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอก อัตราการคลิกลิงก์หรือ Call to Action (CTA) ของโพสต์ว่าเป็นเท่าไหร่จากการปรากฏของโพสต์นี้ทั้งหมด

ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการแชร์ การกดไลค์ หรือคอมเมนต์ แต่โฟกัสไปที่ความสนใจของผู้ชม ว่าพวกเขาคลิกลิงก์ หรือสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมหรือไม่

เป็น KPI ที่ธุรกิจควรเก็บข้อมูลบ่อยๆ เพราะตัวชี้วัดนี้จะทำให้คุณรับรู้ว่า ข้อเสนอแบบไหนน่าสนใจที่สุดสำหรับลูกค้า

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุจำนวนคลิก CTA ของโพสต์ที่จะทำการวัด
  • ระบุจำนวน Impression ของโพสต์ที่จะทำการวัดเช่นเดียวกัน
  • หารจำนวน คลิก ด้วยจำนวน Impression
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบอัตราดังกล่าวกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด

ตัวอย่าง

  • จำนวนการคลิก CTA ของโพสต์คือ 95
  • จำนวน Impression 5,900
  • (จำนวนการคลิก 95 / จำนวน Impression 5,900) * 100 = 1.6% Click-through Rate (มีผู้ใช้งานคลิก CTA เป็น 1.6% จากจำนวนการปรากฏโพสต์ทั้งหมด (Impression))

ตัวชี้วัดนี้บ่งบอกได้ว่า เนื้อหาในโพสต์นั้นๆน่าสนใจ หรือทำให้ผู้ชมอยากคลิกเพื่ออ่านต่อมากน้อยแค่ไหน สามารถเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ หรือผลลัพธ์ในครั้งก่อนหน้าได้ เช่น โพสต์ในครั้งที่ผ่านมา ใช้รูปแบบการนำเสนอเป็นรูปภาพ ซึ่งได้ %CTR เป็น 1.6% แต่ในโพสต์ล่าสุดได้เปลี่ยนรูปแบบมาใช้วิดีโอนำเสนอแทนทำให้มี %CTR เพิ่มขึ้นเป็น 2.5% ในช่วงเวลาการเผยแพร่เดียวกัน จากผลลัพธ์ดังกล่าวทำให้คุณวิเคราะห์ได้ว่า รูปแบบการนำเสนอแบบวิดีโอทำให้ผู้ชมอยากคลิกมากกว่า เป็นต้นค่ะ

 

10. Bounce Rate

ในบางครั้ง แม้ผู้ใช้งานจะคลิกที่ CTA บนโพสต์และเข้าสู่หน้าเว็บไซต์ของคุณแล้ว แต่พวกเขากลับไม่ได้กดคลิก CTA บนเพจหรือเว็บไซต์ตามที่คุณได้วางไว้ (Bounce)

Bounce Rate เป็น KPI ที่ใช้วัดปริมาณการเข้าชม (Traffic) บนเว็บไซต์ของคุณ และใช้เพื่อกำหนด ROI (Return of Investment) โดยเปรียบเทียบกันระหว่างแหล่งที่มาของการเข้าชมอื่น ๆ (เช่น การเข้าชมจากโพสต์ Twitter และการเข้าชมจากการค้นหาของ Google)

ยิ่ง Bounce Rate มีค่าต่ำๆ แสดงว่าคุณกำหนดเป้าหมายไปยังกลุ่มผู้ชมที่ถูกต้อง เหมาะสมมากขึ้นแล้ว

วิธีการติดตามวัดผล

  • ติดตั้ง Google Analytics
  • ไปที่ตัวเลือก ‘Acquisition’
  • มองไปที่ด้านล่างของ ‘All Traffic’
  • จะเห็นตัวเลือก ‘Channels’
  • คลิกที่ตัวเลือก Bounce Rate
  • ดูอัตราที่เกิดขึ้นในแต่ละช่องทาง
  • เปรียบเทียบอัตราดังกล่าวกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด

 

11. Cost Per Click (CPC)

formula-cost-per-click

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกว่า คุณจ่ายเงินไปเท่าไรต่อการคลิกหนึ่งคลิกในโพสต์โซเชียลมีเดียที่คุณซื้อโฆษณา ตามระยะเวลาที่กำหนด? 

KPI นี้จะช่วยให้คุณทราบว่า การลงทุนของคุณมีประสิทธิภาพหรือไม่ คุ้มหรือขาดทุน

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปของโฆษณาที่ต้องการวัด
  • นับจำนวนการคลิกบนโฆษณานั้น
  • หารค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น ด้วยจำนวนการคลิก
  • เปรียบเทียบอัตราดังกล่าวกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด

ตัวอย่าง

  • สมมติคุณใช้เงิน 3,000 บาท สำหรับการซื้อโฆษณาบน Facebook นี้
  • จำนวนการคลิก 430 ครั้ง
  • (ค่าโฆษณา 3,000 / จำนวนการคลิก 430) = 6.97 บาทต่อการคลิกหนึ่งคลิก

อย่างไรก็แล้วแต่ ราคานี้จะคุ้มทุนหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับว่าจำนวนการคลิกเข้ามานั้น ก่อให้เกิด Conversion มากน้อยแค่ไหน คุ้มค่าหรือไม่เทียบกับราคาของสินค้าที่ขายได้ด้วยค่ะ

 

12. Cost Per Thousand Impressions (CPM)

formula-cost-per-1000-impressions

เป็นตัวชี้วัดที่บ่งบอกถึง จำนวนเงินที่คุณจ่ายไปหลังจากผู้ใช้ 1,000 คนเลื่อนผ่านโพสต์ที่ได้รับการสนับสนุนของคุณ

CPM ไม่ได้มีไว้สำหรับวัดประสิทธิภาพของโฆษณา แต่ CPM เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์สำหรับ…

  • กรณีที่เป้าหมายคือ การทำให้ลูกค้าใหม่เห็นแบรนด์ของคุณ
  • รู้ล่วงหน้าว่าคุณจะจ่ายเท่าไหร่
  • รู้ว่ามีกี่คนที่จะเห็นโฆษณาของคุณ
  • ประเมินต้นทุนโครงการสำหรับการทำแคมเปญใหม่

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุค่าใช้จ่ายที่ใช้ไปทั้งหมดของโฆษณาในช่วงเวลาที่กำหนด
  • หารค่าใช้จ่ายทั้งหมดนั้น ด้วยจำนวน Impression 
  • คูณด้วย 1,000
  • เปรียบเทียบอัตราดังกล่าวกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ในช่วงเวลาที่กำหนด

ตัวอย่าง

  • สมมติคุณใช้เงิน 2000 บาท สำหรับการซื้อโฆษณา
  • จำนวน Impression ทั้งหมด 9,200
  • (ค่าโฆษณา 2,000 / จำนวนการ Impression 9,200) *1,000  = 211.74 บาทต่อทุกๆ 1,000 Impressions

โดยส่วนใหญ่แล้ว ตัวชี้วัดนี้จะเหมาะกับเป้าหมายในขั้น Awareness ที่มุ่งเน้นให้คนพบเจอแบรนด์เยอะๆ ค่า CPM ที่น้อยกว่าจึงหมายถึงการเข้าถึงคนได้ในราคาที่ถูกกว่า อย่างไรก็แล้วแต่ แม้ว่าจะมีคนเห็นแบรนด์เยอะ แต่ถ้าคนเหล่านั้นไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย ก็ไม่เกิดประโยชน์กับธรุกิจ เพราะไม่มีโอกาสที่คนเหล่านั้นจะเกิดการตัดสินใจซื้อ ดังนั้นการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องลงมือทำด้วยค่ะ

 

13. Social Media Conversion Rate

formula-social-media-conversion-rate

KPI นี้กล่าวถึง เปอร์เซ็นต์ Conversion Rate ทั้งหมดที่มาจากโซเชียลมีเดีย

ตัวชี้วัดนี้ ใช้เพื่อทราบว่าการโพสต์แต่ละครั้งมีประสิทธิภาพอย่างไรสำหรับแคมเปญ สิ่งนี้จะช่วยให้เห็นว่า ข้อเสนอของคุณตรงกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายสนใจมากเพียงใด

สมมติว่าคุณมีหน้า Landing Page พร้อม CTA เพื่อดาวน์โหลดคู่มือฟรีแล้ว สองสิ่งที่คุณต้องการรู้คือ

  • มีผู้ดาวน์โหลดคู่มือกี่คน (Conversion ทั้งหมด)
  • ในจำนวนนั้นมาจากการโพสต์บนโซเชียลมีเดียเท่าไหร่ (Social Media Conversions)

ขั้นตอนการดำเนินการ

  • สร้างโพสต์ พร้อม Call to Action ที่ลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์ของคุณ
  • วาง Cookies ติดตามผู้ใช้ เพื่อทำการตลาด เพิ่มโอกาสในการขาย

วิธีการติดตามวัดผล

  • ระบุจำนวน Conversion หรือ Download ทั้งหมด
  • ระบุจำนวน Social Media Conversion หรือ Conversion ที่มาจากช่องทางโซเชียลมีเดีย
  • หารจำนวน Conversion หรือ Download ทั้งหมด ด้วยจำนวน Social Media Conversion 
  • คูณ 100 เพื่อแสดงผลเป็นเปอร์เซ็นต์
  • เปรียบเทียบกับเป้าหมายที่ตั้งไว้

ตัวอย่าง

  • มีผู้ใช้ดาวน์โหลดคู่มือทั้งหมด 300 คน
  • 180 คน มาจากโพสต์บนโซเชียลมีเดีย
  • (180 / 300) * 100 = 60% Social Media Conversion Rate (60% ของผู้ใช้งานที่เข้ามาดาวน์โหลดคู่มือ มาจากช่องทางโซเชียลมีเดีย)

เป็นค่าที่ทำให้คุณประเมินได้ว่า ตอนนี้ช่องทางโซเชียลมีเดียหรือช่องทางใด ที่ทำให้เกิดยอดขายหรือสร้าง Lead ได้มากกว่า เพื่อโฟกัสได้ถูกจุดว่า คุณควรลงทุนในช่องทางไหนคุ้มค่ากว่าตามสถานการณ์ในขณะนั้นค่ะ 

 

Total Social Media KPIs 

social-media-kpis-sheet

 

และนี่คือ KPI ของโซเชียลมีเดียทั้งหมดที่นักการตลาด และผู้ประกอบธุรกิจต่างๆควรรู้ ซึ่งทางทีมงานหวังว่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกๆคน ให้สามารถนำไปใช้วัดผลของแคมเปญหรือกิจกรรมทางการตลาดอื่นๆบนโซเชียลมีเดียได้ง่ายและรวดเร็วขึ้นจากการรวบรวมสูตรทั้งหมดในบทความนี้ค่ะ สุดท้ายนี้อย่าลืมว่า หากคุณไม่มีการวัดผลงานที่ได้ลงมือทำไปเลย คุณจะไม่สามารถรับรู้ความเป็นไปของสิ่งที่ทำอยู่ว่าดีหรือไม่ KPI จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับการทำธุรกิจ ที่คุณจำเป็นจะต้องรู้ และนำไปใช้ค่ะ

อย่างไรก็แล้วแต่ บทความนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการทำการตลาดออนไลน์เท่านั้น ยังมีองค์ประกอบสำคัญอีกหลายๆอย่าง ที่ทำงานร่วมกันเพื่อให้การตลาดบนโลกออนไลน์ของคุณประสบความสำเร็จได้ หากคุณเป็นคนหนึ่งที่สนใจ อยากจะพัฒนาทักษะ รวมถึงวางกลยุทธ์ด้าน Digital Marketing ได้ครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ คอร์สเรียน DMS (Digital Marketing Specialist) สามารถตอบโจทย์ความต้องการของคุณได้ ทุกๆทักษะความรู้ที่ควรมีสำหรับการทำการตลาดออนไลน์ สามารถเรียนรู้ได้ในคอร์สนี้เลยค่ะ

สามารถอ่านรายละเอียดคอร์ส และสอบถามเพิ่มเติมได้ที่

https://stepstraining.co/digital-marketing-specialist

ที่มา

https://blog.hootsuite.com/social-media-kpis-key-performance-indicators/

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล
ข้อควรรู้ !! ก่อนลงมือทำโฆษณาบนช่องทาง YouTube ที่ช่วยให้ลูกค้าคุณภาพเข้าถึงแบรนด์คุณ