#โฆษณาออนไลน์

4 เครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แทน Facebook Analytics

4 เครื่องมือที่สามารถนำมาใช้แทน Facebook Analystics


ในเมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา Facebook ได้มีการแจ้งว่าในวันที่ 1 กรกฎาคม 2564 ทาง Facebook จะยกเลิกการให้บริการเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเป็นแนวทางในการวิเคราะห์การทำการตลาดออนไลน์อย่าง Facebook Analytics Tool ทำให้ผู้ใช้ Facebook หลายคน โดยเฉพาะกลุ่มคนที่เกี่ยวกับการทำเคมเปญโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม นี้ เกิดความกังวัลใจถึงแนวทางการทำการตลาดออนไลน์ผ่านเพลตฟอร์ม ว่าจะมีแนวทางการเก็บ Data หรือประเมินแคมเปญการตลาดอย่างไรนับจากนี้ 

แต่อย่างไรก็ตาม ทาง Facebook ได้มีทางเลือกใหม่สำหรับเจ้าของเพจ และนักการตลาดในการเก็บ Data และทำแคมเปญผ่าน Facebook ด้วยเครื่องมืออื่น ๆ ที่มีประสิทธิภาพไม่แพ้กัน ซึ่งบทความนี้ของ STEPS Academy จะพาผู้อ่านทุกท่านมารู้จักกับ 4 เครื่องมือที่ สามารถมาทำมาวิเคราะห์การทำกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ รวมถึงการเก็บข้อมูลเชิงลึก หรือ Insights ที่สำคัญของผู้ใช้งาน แทนการเครื่องมือ Facebook Analytics ที่ได้ถูกยกเลิกไป โดย 4 เครื่องมือที่จะสามารถเข้ามาทดแทนการได้ มีดังนี้

1. Facebook Business Suite

หลังจากที่ Facebook Analytics ถูกยกเลิกไปนั้น อีกหนึ่งเครื่องมือที่ทีม Facebook แนะนำให้เปลื่ยนมาใช้คือ Facebook Business Suite โดยเครื่องมือนี้จัดเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญในการเชื่อมต่อระหว่างบัญชี Facebook และ Instagram ในการทำเคมเปญโฆษณาของทั้งสอง Platform  

หากคุณต้องการ หรือ มองหาข้อมูล  Insights ที่เป็นประโยชน์ต่อแคมเปญโฆษณาแบบ Organic และ Paid เครื่องมือนี้จะช่วยให้คุณได้ข้อมูลเกี่ยวกับ Metrics, Trends รวมถึงรายงานการวัดผลที่จะทำให้คุณได้รับแนวทางไปต่อยอดการทำโฆษณาออนไลน์ให้เกิดผลลัพธ์สูงสุด

ข้อมูล Insights ที่สามารถได้จากเครื่องมือนี้ คือ ยอด Engagement ยอด Likes และ Comment ข้อมูล Demographic หรือ ข้อมูลทั่วไปของผู้ติดตาม และ การเข้าถึงหน้า Facebook Page

การเข้าถึงเครื่องมือ Business Suite นี้ จะต้องเข้าผ่าน Facebook Business Manager และ ต้องเป็นบัญชีผู้ใช้ที่เชื่อมต่อกับ Business Account ที่ได้รับการอนุญาตแล้วเท่านั้น ถึงจะสามารถเข้าใช้บริการเครื่องมือนี้ได้

facebook-business-suite
ภาพจาก : https://www.producthunt.com

2. Creator Studio

Creator Studio เป็นเครื่องมือสำหรับการบริหารจัดการด้านคอนเทนต์ รวมถึงการวัดผลของแต่ละโพสต์ของบัญชี Facebook ของคุณให้เกิดผลลัพธ์สูงสุดต่อเคมเปญทางการตลาดออนไลน์ โดยเครื่องมือนี้สามารถเป็นตัวช่วยในเรื่องของการโพสต์ตั้งเวลาการเผยแพร่ของคอนเทนต์ ช่วยให้ประหยัดเวลา และทำให้การลงคอนเทนต์มีความสะดวกมากยิ่งขี้น

การใช้เครื่องมืออย่าง Creator Studio นี้สามารถเข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก หรือ Insights ของทั้ง Facebook และ Instagram ในด้านต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น

  • จำนวนผู้ติดตามใหม่ รวมถึงผู้ที่ยกเลิกการติดตามของเพจคุณ
  • ยอด Impression, Reach และ Engagement หรือ การมีส่วนร่วมกับทางเพจ
  • ข้อมูลเชิงลึกอย่างละเอียดของของผู้เข้าเยื่ยมชม และผู้ติดตาม ทำให้คุณเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของคุณได้ตรงจุดมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ
  • Performance หรือประสิทธิภาพของแต่ละโพสต์ และแนวโน้มความภัคดีของผู้ติดตามจากการข้อมูลของผู้ติดตาม หรือจพนวนครั้งที่วีดีโอของคุณเล่นไปกี่เปอร์เซ็นต์ แล้วมีผู้ที่กลับเข้ามาชมวิดีโออีกครั้ง

จากภาพด้านล่าง เป็นตัวอย่างหน้าตาเครื่องมือ Creator ที่นักการตลาดสามารถใช้เพื่อโพสต์คอนเทนต์ และดูข้อมูลหลังบ้านแบบย้อนหลัง

creator-studio
ภาพจาก : https://blog.hootsuite.com

 

3. Hootsuite

Hootsuite อีกหนึ่งเครื่องมือที่จะเข้ามาช่วยจัดระเบียบช่องทาง Social Network ของคุณ รวมถึง Facebook เพจธุรกิจคุณ ให้ประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทำงานที่เป็นระบบมากขึ้น อีกทั้งหากคุณมีหลาย ๆ บัญชีธรุกิจ หรือ ต้องโพสต์คอนเทนต์อย่างเป็นระบบมากขึ้น เครื่องมือนี้สามารถช่วยลดเวลาของคุณได้เช่นกัน โดยการตั้งเวลาล่วงหน้าในการปล่อยคอนเทนต์ รวมถึงเครื่องมือนี้ยังรวบรวมข้อมูล Insights ของโพสต์ต่าง ๆ บนเพจของคุณที่สามารถนำไปวิเคราะห์เพื่อจะทำการวัดผลประสิทธภาพ และ เห็นไอเดียที่จะนำไปต่อยอดให้การทำเคมเปญโฆษณามีผลลัพธ์ที่ดีมากขึ้น 

โดยภายใน Hootsuite Analytics นี้ จะสามารถทำให้คุณเข้าถึงข้อมูลของโพสต์ต่าง ๆ ได้ ดังนี้

  • จำนวนการคลิก (Clicks)
  • คอมเมนต์ (Comments)
  • การเข้าถึง (Reach)
  • จำนวนการแชร์ (Shares)
  • จำนวนผู้ชม Video (Video views)
  • จำนวนผู้ที่เข้าถึง Video (Video reach)

อีกทั้งคุณยังเข้าถึงข้อมูลของเพจของคุณ ในส่วนของ Profile ที่รวมถึงจำนวนผู้ติดตามที่เปลื่ยนไปในแต่ละช่วงเวลา โดยในการใช้เครื่องนี้มือนี้ คุณผู้อ่านสามารถศึกษาการใช้เพิ่มเติมได้จากคลิปที่แนบมาด้านล่างนี้ เพื่อที่จะทำให้คุณเข้าใจการทำงานของ Hootsuite Analystics เพิ่มมากขึ้น

 

4. Facebook Insights

ในเครื่องมือตัวนี้ คุณสามารถเห็นภาพรวมของข้อมูลเชิงลึก Insights และ Traffic ในการเข้าชมโพสต์ในเพจของคุณ

สำหรับการใช้ Facebook Insights นี้นั้น สามารถทำให้เราเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของผู้เข้าเยื่ยมชม และ ทำมาทำให้เกิดประสิทธ์ภาพสูงสุดกับการทำเคมเปญโฆษณาบน Facebook และ การทำ Organic content ที่เป็นการทำคอนเทนต์แบบไม่เสียเงิน

โดยวิธีการเข้าถึงตัวนั้น เข้าผ่านทางการใช้ Facebook Business Manager ดังนั้น ผู้ที่ต้องการจะใช้เครื่องมือนี้ต้องมีบัญชีธุรกิจเท่านั้นที่จะสามารถเข้าถึงได้

facebook-insights-1
ภาพจาก : https://blog.hootsuite.com
facebook-insights
ภาพจาก : https://blog.hootsuite.com

จากรูปด้านบนนั้น แสดงให้เห็นว่าการใช้เครื่องมือตัวนี้ สามารถวัดผลภาพรวมของประสิทธิภาพในเพจในแต่ละช่วงเวลา และ คอนเทนต์จากโพสต์ไหนที่มียอด Reach การเข้าถึง มากที่สุดอันดับแรก ๆ เพื่อทำไปเป็นแนวทางในการทำคอนเทนต์ในอนาคต

ยิ่งไปกว่านั้น เครื่องมือนี้จะทำให้คุณรู้จัก และ เข้าใจกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามาเยื่ยมชมเพจของคุณมากขึ้น เนื่องจากเครื่องมือนี้อนุญาตให้ผู้ใช้เข้าถึงข้อมูล Insights ทั้งเรื่องข้อมูลทั้ง Demograhic และ Geographic ที่คลอบคลุมไปถึงข้อมูลเรื่องเพศ และ ตำแหน่งสถานที่อาศัยอยู่ของคุณกลุ่มเป้าหมายที่เข้ามามีส่วนร่วมกับเพจของคุณได้

facebook-insights
ภาพจาก : https://blog.hootsuite.com

 

สรุป

ถึงแม้ว่า Facebook Analytics จะถูกปิดตัวลงไปนั้น จากบทความนี้ได้แบ่งปัน 4 เครื่องมือที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่คุณผู้อ่านสำหรับในการเป็นแนวทางที่จะทำไปต่อยอดการทำโฆษณาบน Facebook ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หากมีเครื่องมือตัวใหม่ที่น่าสนใจ หรือที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการทำการตลาดออนไลน์ STEPS Academy จะรีบมาอัปเดตให้คุณผู้อ่านทุกคนอย่างแน่นอนค่ะ และนอกจากนี้หากคุณสนใจทำการตลาดออนไลน์บนช่องทาง Social Media อย่าง Facebook Instagram YouTube และ Twitter ทาง STEPS Academy เปิดหลักสูตร Digital Marketing Strategy ในรูปแบบ Virtual Training เพื่อตอบโจทย์กับท่านที่กำลังทำงานแบบ Work from Home ที่จะทำให้ธุรกิจของคุณยกระดับในการทำการตลาดขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง 

โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: 

https://stepstraining.co/digital-marketing-specialist

อ้างอิง

ส่องโฆษณาคู่แข่งด้วยเครื่องมือ Facebook Ad Library

facebook Ad Library


คุณคิดว่า คุณรู้จักคู่แข่งนี้ดีแล้วหรือยัง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการทำโฆษณาของคู่แข่งบ้างธุรกิจบนโลกออนไลน์มีการแข่งขันสูง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2019 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้พฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า และ บริการผ่าน Social Platform มากขึ้น เพื่อลดการเดินทาง การสัมผัส และสะดวกต่อการจับจ่าย โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ซึ่งเป็แพลตฟอร์มยอดฮิตต้น ๆ ของคนไทย ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ที่หันมาทำการตลาดแบบดิจิทัลบน Facebbok ก็เพิ่มมากขึ้นตามอุปสงค์ของกลไกตลาด โดยเฉพาะการทำโฆษณา ที่มักจะปรากฏมาให้เห็นกันแทบตลอด ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าฟีด บนวิดีโอ หรือบน Stories  แต่อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายแบรนด์ของเราก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย แล้วคุณจะทราบได้อย่างไร ว่าโฆษณาบน Facebook ของเราเข้าถึงลูกค้าได้ตามที่วางแผนไว้ และมีจุดแข็งกว่าแบรนด์ “คู่แข่ง” อย่างไรบ้าง 

เพื่อเพิ่มความ ความโปร่งใส (Transparency)ให้กับตัวแพลตฟอร์มของ Facebook เองนั้น ทางทีมงานของ Facebook จึงได้พัฒนาเครื่องมือ  Facebook Ad Library ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคน ทั้งผู้ใช้ และผู้ทีไม่มีบัญชี Facebook เข้าถึงข้อมูลในส่วนของ Active Ads หรือ โฆษณาที่กำลังแสดงผลอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ของทั้ง 2 แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Instagram เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และ รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook ของแบรนด์ต่าง ๆ ได้

ดังนั้น  STEPS Academy ขอนำเสนอวิธีการใช้ Facebook Ads Library หรือ การดูโฆษณาของเพจคู่แข่ง หรือเพจที่คุณสนใจ เพื่อดูคอนเทนต์โฆษณา รวมไปถึง Influencer ที่ใช้สำหรับโปรโมต กลยุทธ์ต่าง ๆ และ ข้อดีของการใช้ Facebook Ad Librarary เพื่อนำมาต่อยอดในการวางแผนแคมเปญทางการตลาดของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการเข้าถึง Facebook Ad Library

การเข้าไปใช้เครื่องมือ Ad Library นั้นไม่ยากเลยค่ะ Facebook ได้ออกแบบให้การเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แม้ว่าจะไม่เคยยิงโฆษณาบนเพจ หรือ เคยใช้ Facebook มาก่อนก็ตาม

วิธีการใช้ Facebook Ad Library 

 1. ขั้นตอนแรกผู้อ่านสามารถเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้ได้โดยไปที่หน้า Ad Library โดยใส่ facebook.com/ads/library บนแทบ Browser Address ของคุณ 

2. เมื่อหน้าเว็บนั้นดาว์นโหลดเสร็จแล้ว คุณสามารถเลือกประเทศ และ ประเภทของโฆษณาที่ต้องการ

ดูโฆษณาคู่แข่ง

3. จากนั้นค้นหาแบรนด์คู่แข่ง หรือ แบรนด์ที่สนใจที่จะศึกษาการทำโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ หรือ บริษัทที่ต้องการ

ค้นหาโฆษณาคู่แข่ง

เมื่อหน้าแสดงผลของโฆษณาที่เพจที่เราจะต้องการศึกษาขึ้นมาแล้ว คุณสามารถคลิกที่ปุ่ม See Ad Details หรือ ดูรายละเอียดโฆษณา เพื่อแสดงศึกษาข้อมูลข้องโฆษณาโพสต์นั้น ๆ เพิ่มเติม

ดูโฆษณาคู่แข่ง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเราจะเอาประโยชน์จากเครื่องมือนี้ ไปต่อยอดกับกลยุทธ์ หรือแคมเปญทางการตลาดอย่างเราได้อย่าง วันนี้ทาง STEPS ได้สรุปออกออกมาเป็น 4  ไอเดียที่จะทำให้ผู้อ่านเอาไปต่อยอดในการทำการตลาดออนไลน์บน Facebook ได้ค่ะ

ประโยชน์ในการใช้ Facebook Ad Library 

1. ได้ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อนำไปต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์

เราสามารถใช้เครื่องมือสำรวจได้ว่า ตอนนี้คู่แข่งของคุณกำลังให้ความสำคัญกับการขายสินค้า หรือ บริการตัวไหนอยู่บ้าง จากโฆษณาที่กำลังถูกโปรโมตอยู่ ณ ช่วงนั้น หรือ อาจจะย้อนกลับไปดูในช่วงที่แบรนด์เหล่านั้นลดราคา โดยเราสามารถทำข้อมูลที่ได้มาผ่านการใช้เครื่องมือ Ad Library นี้ กำหนดทิศทางของกลยุทธ์ และ วางแผนทางการตลาดออนไลน์ให้ได้ตรงจุดมาก นำมาซึ่งยอด Conversion เพื่อสร้างยอดขายในกับแบรนด์ของเราในอนาคตได้

2. การนำสิ่งที่คู่แข่งทำได้ดี มาปรับ หรือ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแบรนด์

หากคุณพบว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาคู่แข่งของคุณนั้น ทำผลงานได้ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมียอด Engagement ที่เพิ่มมากขึ้น หรือ ยอด Conversion ที่นำมาสู่ยอดขายเพิ่มขึ้น เราก็สามารถนำไอเดียการทำโฆษณาออนไลน์ของคู่แข่งมาในช่วงเวลานั้นมาเป็นไอเดียทำไปปรับใช้ให้กับแบรนด์เราได้ เพื่อให้การทำแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากรูปตัวอย่างการทำแคมเปญโฆษณาของแบรนด์กล้องอย่าง Nikon นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการใช้ Text หรือ ข้อความบนรูปภาพ ในลักษณะของเป็นคำพูดในเชิงกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจตัวสินค้า และ เกิดความรู้เชิงบวกกับแบรนด์ อีกทั้งมีการใช้รูปในเชิง Testimonial หรือ การใช้ภาพสื่อถึงการใช้จริงของสินค้า อย่างรูปสินค้าตอนที่คนกำลังถือ รวมถึงมีการใช้ Copywriting ที่เป็นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ กระชับ แต่บ่กบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของแบรนด์

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากตัวอย่างด้านบน การทำโฆษณาของ Smashburger มีการใช้รูป Emojicon รูปแฮมเบอเกอร์ และ เฟรนชฟราย ใน Copywriting เพื่อเป็นการสร้าง Brand Association เพื่อให้เชื่อมโยงกับสินค้า และ ยังเป็นการเป็นทำให้ Ads เราดูน่าสนใจมากขึ้น

3. สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ ๆ

อีกหนึ่งเทคนิคเล็ก ๆ ที่เราได้จากการใช้เครื่องมือนี้ก็คือ ในเมื่อเราสามารถเข้าไปดูโฆษณาที่คู่แข่งกำลังแสดงผลอยู่ตอนนี้ได้ เราก็สามารถดูได้ว่าโฆษณารูปแบบไปไหนที่คู่แข่งยังไม่ได้ทำ และเราสามารถทำช่องว่างตรงนี้ไปต่อยอดในการออกแบบแคมเปญโฆษณาของเราได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

ลูกค้าใหม่
ภาพจาก : https://www.techfunnel.com

4. อัปเดตเทรนด์การทำโฆษณาออนไลน์

นอกจากเราจะสามารถเข้าถึงการทำโฆษณาของแบรนด์ที่เราสนใจ หรือ แบรนด์ที่เป็นคู่แข่งของเราได้แล้ว เราจะสามารถตามทันเทรนด์ของการทำโฆษณาในปัจจุบันได้อีกด้วยว่าตอนนี้รูปแบบของ Ads นั้นไปในทิศทางไหน เพื่อนำสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเราเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับการทำโฆษณาออนไลน์ของเราได้เช่นกัน

 

สรุป

STEPS Academy หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน อย่าลืมที่จะนำเครื่องมือ Ad Library ไปใช้สำรวจว่าตอนนี้เพจคู่แข่งของคุณนั้นทำโฆษณาแบบไหนอยู่ เพื่อที่จะนำไอเดียจากเพจเหล่านั้นมาปรับให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเรา รวมถึงปรับปรุงโฆษณาของเราให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดยอด Conversion หรือ เพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ของคุณ อีกทั้งนำมาสู่การทำให้เราเป็นที่โดดเด่น และ สร้างความแตกต่างกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ได้ค่ะ

อ้างอิง

https://www.searchenginejournal.com

https://www.k6agency.com/facebook-ad-library

10 เคล็ดลับในการออกแบบ Facebook Ads อย่างมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอด Conversion ที่นำไปสู่ยอดขาย

10 เคล็ดลับในการออกแบบ Facebook Ads อย่างมืออาชีพ เพื่อเพิ่มยอด Conversion ที่นำไปสู่ยอดขาย

10 เทคนิค การออกแบบ Facebook Ads ที่จะเพิ่มยอด Conversion ของคุณให้เพิ่มขี้นตามแผนที่วางไว้ และได้ยอดขายเป็นไปตามเป้าหมาย

LINE ADS Platform เครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถซื้อโฆษณาบน LINE ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

LINE ADS Platform เครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถซื้อโฆษณาบน LINE ได้ง่ายๆ ด้วยตัวคุณเอง

LINE ADS Platform เครื่องมือที่ช่วยให้คุณสามารถซื้อโฆษณาบน LINE ได้ง่ายๆ ด้วยตัวเองเพื่อเพิ่มช่องทางในการโปรโมตสินค้าและบริการอีกช่องทางหนึ่ง

ทำโฆษณาบน Google Ads อย่างไร ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

ทำโฆษณาบน Google Ads อย่างไร ให้เหมาะสมกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน

แนะนำวิธีปรับกลยุทธ์การยิงโฆษณาบน Google Ads เพื่อให้นักการตลาด ผู้บริหาร หรือเจ้าของกิจการที่กำลังมองหาวิธีการทำการตลาดเพื่อรับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพื่อให้สินค้า และบริการของเรายังคงสามารถขายได้ และเติบโตต่อไปได้ในอนาคต

Marketing Technology 101: EP. 3 “10 เทคนิคการใช้ AI และ Machine Learning เพื่อต่อยอดการทำการตลาด”

Marketing Technology 101: EP. 3 “10 เทคนิคการใช้ AI และ Machine Learning เพื่อต่อยอดการทำการตลาด”

รวบรวม 10 เทคนิคการใช้ AI และ Machine Learning เพื่อให้ผู้ที่กำลังทำธุรกิจ สามารถนำเทคโนโลยีเหล่านี้ไปใช้ได้อย่างถูกต้อง และเป็นไอเดียในการทำการตลาดได้ในอนาคต

Facebook Offline Conversions Tracking วิธีที่จะทำให้คุณรู้ว่า Facebook Ads ได้ผลกับการขายหน้าร้านหรือไม่

Facebook Offline Conversions Tracking วิธีที่จะทำให้คุณรู้ว่า Facebook Ads ได้ผลกับการขายหน้าร้านหรือไม่

Offline Conversion Tracking เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการหา Conversion ของผู้เห็นโฆษณาจาก Facebook และผู้ที่มาซื้อสินค้าภายในร้านว่าเป็นคนเดียวกันหรือไม่ เพื่อให้นักการตลาดได้ทราบว่าผลลัพธ์จากการทำแคมเปญการตลาดนั้น ๆ มีประสิทธิภาพหรือไม่ และสามารถสร้างผลตอบแทน และยอดขายให้กับแบรนด์ได้อย่างเหมาะสม

Update !! สรุปการเปลี่ยนแปลงและข่าวสารที่น่าสนใจบน Facebook (ประจำเดือน พ.ย. 2020)

facebook อัปเดตพฤศจิกายน

ในเดือน พ.ย. 2020 ที่ผ่านมา Facebook จะมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปหรือมีข่าวสารอะไรที่น่าสนใจบ้าง เรามาตามดูกัน

เจาะลึก 7 เทรนด์ Digital Marketing ในปี 2021

เจาะลึก 7 เทรนด์ Digital Marketing ในปี 2021

รวบรวมสุดยอดเทรนด์ Digital Marketing สำหรับปี 2021 ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคนทราบว่า ตลอดที่ผ่านมาเทรนด์ไหนและแผนธุรกิจออะไรทำแล้วรุ่งและมีแนวโน้มว่า เทรนด์เหล่านี้จะสามารถนำไปปรับใช้กับการตลาดและธุรกิจออนไลน์ในอนาคต

Click Through Rate หรือ CTR ตัวชี้วัดที่จะบอกว่าคอนเทนต์ของคุณน่าคลิกหรือไม่

CTR คืออะไร

บทความที่จะพาไปรู้จักกับตัวชี้วัด “Click Through Rate หรือ CTR” ที่จะช่วยบอกให้คุณรู้ว่าคอนเทนต์หรือ โฆษณาของคุณน่าสนใจหรือน่าคลิกแค่ไหนกัน ?