SEO (Search engine optimization) คืออะไร ปูพื้นฐานการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับ สำหรับผู้เริ่มต้น

what-is-seo

สำหรับนักการตลาด และ แบรนด์ที่ทำเว็บไซต์ด้วยตัวเองคงเคยได้ยินคำว่า SEO กันมาบ้าง หรือบางท่านอาจจะรู้จักเป็นอย่างดี ซึ่ง SEO นี้มีผลต่อการขาย การรับรู้แบรนด์ในตลาดออนไลน์ และ อีกหลาย ๆ ปัจจัย หากมีคนเห็นคอนเทนต์ของเว็บไซต์เรามากขึ้นบน Search Engine หรือช่องทางการค้นหามากเท่าไหร่ ก็ยิ่งทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่รู้จัก และเพิ่มยอดขายได้มากขึ้นเท่านั้น ซึ่งภาษาการตลาดเราก็จะเรียกว่าการเพิ่ม Traffic เข้ามายังหน้าเว็บไซต์นั่นเอง

สำหรับบทความนี้ STEPS Academy ได้สรุปเนื้อหาขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับความหมายของ SEO ความสำคัญที่มีต่อการทำ Digital Marketing และ Content รวมทั้งรายละเอียดที่จำเป็นในด้านการตลาดขั้นพื้นฐานมาฝากกันค่ะ เพื่อคุณผู้อ่านที่ยังไม่มีประสบการณ์ในด้านการทำ SEO ได้เข้าใจในเบื้องต้น แต่อัดแน่นไปด้วยรายละเอียด ซึ่งหัวข้อที่ผู้เขียนได้หยิบยกมาเขียนในบทความ มีรายละเอียดดังนี้ค่ะ

  1. SEO (Search Engine Optimization)คืออะไร
  2. ทำไมการทำ SEO จึงสำคัญต่อการทำ Digital Marketing
  3. Keyword Research และ Keyword Targeting ที่ใช้ในการปรับปรุง SEO
  4. On-Page Optimization คืออะไร ต่างกับ Off-Page SEO อย่างไร
  5. วิธีการวิเคราะห์ผลลัพธ์ในการทำ SEO 
  6. ความรู้พื้นฐานในการทำ SEO Marketing ด้านอื่น ๆ

6 หัวข้อที่ผู้เขียนได้แนะนำไปข้างต้นนี้ จะเป็นแนวทางพื้นฐานเพื่อสร้างความเข้าใจในการยกระดับการทำเว็บไซต์ของคุณ ให้กลายเป็นตัวเลือกอันดับต้น ๆ หรืออาจกลายเป็นเว็บไซต์ที่ติดหน้าผลลัพธ์จากการค้นหา  (SERP) เป็นอันดับหนึ่งก็ย่อมได้ และไม่จำเป็นต้องเสียเงิน ซึ่งเราไปดูกันเลยค่ะว่า SEO คืออะไร และ รายละเอียดอัปเดตใหม่ ๆ ฉบับ 2021 เป็นอย่างไรบ้าง เราไปอ่านกันได้เลยค่ะ

1. SEO (Search Engine Optimization) คืออะไร 

“SEO” มาจากคำว่า Search Engine Optimization คือการทำให้เว็บไซต์อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบน Google ด้วยเทคนิคต่าง ๆ ซึ่งหนึ่งในเทคนิคเหล่านั้นคือการทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ “Content” คือเนื้อหาต่าง ๆ ที่อยู่บนเว็บไซต์ เป็นทั้งในรูปแบบตัวอักษร ภาพ และวิดีโอ SEO Content คือการสร้างบทความที่มีคุณภาพ ที่สามารถโปรโมตสินค้า และ บริการได้ และ สร้างคุณค่าต่อกลุ่มเป้าหมายตามแผนการตลาด เช่น

  • การเพิ่มจำนวนคนที่เข้ามายังเว็บไซต์ หรือ การเพิ่ม Traffic
  • การรับรู้แบรนด์ ให้เป็นที่รู้จักในตลาดออนไลน์
  • การเพิ่มยอดขายให้ดีขึ้น ในแต่ละเดือน หรือแต่ละไตรมาศ
  • การเพิ่มยอด Conversion ไม่ว่าจะเป็นการสมัคร การกดติดตาม การขอรับส่วนลดโปรโมชั่น ตามแต่นักการตลาดจะตั้งเป้าหมายในแต่ละแคมเปญขึ้นมา

สถิติด้านล่างนี้มาจาก Databox ระบุว่ากลยุทธ์การทำ SEO ได้ผลในการขายมากถึง 70%

Databox ระบุว่ากลยุทธ์การทำ SEO ได้ผลในการขายมากถึง 70%
ภาพจาก: Databox

การวางแผนทำ SEO มีส่วนช่วยให้แบรนด์ของเรากลายเป็นที่รู้จักในกลุ่มลูกค้า และตลาดดิจิทัลได้ด้วยการมอบคุณค่าจากบทความที่เราเขียนให้กับผู้อ่าน และ การผลิตเนื้อหาที่เป็นประโยชน์แต่แคมเปญการตลาด โดยนักการตลาด สามารถใช้เครื่องมือที่ช่วยในการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ บน Google เพื่อเป็นตัวกำหนดว่า เว็บไซต์จะได้รับการจัดอันดับในหน้าผลการค้นหาหรือไม่ นอกจากนี้ การออกแบบหน้าเว็บไซต์ User Interface (UI) ที่ดีจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เว็บไซต์ของคุณติดอันดับการค้นหาบน Google ได้อีกด้วย

 

2. ทำไมการทำ SEO จึงสำคัญต่อการทำ Digital Marketing 

ลองคิดถึงตัวเราเองก็ได้ค่ะ ว่าวันนึงเราค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ต่อวันกี่ครั้ง สำหรับบางคนอาจจะมากกว่า 1 ครั้งต่อวัน ไม่ว่าจะเป็นการค้นหาร้านอาหารใกล้บ้าน การดูพยากรณ์อากาศ การค้นหาสินค้าชอปปิ้งออนไลน์ และ การค้นหาความรู้ต่าง ๆ ที่เราสงสัย ซึ่งอัปเดตสถิติล่าสุดจาก Hubspot พบว่า ในหนึ่งวันที่คนค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ผ่าน Google มากกว่า 5.6 พันล้านล้านครั้งต่อวันเลยทีเดียว (อัปเดตล่าสุดปี 2021) นั่นหมายความว่า การเกิด Traffic บนโลกออนไลน์นั้นมีทุกวินาที และ นี่คือโอกาสในการสร้างธุรกิจผ่านเว็บไซต์ และคอนเทนต์ของเราให้กลายเป็นที่รู้จักของลูกค้า สามารถช่วยแก้ไขปัญหา และ ตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ไวที่สุด สะดวกที่สุด และ มีประสิทธิภาพแม้ในยามหน้าร้านค้าของเราปิดทำการ ซึ่งการปรับปรุงคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์ ความทันสมัย และ การใช้งานง่ายบนหน้า Landing Page รวมทั้งการวางโครงสร้างพื้นฐาน และ การพัฒนา SEO ด้วยเทคนิคอื่น ๆ ย่ิมมีส่วนช่วยให้เว็บไซต์ของคุณอยู่บนโลกออนไลน์ได้ในระยะยาว และ ต่อเนื่อง

การทำ SEO มีหลายวิธีที่ได้ผล ซึ่งนักการตลาดจะต้องหาเทคนิคมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับคอนเทนต์ และเว็บไซต์ของแบรนด์ โดยหนึ่งในเทคนิคที่นิยมใช้กันเป็นวงกว้างก็คือการหา Keyword ที่ใช่ ที่ผู้ค้นหาบน Search Engine นิยมค้นหา และ เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ของเรา

จากภาพด้านบนเป็นสถิติจาก startupbonsai ซึ่งระบุว่า Google เป็นแหล่ง Search Engine Market Share ที่มีคนใช้มาถึง 69.3% ตามด้วย Bing (13%)
ภาพจาก https://startupbonsai.com

จากภาพด้านบนเป็นสถิติจาก startupbonsai ซึ่งระบุว่า Google เป็นแหล่ง Search Engine Market Share ที่มีคนใช้มาถึง 69.3% ตามด้วย Bing (13%)

 

อะไรเป็นเกณฑ์ตัดสินว่าคอนเทนต์ของเรามีการทำ SEO ที่มีประสิทธิภาพ

การสร้างคอนเทนต์ที่ดี และมีประสิทธิภาพจะต้องเป็นไปตามเกณฑ์ที่ Google กำหนด ซึ่งอัลกอริทึมของ Google จะมีการพัฒนาและตรวจสอบเว็บไซต์ของเราอยู่เสมอว่ามีคุณภาพหรือไม่ และคอยจัดลำดับคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เนื้อหาครบถ้วน และอัปเดตอยู่เสมอเอาไว้ในหน้าแรกของการค้นหา ซึ่งระบบอัลกอริทึมของ Google คำนวณจาก:

  • เนื้อหาของคอนเทนต์มีคุณภาพ สอดคล้องกับ Keyword ที่ใช้การค้นหา โดยระบบจะประเมินว่า Keyword ที่เราใช้ในบทความ มีความสอดคล้อง หรือใกล้เคียงกับการค้นหาของผู้ใช้หรือไม่
  • ความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์
  • คอนเทนต์นั้น ๆ เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนหรือไม่
  • ความเป็นเจ้าของบทความนั้น ๆ หมายความว่าคอนเทนต์ของเราคัดลอกมาจากแหล่งอื่นหรือไม่

และนี่เป็นเพียงตัวอย่างในการประเมินคุณภาพคอนเทนต์ของเรา ซึ่งเทคนิคการทำ SEO มีหลายวิธีที่ทำแล้วได้ผล

3. Keyword Research ที่ใช้ในการปรับปรุง SEO

Keyword Research และ Keyword Targeting คืออะไร

Keyword Research คือ วิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ และประมวลหาคำ และ วลีที่ผู้ค้นหาข้อมูลบน Search Engine Site (เช่น Google และ YouTube) ใช้เพื่อหาข้อมูล สินค้า และ บริการต่าง ๆ เพื่อหาคำที่เหมาะสมที่จะนำมาใช้ในคอนเทนต์บนเว็บไซต์ โดยที่ผู้ค้นหาคำเหล่านั้นเห็นแล้วสนใจ อยากจะคลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติม

สิ่งที่นักการตลาดจะต้องใช้ในการวิเคราะห์ Keyword

  • ปริมาณคำค้นหาต่อเดือน (Search Volume)
  • การแข่งขันของคีย์เวิร์ด (Keyword Difficulty)
  • คำหรือวลีที่มีความคล้ายกับ Keyword ที่เรากำลังวิเคราะห์ (Relevance)
  • คำที่เป็นของแบรนด์คู่แข่ง (Competition )
  • หาคีย์เวิร์ดที่มีความสำคัญมากที่สุด (Prioritizing Keywords)

 

ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหา Keyword พร้อมแสดงผลการวิเคราะห์

ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหา Keyword พร้อมแสดงผลการวิเคราะห์

นอกจากนี้ นักการตลาดจะต้องรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายของเราเป็นใคร มีความสนใจ และพฤติกรรมอย่างไรในการใช้สินค้าและบริการ เพื่อให้การทำคอนเทนต์เป็นเรื่องง่ายขึ้น และเลือก Keyword ได้ถูกใจกลุ่มเป้าหมาย ทำให้เกิดการคลิก และสร้าง Traffic ให้กับเว็บไซต์ ซึ่งสิ่งที่นักการตลาดควรคำนึงถึง และนำมาใช้วิเคราะห์ Keyword ได้แก่

  • สิ่งที่ผู้ค้นหากำลังให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ และความสนใจส่วนตัว
  • ปัญหา และ ความกังวลใจที่ผู้ค้นหากำลังเผชิญ
  • ภาษาที่ใช้
  • แอปพลิเคชัน และ ช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายใช้

นักการตลาดสามารถตอบคำถามเหล่านี้ได้ด้วยการทำ Customer Persona หรือ Customer Avatar เพื่อค้นหากลุ่มเป้าหมาย 2 – 3 แบบ ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจถึงความต้องการ และช่องทางที่แบรนด์สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ดีขึ้น และเมื่อเราเข้าใจได้ในระกับที่ลึกขึ้น ละเอียดขึ้น เราก็จะรู้ได้ว่า Keyword แบบไหนที่เราควรใช้ในการทำคอนเทนต์นั่นเอง

 

4. On-Page Optimization คืออะไร 

หลังจากที่เราได้ Keyword ที่ต้องการมาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำ Keyword เหล่านั้นมาใส่ในคอนเทนต์ หรือตามหน้า Landing Page ต่าง ๆ บนเว็บไซต์ นอกจากนี้ การนำ Keyword มาประยุกต์ใช้ไม่ได้มีแค่เพียงในบทความเพียงอย่างเดียว แต่เราสามารถกระจายกลุ่มคำที่เป็น Keyword ลงไปในเว็บไซต์ได้ตามรูปประกอบด้านล่างนี้

ภาพจาก https://moz.com/
ภาพจาก https://moz.com/

การวาง Keyword ตามจุดต่าง ๆ บนเว็บไซต์มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า On-Page SEO ซึ่ง On-page SEO (หรือ “On-site SEO” ) คือ ปัจจัยภายใน เป็นการปรับแต่งคอนเทนต์ภายในเว็บเพจ และหน้าเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น และอยู่หน้าแรก เมื่อมีการค้นหาบนหน้าเว็บไซต์ โดยการทำ On-Page SEO จะเน้นการนำเสนอผู้ใช้งานว่าหน้าเพจนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง โดยตัวอย่างการทำ On-Page SEO จะครอบคลุมเกี่ยวกับ

  • การใส่ Title tags
  • การทำ Meta Description
  • การวาง Keyword ที่สำคัญเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ บนคอนเทนต์
  • การทำ Internal Links การปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายบนมือถือ
  • การสร้าง URLs เป็นต้น

1 Title Tags

Title Tag คือชื่อหัวข้อในหน้านั้น ๆ โดยจะแสดงชื่อหัวข้อด้านบนของเบราว์เซอร์ตามภาพด้านล่าง ก็จะเห็นว่า Title Tag ที่เราเปิดอยู่นั้นเขียนว่า SEO101: รวบรวมคำศัพท์พื้นฐาน…

ตัวอย่างเครื่องมือที่ใช้ในการค้นหา Keyword พร้อมแสดงผลการวิเคราะห์
ภาพจาก: https://www.wordstream.com/

เทคนิคตั้งชื่อ Title Tag

  • ควรตั้งชื่อไม่เกิน 60 ตัวอักษร
  • เลือกใช้ Keyword ที่สำคัญตรงประเด็นกับเนื้อหาใส่ลงไป
  • ไม่ควรใส่ Keyword จนเยอะเกินไป ทำให้จับใจความสำคัญไม่ได้ และทำให้ Google ไม่รู้ว่าเราเขียนถึงเรื่องอะไรอยู่

 

2 การทำ Meta Description

ในขณะที่ Title Tag ทำให้คนที่ค้นหา Keyword สามารถเจอคอนเทนต์ของเรา Meta Description คือส่วนสำคัญที่ใช้เพื่ออธิบายหัวข้อคอนเทนต์ เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น และยิ่งหากเราเพิ่ม Keyword อื่น ๆ ใส่เข้าไปใน Meta Description ด้วยแล้ว ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสให้คนคลิกมายังบทความเรามากขึ้นด้วยค่ะ

ตัวอย่าง Meta Description คือส่วนสำคัญที่ใช้เพื่ออธิบายหัวข้อคอนเทนต์ เพื่อขยายความให้ผู้อ่านเข้าใจมากขึ้น

3 การวาง Keyword ที่สำคัญเอาไว้ตามจุดต่าง ๆ บนคอนเทนต์

การใส่ Keyword ที่สำคัญในบทความ นอกจากจะเป็นการทำให้ผู้อ่านทราบแล้วว่าเรากำลังพูดถึงประเด็นไหน สิ่งได้เป็นหัวข้อสำคัญ ยังทำให้ระบบอัลกอริทึมของ Google สามารถจับ Keyword เหล่านั้นมาประมวลผลเพื่อจัดลำดับคอนเทนต์ให้อยู่สูงขึ้นด้วย ซึ่งการใส่ Keyword ที่มีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย Keyoword ในรูปแบบที่หลากหลาย เช่น Keyword ที่มี Search Volume ระดับกลาง และ สูง การใช้ Long-Tail Keyword ที่มี Search Volume ระดับกลาง และ ระดับต่ำ ทั้งนี้ มีจุดประสงค์เพื่อลดการแข่งขันในตลาด และสร้างความแตกต่างให้กับคอนเทนต์ได้อีกด้วย

 

4 การใส่ Alt Text

นอกจากการใส่ Keyword ไว้ตามจุดต่าง ๆ ของคอนเทนต์แล้ว การตั้งชื่อ Alt Text ก็สำคัญไม่แพ้กัน โดย Alt Text จะเป็นการตั้งชื่อภาพที่เราใส่ไว้ในคอนเทนต์บนเว็บไซต์ใน HTML เพื่อให้ Bot เข้าใจว่าภาพนี้สื่อถึงอะไร บางคนอาจจะรู้จักในนามของ Alt Attribute ซึ่งวิธีการตั้งชื่อ Alt Text มีดังนี้

  • ใช้ตัวอักษรได้ไม่เกิน 100 ตัวอักษรเพื่ออธิบายว่าภาพเกี่ยวข้องกับอะไร
  • ใส่ Keyword ที่สำคัญและตรงประเด็นคอนเทนต์เพื่อให้การทำ SEO เห็นผล

 

5 จัดวางโครงสร้างของ URL ให้เป็นมิตรกับ SEO

 

โครงสร้างของ URL
ภาพจาก www.rankmovers.com

โครงสร้างของ URL มีความสำคัญต่อการทำ SEO ซึ่งนอกจากการที่ URL สามารถบอกผู้ใช้งานได้ว่าเราเปิดหน้าเว็บเพจถูกต้องหรือไม่แล้ว ยังเป็นการช่วยให้ Google อ่านได้อีกด้วยว่าเรากำลังพูดถึง Keyword อะไรอยู่ เป็น Spam หรือไม่ และจะใช้ URL ของเรามาประเมิน Ranking บนหน้า SERP (หน้าผลลัพธ์การค้นหา) ค่ะ

วิธีการตั้งชื่อ URL ที่เป็นมิตรต่อ SEO

  • การตั้งชื่อโดยใช้ Keyword ที่สำคัญ และ ชัดเจน
  • ไม่จำเป็นต้องใส่  and / or ใน URL เพราะ Google ยังสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ดี
  • เลี่ยงการใช้ Keyword ที่ซ้ำกัน

 

6 Schema & Markup

Schema Markup จะแสดงผลที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Headline และ Meta Description ว่าข้อมูลในคอนเทนต์นั้น ๆ พูดถึงอะไร และมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจหัวข้ออะไรบ้างตามภาพด้านล่างนี้

Schema Markup จะแสดงผลที่เป็นรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจาก Headline และ Meta Description ว่าข้อมูลในคอนเทนต์นั้น ๆ พูดถึงอะไร และมีเนื้อหาอื่น ๆ ที่น่าสนใจหัวข้ออะไรบ้าง
ภาพจาก: https://ahrefs.com

วิธีสังเกตง่าย ๆ เมื่อมี Schema Markup

  • คะแนนการรีวิวสินค้า การบริการ
  • ระยะทางในการเดินทาง
  • คำถามอื่น ๆ ที่พบบ่อยและใกล้เคียงกับการค้นหาของเรา

 

FAQ

ตอบคำถาม SEO คืออะไร

1. SEO คืออะไร

“SEO” มาจากคำว่า Search Engine Optimization คือการปรับปรุงเว็บไซต์ หรือคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่อยู่ในเว็บไซต์ของแบรนด์อยู่ในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบน Google โดยใช้กลยุทธ์ที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการปรับปรุงความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์ การทำคอนเทนต์ให้น่าสนใจ การใช้ Keyword และการทำให้เว็บไซต์ของเราเป็น Mobile Friendly

2. เหุตผลที่ SEO จึงสำคัญต่อการทำการตลาดดิจิทัล

เนื่อจาก Traffic บนโลกออนไลน์นั้นมีทุกวินาที หมายความว่าในหนึ่งวันมีการค้นหาผ่าน Google เป็นพันล้านครั้ง ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญเมื่อแบรนด์มีการทำคอนเทนต์ หรือนำเสนอสินค้าและบริการผ่านเว็บไซต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้ไวที่สุด สะดวกที่สุด และ มีประสิทธิภาพแม้ในยามหน้าร้านค้าของเราปิดทำการ

3  แบรนด์สามารถปรับปรุง SEO อย่างไรให้มีที่มีประสิทธิภาพ

  • เนื้อหาของคอนเทนต์มีคุณภาพ สอดคล้องกับ Keyword ที่ใช้การค้นหา โดยระบบจะประเมินว่า Keyword ที่เราใช้ในบทความ มีความสอดคล้อง หรือใกล้เคียงกับการค้นหาของผู้ใช้หรือไม่
  • ความเร็วในการดาวน์โหลดหน้าเว็บไซต์
  • คอนเทนต์นั้น ๆ เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานผ่านสมาร์ทโฟนหรือไม่
  • ความเป็นเจ้าของบทความนั้น ๆ หมายความว่าคอนเทนต์ของเราคัดลอกมาจากแหล่งอื่นหรือไม่

 

ที่มา

blog.hubspot.com

Learning More

Interesting Topics

SEO 101: รวมคำศัพท์พื้นฐานที่ควรรู้