#Strategy

เทคนิคการใช้ Hashtag บน Social Media ช่องทางต่าง ๆ

เทคนิคการใช้ Hashtag บน Social Media ช่องทางต่าง ๆ

เทคนิคการใช้ Hashtag สำหรับช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้นักการตลาด และ ผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดในการทำคอนเทนต์ใหม่ ๆ การสร้าง แคมเปญ และ ทำโฆษณา

วิธีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ SME ให้ทันโลกและตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน

sme-business-strategies-during-covid-19


การแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ยังคงวิกฤติ และ ต้องคอยจับตาดูอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสถานการณ์ในขณะนี้ทำให้หลาย ๆ ธุรกิจประเมินแล้วว่า เราอาจจะต้องอยู่กับความไม่แน่นอน และการเปิด- ปิด Lockdown ไปอีกนาน โดยการล็อคดาวน์รอบที่สี่ของประเทศไทยในครั้งนี้ หลาย ๆ แบรนด์คงมีบทเรียน และเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกันมาบ้างในการปรับตัวเข้าหาลูกค้า รวมทั้งการหากลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อความอยู่รอด โดยในวันนี้ STEPS Academy จะมาแนะนำวิธีการปรับธุรกิจเพื่อให้ผู้ประกอบการ SME ทุกท่านนำไปใช้ในการทำการตลาดออนไลน์ โดยจะแบ่งเป็นประเภทธุรกิจ 2 แบบ นั่นก็คือ

1.ธุรกิจ SME ที่กำลังทำ Digital Marketing อยู่แล้ว และต้องการปรับกลยุทธ์ให้เข้ากับสถานการณ์ที่มีการเปลี่ยนแปลง

2.ธุรกิจ SME ที่ “ยังไม่ได้ปรับตัว” แต่ต้องการมองหาโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ Digital Marketing

ซึ่งธุรกิจประเภทธุรกิจทั้ง 2 แบบจะมีวิธีในการปรับตัวอย่างไรนั้น เรามาเริ่มกันที่ ธุรกิจ SME ที่กำลังทำ Digital Marketing อยู่แล้ว กันดีกว่าครับ โดยวิธีแรกเป็นวิธีที่จะช่วยให้ธุรกิจเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าในพื้นที่และลูกค้าในพื้นที่ใกล้เคียงกับที่ตั้งธุรกิจมากยิ่งขึ้น ซึ่งวิธีแรกคือการ…

 

1.ใช้ Local SEO เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่

 

วิกฤต Covid-19 ทั้ง 3 รอบที่ผ่านมา ผู้อ่านทุกท่านคงทราบแล้วว่า การเดินทางในแต่ละวันมีความเสี่ยงค่อนข้างสูง เพราะเหตุนี้จึงทำให้ผู้บริโภคส่วนใหญ่พยายามที่จะหลีกเลี่ยงการเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ จากเดิมที่มักจะเดินทางไปตามสถานที่ที่ตนเองมักจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการอยู่เป็นประจำ ก็หันมาซื้อสินค้า และ ใช้บริการในสถานที่ใกล้เคียงกับที่อยู่อาศัยของตนเองแทน เราจะเห็นได้ว่าพฤติกรรมในการซื้อสินค้า และใ ช้บริการของผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างมาก 

ผู้เขียนได้ทราบถึงการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในหัวข้อนี้จึงอยากจะแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านทราบถึงวิธีการใช้ Local SEO เพื่อที่จะสามารถพลิกวิกฤติให้กลายเป็นโอกาสสำหรับธุรกิจ โดยลำดับแรกผู้เขียนแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านจะเป็น 

 

วิธีการทำการตลาดออนไลน์สำหรับ ธุรกิจ SME ที่ “กำลังปรับตัว” ในการทำ Digital Marketing 

1.1 ใส่ Keyword สถานที่ตั้งของธุรกิจ

ลองตรวจสอบเนื้อหาของคอนเทนต์ที่ธุรกิจกำลังทำอยู่ในปัจจุบัน หรืออาจจะเป็นเนื้อหาของคอนเทนต์ที่เคยทำในอดีต ลองสำรวจดูว่าเราสามารถเพิ่มเติมคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เราอยู่อาศัยได้หรือไม่ 

ยกตัวอย่างเช่น 

หากธุรกิจของเราเป็นร้านอาหารไทยที่ตั้งอยู่บริเวณพระราม 5 จากเดิมเราอาจสื่อสารว่าเราเป็น ‘ ร้านอาหารไทย ’ ซึ่งเราอาจจะเพิ่มเติมคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ที่เราอยู่อาศัยเข้าไปในเนื้อหาประมาณว่า

 ‘ ร้านอาหารไทยพระราม 5 ‘ 

วิธีนี้จะช่วยให้ผู้บริโภคที่อยู่บริเวณพระราม 5 หรือบริเวณที่ใกล้เคียงสามารถค้นหาธุรกิจของเราเจอได้ง่ายและไวขึ้น 

ภาพจาก https://www.captivatelocal.com

 

1.2 ระบุเส้นทางในการมาหน้าร้านให้ถูกต้อง

ทุกธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่ามีช่องทางออนไลน์อยู่ทั้งหมดกี่แพลตฟอร์ม และทุกแพลตฟอร์มระบุข้อมูลเส้นทางในการมาที่ร้านแล้วหรือยัง หากระบุแล้ว ข้อมูลถูกต้องหรือไม่ เพื่อไม่ให้ผู้บริโภคเสียเวลาในการเดินทาง 

เพียงแค่เราระบุคีย์เวิร์ดสถานที่ที่ตั้งของธุรกิจ กับระบุข้อมูลเส้นทางในการเดินทางมาที่ร้านก็สามารถทำให้ธุรกิจของเราเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น รวมไปถึงเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อีกด้วย

 

ภาพจาก https://sevenpeakssoftware.com/

ในหัวข้อถัดไป ผู้เขียนจะแนะนำวิธีที่จะช่วยส่งเสริมให้การทำการตลาดของธุรกิจในช่วงวิกฤติมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม ซึ่งก็คือการ….

 

2.ใช้ Email Marketing ในการกระตุ้นยอดขาย

 

 

ถึงแม้ว่าการทำ Email Marketing อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แปลกใหม่สักเท่าไรในปัจจุบัน แต่ต้องยอมรับเลยว่าในช่วงที่สถานการณ์ Covid-19 ส่งผลกระทบต่อการทำธุรกิจเป็นอย่างมากในปัจจุบัน Email Marketing คือหนึ่งในทางเลือกที่จะสามารถช่วยกอบกู้สถานการณ์ของธุรกิจให้สามารถดำเนินต่อไปได้ และยังช่วยส่งเสริมให้ธุรกิจเติบโตได้มากยิ่งขึ้น

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปในหัวข้อก่อนหน้านี้ว่า พฤติกรรมการซื้อสินค้าหรือใช้บริการของผู้บริโภคในปัจจุบันเปลี่ยนไปจากเดิมค่อนข้างมาก ผู้บริโภคมักจะหาข้อมูลผ่านช่องทางออนไลน์ เมื่อเจอสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้แล้ว ก็ไม่ลังเลที่จะตัดสินใจที่จะกลายมาเป็นหนึ่งในลูกค้าของธุรกิจ ฟังดูแล้วอาจเหมือนกับว่าเพียงแค่ธุรกิจสามารถทำให้ผู้บริโภคค้นหาเจอและมีสินค้าหรือบริการที่สามารถตอบโจทย์พวกเขาได้ก็น่าจะเพียงพอแล้ว แต่วิธีดังกล่าวเป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการทำธุรกิจเท่านั้น หากต้องการจะให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพ เราควรคำนึงว่าหลังจากผู้บริโภคซื้อสินค้าหรือใช้บริการแล้ว จะต้องทำอย่างไรพวกเขาถึงจะประทับใจในธุรกิจของเรา และกลับมาซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจของเราซ้ำอีกครั้้ง 

วิธีการทำ Email Marketing ที่ผู้เขียนจะแนะนำผู้อ่านทุกท่านในหัวข้อนี้ ไม่เพียงแต่จะช่วยกระตุ้นยอดขายให้มากขึ้น แต่ยังช่วยให้ผู้บริโภคหรือลูกค้ารู้สึกประทับใจในตัวธุรกิจ และมีโอกาสที่จะเปลี่ยนให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าประจำของธุรกิจเราในอนาคตอีกด้วย ซึ่งวิธีแรกที่ผู้เขียนจะแนะนำคือการ 

 

2.1 ส่งโปรโมชันหรือข้อเสนอพิเศษเพื่อกระตุ้นยอดขาย

หากเป็นการดำเนินธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์แล้ว การเก็บรวบรวมข้อมูลของลูกค้าถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากในการทำธุรกิจ แต่การมีข้อมูลของลูกค้าและไม่ได้นำมาปรับใช้กับธุรกิจให้เกิดประโยชน์คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย

หากธุรกิจสามารถใช้ประโยชน์จากการนำอีเมลที่เป็นหนึ่งในข้อมูลของลูกค้ามาประยุกต์ใช้ในการส่งโปรโมชันหรือยื่นข้อเสนอพิเศษที่เป็นประโยชน์กับพวกเขา ไม่ใช่เพียงแต่จะได้รับความประทับใจเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้ธุรกิจมีโอกาสที่จะสร้างรายได้เพิ่มมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังสามารถบริหารความสัมพันธ์ระหว่างธุรกิจและลูกค้าให้มีความใกล้ชิดกันจนสามารถพัฒนาความสัมพันธ์ให้พวกเขากลายเป็นลูกค้าประจำในอนาคต

 

ภาพจาก https://i.pinimg.com

วิธีนี้จะช่วยส่งเสริมวิธีแรกที่ผู้เขียนได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ เพราะถ้าหากคุณเป็นหนึ่งในคนที่กำลังหลีกเลี่ยงการเดินทางไปตามสถานที่ต่าง ๆ การเลือกซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจที่อยู่ในพื้นที่หรือพื้นที่ใกล้เคียงย่อมเป็นสิ่งที่คุณมักทำเป็นประจำในสถานการณ์ปัจจุบัน แต่จะดีกว่าไหมถ้าหากร้านที่คุณมักจะซื้อสินค้าหรือใช้บริการเป็นประจำยื่นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์สำหรับคุณ แน่นอนว่าคงยากที่ใครจะปฏิเสธใช่ไหมครับ 

หลังจากผู้อ่านทุกท่านได้ทราบแล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะสามารถเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น และเพิ่มยอดขายอย่างไรในช่วงสถานการณ์ Covid-19 ลำดับต่อมาเรามาดูกันดีกว่าครับว่าถ้าหากธุรกิจสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้แล้ว มีวิธีอะไรบ้างที่จะสามารถช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับธุรกิจจนสามารถดึงดูดให้พวกเขามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ โดยวิธีต่อไปคือการใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการ…

 

3.สร้าง Infographic เพื่อให้ข้อมูลและดึงดูดความสนใจ 

เพราะอะไรหลายธุรกิจเมื่อสามารถเข้าถึงผู้บริโภคได้แล้ว กลับไม่สามารถดึงดูดความสนใจหรือสร้างรายได้ได้ หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่ธุรกิจวางแผนไว้คือ ความน่าสนใจของคอนเทนต์ที่ไม่สามารถดึงดูดผู้บริโภคได้ 

เนื้อหาที่ดีถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากสำหรับการคอนเทนต์ แต่สิ่งที่สำคัญไปไม่น้อยไปกว่ากันคือเรื่องของการเรียบเรียงเนื้อหาเพื่อสื่อสารให้ผู้อ่านเข้าใจ และการตกแต่งรูปภาพให้ดูน่าสนใจ เพราะเหตุนี้จึงทำให้หลายธุรกิจในปัจจุบันเริ่มหันมาทำคอนเทนต์ในรูปแบบ Infographic เพราะสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้อ่าน และทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาที่ต้องการจะสื่อสารได้อย่างง่ายดาย 

ตัวอย่าง Infographic รูปแบบต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้อ่านเข้าใจง่าย

ในหัวข้อนี้ หากธุรกิจของคุณกำลังพบปัญหาเกี่ยวกับการหาวิธีเพื่อดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค ผู้เขียนจะขอแนะนำเครื่องมือที่ใช้สำหรับการทำ Infographic ในการทำคอนเทนต์เพื่อให้ผลงานออกมาน่าสนใจ และสามารถดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคได้ ซึ่งผู้เขียนได้รวบรวมเครื่องมือทั้งหมดเอาไว้แล้ว ที่สำคัญเครื่องมือทั้งหมดสามารถใช้ได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ละเครื่องมือที่ผู้เขียนรวบรวมมาจะมีอะไรบ้างนั้น ผู้อ่านทุกท่านสามารถดูได้จากด้านล่างนี้เลยครับ 

 

1.Canva 

ภาพจาก https://www.canva.com

 

 

2.Visme

ภาพจาก https://www.predictiveanalyticstoday.com

 

3.Visual.ly

ภาพจาก https://visual.ly.com

 

4.Photopea

ภาพจาก https://www.filehorse.com/

 

 

5.Pixlr

ภาพจาก https://pixlr.com

เป็นอย่างไรกันบ้างครับสำหรับเครื่องมือที่ผู้เขียนได้รวบรวมมาแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านในหัวข้อนี้ น่าสนใจทั้งนั้นเลยใช่ไหมครับ หลังจากนี้การทำคอนเทนต์ให้มีความน่าสนใจคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับธุรกิจอีกต่อไป เพราะไม่ว่าใครก็สามารถทำ Infographic สวย ๆ กันได้แล้ว

สำหรับหัวข้อถัดไป จะเป็นหนึ่งในวิธีที่เป็นประโยชน์สำหรับการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น และยังเป็นวิธีที่สามารถเพิ่มฐานลูกค้าให้กับธุรกิจ ซึ่งหัวข้อถัดไปคือการ…

 

4.หาพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยผลักดันให้ธุรกิจเติบโต

ปัจจุบัน หลายธุรกิจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่สามารถมั่นใจได้ว่า การทำธุรกิจจะสามารถดำเนินได้อย่างราบรื่น ซึ่งความไม่แน่นอนในเรื่องดังกล่าวทำให้ธุรกิจจำเป็นอย่างยิ่งที่จะมองหาพันธมิตรทางธุรกิจ แต่ผู้อ่านทราบกันไหมครับว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจจะสามารถผลักดันให้ธุรกิจของเราเติบโตขึ้นได้อย่างไร 

นอกจากนี้ การจะเลือกพันธมิตรทางธุรกิจจะมีเกณฑ์อะไรบ้างในการเลือก เพราะไม่ใช่ว่าเราจะสามารถเลือกธุรกิจรูปแบบไหนก็ตามมาเป็นพันธมิตรก็ได้ หากผู้อ่านทุกท่านกำลังสงสัย เรามาเริ่มต้นกันที่ประโยชน์ของการมีพันธมิตรทางธุรกิจกันก่อนเลยดีกว่าครับ ซึ่งประโยชน์ของการมีพันธมิตรทางธุรกิจคือ..

 

4.1.1 ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันทางธุรกิจ

การมีพันธมิตรทางธุรกิจจะสามารถทำให้ธุรกิจมีประสิทธิภาพในการแข่งขันกับคู่แข่งมากยิ่งขึ้น เพราะพันธมิตรทางธุรกิจจะช่วยส่งเสริมความสามารถและความรู้ในการทำธุรกิจให้แก่กันและกัน ทำให้ธุรกิจมีความสามารถในการแข่งขันและไม่ตกเป็นรองคู่แข่ง 

ภาพจาก https://www.cademix.org

 

 

4.1.2 ช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้าใหม่ 

การมีพันธมิตรทางธุรกิจจะช่วยเพิ่มช่องทางในการเข้าถึงผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสที่ธุรกิจจะมีฐานลูกค้าใหม่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนซึ่งกันและกันจนเกิดการรับรู้ในกลุ่มผู้บริโภค ด้วยเหตุนี้จึงทำให้การตัดสินใจของผู้บริโภคใช้ระยะเวลาไม่นาน เพราะธุรกิจได้รับการยืนยันจากพันธมิตรธุรกิจจนสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับผู้บริโภคได้ 

เมื่อผู้อ่านทุกท่านรู้แล้วว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจมีประโยชน์อย่าง ถัดมาเรามาดูกันดีกว่าครับว่าหากต้องการจะเลือกพันธมิตรทางธุรกิจเราควรตัดสินใจจากอะไรบ้าง 

 

4.2.1 รูปแบบของธุรกิจต้องความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน

เพราะอะไรรูปแบบของธุรกิจจึงจำเป็นที่จะต้องมีความเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เพราะถ้าหากรูปแบบของธุรกิจแตกต่างกันมากจนเกินไปอาจไม่ก่อให้เกิดผลลัพธ์ตามที่ธุรกิจได้วางแผนไว้ ผู้อ่านทุกท่านลองนึกภาพตามนะครับ หากธุรกิจของเราเป็นธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ การมีพันธมิตรทางธุรกิจเป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารคงจะสามารถตอบโจทย์ได้ดีกว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจเป็นธุรกิจเสื้อผ้าแฟชั่นใช่ไหมครับ เพราะการมีพันธมิตรเป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารจะสามารถส่งเสริมรูปแบบการดำเนินธุรกิจของเราได้มากกว่า และช่วยให้ธุรกิจของเราเป็นไปตามที่ได้วางแผนเอาไว้   

 

4.2.2 ต้องมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกัน  

การที่ธุรกิจของเราและพันธมิตรมีเป้าหมายไปในทิศทางเดียวกันย่อมส่งผลให้ธุรกิจสามารถขับเคลื่อนและเติบโตไปในทางที่ดี แต่ถ้าหากเป้าหมายของทั้งสองธุรกิจไม่สอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน จะส่งผลให้การร่วมมือกันทำธุรกิจไม่เกิดประโยชน์ใด ๆ ยกตัวอย่างเช่น หากผู้อ่านตั้งเป้าหมายโดยต้องการให้ธุรกิจร้านอาหารบุฟเฟ่ต์ของตนกลายเป็นเบอร์ 1 ของประเทศไทย การหาพันธมิตรที่เป็นผู้จัดจำหน่ายวัตถุดิบอาหารที่ต้องการเป็นธุรกิจส่งออกวัตถุดิบเบอร์ 1 ของประเทศไทยย่อมส่งผลดีต่อธุรกิจของเรามากกว่า เพราะธุรกิจของเราต้องการวัตถุดิบที่ดีที่สุดเพื่อใช้ในการดำเนินธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถมั่นใจได้ว่าหากพันธมิตรของเราต้องการที่จะเป็นเบอร์ 1 ของประเทศไทย เขาจะต้องใส่ใจรายละเอียดและกระบวนการผลิตทุกอย่างอย่างแน่นอน อีกทั้งธุรกิจของเขาก็ต้องการร้านอาหารที่สามารถนำวัตถุดิบไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจนเกิดการพูดถึงในทางที่ดีด้วยเช่นกัน

ภาพจาก https://www.trecom.pl

เห็นไหมครับว่าการมีพันธมิตรทางธุรกิจที่มีรูปแบบการดำเนินธุรกิจสอดคล้องกันและมีเป้าหมายในการทำธุรกิจเป็นไปในทิศทางเดียวกันจะสามารถผลักดันให้ธุรกิจเติบโตได้มากขนาดไหน และยิ่งในช่วงสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบันแล้ว การที่ธุรกิจสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันย่อมทำให้ธุรกิจมีความมั่นคงมากขึ้นแน่นอน

จบกันไปแล้วครับกับวิธีต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ ธุรกิจ SME ที่กำลังทำ Digital Marketing อยู่แล้ว สามารถอยู่รอดในสถานการณ์ Covid-19  

ถัดมาเรามาดูวิธีที่จะสามารถช่วยให้ ธุรกิจ SME ที่ “ยังไม่ได้ปรับตัว” แต่ต้องการมองหาโอกาสในการปรับตัวเข้าสู่ Digital Marketing สามารถอยู่รอดในสถานการณ์ Covid-19 กันดีกว่าครับ เริ่มต้นที่วิธีแรกซึ่งเกี่ยวกับการปรับเปลี่ยนทัศนติและมุมมอง เพื่อให้ธุรกิจสามารถดำเนินต่อไปได้ โดยวิธีแรกจะเป็น

 

วิธีการทำการตลาดออนไลน์สำหรับ  ธุรกิจ SME ที่ “ยังไม่ได้ปรับตัว” 

1.ปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเข้าสู่โลกของ Digital Marketing 

สำหรับธุรกิจ SME ที่ยังไม่ได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน ถือว่าตัดสินใจได้ค่อนข้างเสี่ยง เพราะด้วยสถานการณ์ในปัจจุบันอย่างที่ผู้อ่านทราบกัน การทำธุรกิจโดยมีเพียงแค่หน้าร้านเพียงอย่างเดียวคงไม่ใช่ทางเลือกที่ดีนัก เพราะทุกวันนี้ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนิยมซื้อสินค้าและใช้บริการผ่านช่องทางออนไลน์ 

ธุรกิจที่ยังไม่ได้ปรับตัวจะสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ในปัจจุบันได้หรือไม่ และการทำธุรกิจผ่านช่องทางออนไลน์มีข้อดีอย่างไร ทำไมธุรกิจส่วนใหญ่ถึงปรับเปลี่ยนมาทำธุรกิจในรูปแบบนี้กัน 

ในหัวข้อนี้ผู้เขียนจะอธิบายให้ผู้อ่านทุกท่านทราบว่าเพราะอะไรธุรกิจ SME ถึงควรปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเข้าสู่โลกของ Digital Marketing นั่นเป็นเพราะ 

 

1.1 สามารถดำเนินธุรกิจได้ทุกที่ ทุกเวลา 

หากทุกวันนี้ธุรกิจของเราต้องเปิดกิจการตลอดทั้งสัปดาห์จนทำให้คุณไม่สามารถเดินทางไปทำธุระที่ไหนได้ และยังต้องคอยลุ้นอีกว่าเมื่อไรจะมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ แน่นอนว่าคงเป็นการทำธุรกิจในช่วงสถานการณ์ Covid-19 ที่ส่งผลต่อธุรกิจและจิตใจไม่ใช่น้อย 

สำหรับวิธีที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ก็คือการทำธุรกิจด้วยรูปแบบ Digital Marketing อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไป เพราะจะช่วยให้เราสามารถดำเนินธุรกิจจากที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะอยู่บนรถ บนที่นอน หรือแม้กระทั่งกำลังรับประทานอาหารอยู่นอกบ้าน ก็สามารถติดต่อ พูดคุย และทำธุรกิจกับลูกค้าได้ อีกทั้งยังไม่ต้องมาคอยนั่งเฝ้าหรือลุ้นว่าเมื่อไรจะมีลูกค้าเข้ามาซื้อสินค้าหรือใช้บริการ เพราะบนโลกออนไลน์เราสามารถนำสินค้าหรือบริการของเราไปสู่สายตาผู้คนนับล้านได้ง่าย ๆ ไม่เพียงแต่สามารถนำเสนอให้ผู้คนเห็น แต่ผู้คนยังสามารถค้นหาเราจากที่ไหนก็ได้เช่นกัน 

ภาพจาก https://goodordering.com/

ในหัวข้อถัดไปจะเป็นวิธีที่เหมาะสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบันเป็นอย่างมาก เนื่องจากสถานการณ์ Covid-19 ในปัจจุบันทำให้ธุรกิจและผู้บริโภคไม่สามารถที่จะเจอกันได้ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่เราจะใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียในการ…

2.มีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคอย่างสม่ำเสมอ

หากจะปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจให้สามารถเข้าสู่โลกของ Digital Marketing สิ่งหนึ่งที่ต้องจำไว้อยู่เสมอคือ ธุรกิจที่ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียจำเป็นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคอยู่เสมอ เพราะการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคจะช่วยให้ธุรกิจได้รับความน่าเชื่อถือและความประทับใจ อีกทั้งสถานการณ์ในปัจจุบันทำให้ธุรกิจที่ดำเนินธุรกิจผ่านหน้าร้านส่วนใหญ่ไม่สามารถสื่อสารกับผู้บริโภคได้มากเท่าแต่ก่อน จึงทำให้ช่องทางออนไลน์เป็นช่องทางเดียวที่จะสามารถเข้าถึงผู้บริโภค และมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับพวกเขาได้ 

ผู้อ่านอาจจะกำลังสงสัยว่าการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคที่ผู้เขียนได้กล่าวไปต้องทำอย่างไร และต้องทำมากน้อยแค่ไหน จริง ๆ แล้วการจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคสามารถทำได้หลากหลายรูปแบบ แต่ในครั้งนี้ผู้เขียนจะขอแนะนำวิธีการมีปฏิสัมพันธ์รูปแบบที่ง่ายที่สุด ซึ่งวิธีนั้นคือการ

 

2.1 แท็กข้อความพูดคุยภายในโพสต์กับผู้บริโภค 

เพียงแค่การแท็กข้อความพูดคุยภายในโพสต์กับผู้บริโภค ก็สามารถทำให้ธุรกิจกับผู้บริโภคได้มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันแล้ว ไม่ยากเลยใช่ไหมครับ การแท็กข้อความพูดคุยกับผู้บริโภคจะช่วยให้พวกเขารู้สึกว่าธุรกิจของเราเป็นมิตรกับพวกเขา สามารถพูดคุยและสอบถามได้ คำถามที่ว่าแล้วธุรกิจจำเป็นที่จะต้องมีปฏิสัมพันธ์มากน้อยแค่ไหน ผู้เขียนแนะนำว่ายิ่งเกิดการพูดคุยหรือสอบถามมากเท่าไร โอกาสในการปิดขายก็จะมีมากยิ่งขึ้นเท่านั้น 

ภาพจาก https://blog.hootsuite.com

หลังจากเราทราบแล้วว่าต้องทำอย่างไรถึงจะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้บริโภคได้ หัวข้อถัดไปเรามาเรียนรู้ถึงวิธีที่จะสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภค พร้อมกับสร้างการรับรู้แบรนด์ไปในคราวเดียวกันดีกว่าครับ ซึ่งวิธีนั้นคือการ…

 

3.ติด Hashtag เพื่อเพิ่มผลลัพธ์ให้ดีที่สุด 

การติดแฮชแท็ก(Hashtag) จะสามารถช่วยให้การทำธุรกิจมีผลลัพธ์ที่ดีขึ้นได้อย่างไร เคยตั้งคำถามกันไหมครับ 

ทุกธุรกิจสามารถใช้วิธีการติดแฮชแท็กเพื่อการทำกิจกรรมบนโซเชียลมีเดียได้ อาจจะใช้ในกรณีที่ต้องการสร้างการรับรู้ให้กับแบรนด์โดยการติดแฮชแท็กที่กำลังเป็นกระแสอยู่ใน ณ ขณะนั้น เพื่อเข้าไปมีส่วนร่วมกับผู้คน หรือมุ่งเน้นไปที่การสร้างการรับรู้แบรนด์เพื่อให้ผู้คนรับรู้ 

ส่วนอีกวิธีหนึ่ง อาจจะเลือกใช้การติดแฮชแท็กเพื่อสร้างความประทับใจให้กับผู้บริโภค ซึ่งวิธีนี้ทางผู้เขียนได้เตรียมตัวอย่างมาเพื่อให้ผู้อ่านทุกท่านได้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ตามรูปภาพด้านล่างนี้ ซึ่งตัวอย่างที่นำมาเสนอในหัวข้อนี้จะเกี่ยวกับแคมเปญหนึ่งของบริษัท Burger King ซึ่งเป็นธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดที่มีชื่อเสียง เป็นแคมเปญที่เกิดขึ้นช่วงสถานการณ์ Covid-19 ที่ผ่านมา โดยมีจุดประสงค์ของแคมเปญคือต้องการช่วยเหลือร้านอาหารขนาดเล็กที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ Covid-19 เพียงแค่โพสต์รูปอาหารที่เป็นเมนูเด็ดของร้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #WhopperAndFriends ทาง Burger King ก็จะแชร์โพสต์ที่ติดแฮชแท็กบน Instagram ของธุรกิจ ซึ่งวิธีนี้ถือตอบโจทย์แคมเปญที่ต้องการช่วยเหลือเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังสามารถสร้างความประทับใจให้กับผู้คนอีกมากมายด้วย 

ภาพจาก https://www.brandinginasia.com

สำหรับหัวข้อถัดไปจะเป็นการนำทั้ง 3 วิธีที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้นมาประยุกต์ใช้รวมกันจนเกิดเป็นวิธีใหม่ที่จะช่วยทำให้ธุรกิจได้ผลลัพธืที่ดีมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยวิธีดังกล่าวคือการ….

 

4.เขียน Blog เพื่อโปรโมตธุรกิจ

การทำบล็อกหรือการเขียนบทความที่เป็นประโยชน์ลงในเว็บไซต์จะช่วยสร้างการรับรู้ให้กับธุรกิจ อีกทั้งยังสามารถทำให้ผู้บริโภคได้มีส่วนร่วมกับเนื้อหาที่ได้เขียนลงไปในคอนเทนต์ ทำให้พวกเขารู้จักธุรกิจของเรามากยิ่งขึ้น และถ้าหากธุรกิจของเราสามารถเพิ่มจำนวนบล็อกหรือบทความมากเท่าไร ก็จะสามารถทำให้ผู้บริโภคได้รับข้อมูลที่เป็นประโยชน์เพื่อนำไปตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือใช้บริการธุรกิจของเราได้ง่ายมากยิ่งขึ้นเช่นกัน การให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์นอกเหนือจากการช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจได้ง่ายขึ้นแล้ว ยังสามารถสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจอีกด้วย

ภาพจาก https://www.sonimix.com

ผู้เขียนแนะนำว่า สำหรับธุรกิจ SME ที่เพิ่งเริ่มปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจเป็นรูปแบบ Digital Marketing ควรที่จะมีคอนเทนต์ในรูปแบบบล็อกหรือบทความ เพราะเป็นหนึ่งในรูปแบบการทำ Digital Marketing ที่สามารถทำได้ง่าย และได้ผลลัพธ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการสร้างการรับรู้ การเพิ่มการมีส่วนร่วมระหว่างแบรนด์และผู้บริโภค รวมถึงไปการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับธุรกิจ 

 

สรุป

จบไปแล้วครับกับบทความ วิธีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ SME ให้ทันโลกและตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน ผู้อ่านทุกท่านคงได้รับรู้ถึงปัญหาและวิธีการดำเนินธุรกิจให้สามารถเอาตัวรอดในช่วงสถานการณ์ Covid-19 กันแล้วใช่ไหมครับ 

ผู้เขียนต้องการแนะนำให้ผู้อ่านทุกท่านรับรู้ถึงความสำคัญของการปรับรูปแบบธุรกิจให้เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อให้ธุรกิจ SME สามารถปรับตัวและรับมือกับสถานการณ์ Covid-19 ได้อย่างมั่นใจ และไม่พลาดโอกาสในการพัฒนาธุรกิจให้เติบโตมากยิ่งขึ้น 

เนื้อหาในบทความ ไม่เพียงแต่จะช่วยให้ธุรกิจ SME ที่กำลังทำ Digital Marketing อยู่แล้ว หรือธุรกิจ SME ที่ยังไม่ได้ปรับตัวได้นำไปปรับใช้กับธุรกิจเพียงเท่านั้น แต่ธุรกิจอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธุรกิจ SME ก็สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้เช่นกัน

 

อ้างอิง

https://www.wordstream.com

https://www.oberlo.com

 

ส่องโฆษณาคู่แข่งด้วยเครื่องมือ Facebook Ad Library

facebook Ad Library


คุณคิดว่า คุณรู้จักคู่แข่งนี้ดีแล้วหรือยัง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการทำโฆษณาของคู่แข่งบ้างธุรกิจบนโลกออนไลน์มีการแข่งขันสูง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2019 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้พฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า และ บริการผ่าน Social Platform มากขึ้น เพื่อลดการเดินทาง การสัมผัส และสะดวกต่อการจับจ่าย โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ซึ่งเป็แพลตฟอร์มยอดฮิตต้น ๆ ของคนไทย ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ที่หันมาทำการตลาดแบบดิจิทัลบน Facebbok ก็เพิ่มมากขึ้นตามอุปสงค์ของกลไกตลาด โดยเฉพาะการทำโฆษณา ที่มักจะปรากฏมาให้เห็นกันแทบตลอด ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าฟีด บนวิดีโอ หรือบน Stories  แต่อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายแบรนด์ของเราก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย แล้วคุณจะทราบได้อย่างไร ว่าโฆษณาบน Facebook ของเราเข้าถึงลูกค้าได้ตามที่วางแผนไว้ และมีจุดแข็งกว่าแบรนด์ “คู่แข่ง” อย่างไรบ้าง 

เพื่อเพิ่มความ ความโปร่งใส (Transparency)ให้กับตัวแพลตฟอร์มของ Facebook เองนั้น ทางทีมงานของ Facebook จึงได้พัฒนาเครื่องมือ  Facebook Ad Library ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคน ทั้งผู้ใช้ และผู้ทีไม่มีบัญชี Facebook เข้าถึงข้อมูลในส่วนของ Active Ads หรือ โฆษณาที่กำลังแสดงผลอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ของทั้ง 2 แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Instagram เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และ รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook ของแบรนด์ต่าง ๆ ได้

ดังนั้น  STEPS Academy ขอนำเสนอวิธีการใช้ Facebook Ads Library หรือ การดูโฆษณาของเพจคู่แข่ง หรือเพจที่คุณสนใจ เพื่อดูคอนเทนต์โฆษณา รวมไปถึง Influencer ที่ใช้สำหรับโปรโมต กลยุทธ์ต่าง ๆ และ ข้อดีของการใช้ Facebook Ad Librarary เพื่อนำมาต่อยอดในการวางแผนแคมเปญทางการตลาดของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการเข้าถึง Facebook Ad Library

การเข้าไปใช้เครื่องมือ Ad Library นั้นไม่ยากเลยค่ะ Facebook ได้ออกแบบให้การเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แม้ว่าจะไม่เคยยิงโฆษณาบนเพจ หรือ เคยใช้ Facebook มาก่อนก็ตาม

วิธีการใช้ Facebook Ad Library 

 1. ขั้นตอนแรกผู้อ่านสามารถเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้ได้โดยไปที่หน้า Ad Library โดยใส่ facebook.com/ads/library บนแทบ Browser Address ของคุณ 

2. เมื่อหน้าเว็บนั้นดาว์นโหลดเสร็จแล้ว คุณสามารถเลือกประเทศ และ ประเภทของโฆษณาที่ต้องการ

ดูโฆษณาคู่แข่ง

3. จากนั้นค้นหาแบรนด์คู่แข่ง หรือ แบรนด์ที่สนใจที่จะศึกษาการทำโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ หรือ บริษัทที่ต้องการ

ค้นหาโฆษณาคู่แข่ง

เมื่อหน้าแสดงผลของโฆษณาที่เพจที่เราจะต้องการศึกษาขึ้นมาแล้ว คุณสามารถคลิกที่ปุ่ม See Ad Details หรือ ดูรายละเอียดโฆษณา เพื่อแสดงศึกษาข้อมูลข้องโฆษณาโพสต์นั้น ๆ เพิ่มเติม

ดูโฆษณาคู่แข่ง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเราจะเอาประโยชน์จากเครื่องมือนี้ ไปต่อยอดกับกลยุทธ์ หรือแคมเปญทางการตลาดอย่างเราได้อย่าง วันนี้ทาง STEPS ได้สรุปออกออกมาเป็น 4  ไอเดียที่จะทำให้ผู้อ่านเอาไปต่อยอดในการทำการตลาดออนไลน์บน Facebook ได้ค่ะ

ประโยชน์ในการใช้ Facebook Ad Library 

1. ได้ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อนำไปต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์

เราสามารถใช้เครื่องมือสำรวจได้ว่า ตอนนี้คู่แข่งของคุณกำลังให้ความสำคัญกับการขายสินค้า หรือ บริการตัวไหนอยู่บ้าง จากโฆษณาที่กำลังถูกโปรโมตอยู่ ณ ช่วงนั้น หรือ อาจจะย้อนกลับไปดูในช่วงที่แบรนด์เหล่านั้นลดราคา โดยเราสามารถทำข้อมูลที่ได้มาผ่านการใช้เครื่องมือ Ad Library นี้ กำหนดทิศทางของกลยุทธ์ และ วางแผนทางการตลาดออนไลน์ให้ได้ตรงจุดมาก นำมาซึ่งยอด Conversion เพื่อสร้างยอดขายในกับแบรนด์ของเราในอนาคตได้

2. การนำสิ่งที่คู่แข่งทำได้ดี มาปรับ หรือ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแบรนด์

หากคุณพบว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาคู่แข่งของคุณนั้น ทำผลงานได้ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมียอด Engagement ที่เพิ่มมากขึ้น หรือ ยอด Conversion ที่นำมาสู่ยอดขายเพิ่มขึ้น เราก็สามารถนำไอเดียการทำโฆษณาออนไลน์ของคู่แข่งมาในช่วงเวลานั้นมาเป็นไอเดียทำไปปรับใช้ให้กับแบรนด์เราได้ เพื่อให้การทำแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากรูปตัวอย่างการทำแคมเปญโฆษณาของแบรนด์กล้องอย่าง Nikon นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการใช้ Text หรือ ข้อความบนรูปภาพ ในลักษณะของเป็นคำพูดในเชิงกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจตัวสินค้า และ เกิดความรู้เชิงบวกกับแบรนด์ อีกทั้งมีการใช้รูปในเชิง Testimonial หรือ การใช้ภาพสื่อถึงการใช้จริงของสินค้า อย่างรูปสินค้าตอนที่คนกำลังถือ รวมถึงมีการใช้ Copywriting ที่เป็นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ กระชับ แต่บ่กบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของแบรนด์

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากตัวอย่างด้านบน การทำโฆษณาของ Smashburger มีการใช้รูป Emojicon รูปแฮมเบอเกอร์ และ เฟรนชฟราย ใน Copywriting เพื่อเป็นการสร้าง Brand Association เพื่อให้เชื่อมโยงกับสินค้า และ ยังเป็นการเป็นทำให้ Ads เราดูน่าสนใจมากขึ้น

3. สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ ๆ

อีกหนึ่งเทคนิคเล็ก ๆ ที่เราได้จากการใช้เครื่องมือนี้ก็คือ ในเมื่อเราสามารถเข้าไปดูโฆษณาที่คู่แข่งกำลังแสดงผลอยู่ตอนนี้ได้ เราก็สามารถดูได้ว่าโฆษณารูปแบบไปไหนที่คู่แข่งยังไม่ได้ทำ และเราสามารถทำช่องว่างตรงนี้ไปต่อยอดในการออกแบบแคมเปญโฆษณาของเราได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

ลูกค้าใหม่
ภาพจาก : https://www.techfunnel.com

4. อัปเดตเทรนด์การทำโฆษณาออนไลน์

นอกจากเราจะสามารถเข้าถึงการทำโฆษณาของแบรนด์ที่เราสนใจ หรือ แบรนด์ที่เป็นคู่แข่งของเราได้แล้ว เราจะสามารถตามทันเทรนด์ของการทำโฆษณาในปัจจุบันได้อีกด้วยว่าตอนนี้รูปแบบของ Ads นั้นไปในทิศทางไหน เพื่อนำสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเราเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับการทำโฆษณาออนไลน์ของเราได้เช่นกัน

 

สรุป

STEPS Academy หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน อย่าลืมที่จะนำเครื่องมือ Ad Library ไปใช้สำรวจว่าตอนนี้เพจคู่แข่งของคุณนั้นทำโฆษณาแบบไหนอยู่ เพื่อที่จะนำไอเดียจากเพจเหล่านั้นมาปรับให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเรา รวมถึงปรับปรุงโฆษณาของเราให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดยอด Conversion หรือ เพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ของคุณ อีกทั้งนำมาสู่การทำให้เราเป็นที่โดดเด่น และ สร้างความแตกต่างกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ได้ค่ะ

อ้างอิง

https://www.searchenginejournal.com

https://www.k6agency.com/facebook-ad-library

เทคนิคการทำธุรกิจ B2B ให้มีประสิทธิภาพด้วย Social Media Strategy  

social media strategy for b2b

การทำการตลาดแบบ B2B ด้วยการโปรโมตคอนเทนต์ หรือโฆษณาผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย เป็นโอกาสสำคัญที่จะทำให้แบรนด์เข้าถึงลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ถอดกลยุทธ์การทำ LinkedIn Marketing จาก 3 แบรนด์โซเชียลมีเดียยักษ์ใหญ่

สร้างการรับรู้แบรนด์ให้ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย

บทสัมภาษณ์สุดพิเศษเกี่ยวกับเคล็ดลับในการทำ LinkedIn Marketing จาก 3 บริษัทยักษ์ใหญ่มานำเสนอให้ผู้อ่านทุกท่านได้อ่านไปพร้อมกัน ว่าแต่ละคนมีเคล็ดลับ หรือทัศนคติอย่างไรในการดำเนินธุรกิจด้วย LinkedIn ให้ประสบความสำเร็จ

แนะนำ 10 เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์คู่แข่งออนไลน์

แนะนำ 10 เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์คู่แข่งออนไลน์

แนะนำเครื่องมือสำหรับวิเคราะห์คู่แข่งแบบออนไลน์ ด้วยการใช้ Data เพื่อเข้าใจถึงภาพรวมของสภาวะการแข่งขัน และรู้จักจุดอ่อน และจุดแข็งของแบรนด์

เทคนิคการทำ SEO ด้วยการใช้ Low Search Volume Keywords

เทคนิคการทำ SEO ด้วยการใช้ Low Search Volume Keywords

การใช้กลยุทธ์ Low Search Volume Keywords เป็นช่องทางการทำ SEO ให้ได้ผลช่องทางหนึ่งซึ่งนักการตลาดควรใช้เทคนิคนี้ควบคู่ไปกับการทำ SEO เทคนิคอื่น ๆ เพื่อเพิ่ม Conversion และ Traffic ให้คนคลิกมายังหน้าเว็บไซต์

Business Model Canvas คืออะไร และวางกลยุทธ์ธุรกิจอย่างไรให้ได้ผล

Business Model Canvas คืออะไร

Business Model Canvas เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีสำหรับแบรนด์ Startup และองค์กรทุกขนาดที่กำลังเริ่มวางแผนกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ เพื่อนนำแผนกลยุทธ์ไปใช้ในการปรับปรุงหรือต่อยอดโมเดลธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ

10 เคล็ดลับในการออกแบบ Facebook Ads อย่างมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอด Conversion ที่นำไปสู่ยอดขาย

10 เคล็ดลับในการออกแบบ Facebook Ads อย่างมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอด Conversion ที่นำไปสู่ยอดขาย

10 เทคนิค การออกแบบ Facebook Ads ที่จะเพิ่มยอด Conversion ของคุณให้เพิ่มขี้นตามแผนที่วางไว้ และได้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย