5 เทคนิคในการสร้าง Affiliate Marketing บนช่องทางออนไลน์เพื่อเพิ่มยอดขาย

 

ธุรกิจ E-Commerce เป็นมากกว่าการซื้อขายเพื่อสร้างรายได้เพียงช่องทางเดียว แท้จริงแล้วนักการตลาดยังมีแนวคิดเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการทำการตลาดออนไลน์ เพื่อให้แบรนด์ขายสินค้าและบริการได้หลายหลายวิธี ซึ่งวันนี้ STEPS Academy ขอนำเสนอแนวทางการสร้าง Affiliate Marketing เพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ใหม่ ๆ ของผู้บริโภคในยุคดิจิทัลกันค่ะ

นักการตลาด หรือผู้ทำธุรกิจออนไลน์อาจเคยได้ยินกับการใช้เทคนิค Affiliate กันมาบ้าง แต่ในวันนี้เราจะขอมาอธิบายถึงความหมาย ประโยชน์ และวิธีการนำไปปรับใช้กับแบรนด์ให้ทุกท่านได้เข้าใจและเห็นภาพที่ชัดขึ้นค่ะ

 

Affiliate Marketing คืออะไร 

 

การทำ affiliate-marketing เพื่อสร้างยอดขาย

การทำการตลาดแบบ Affiliate เปรียบเสมือนการเป็นตัวแทนจำหน่ายสินค้า ซึ่งใช้วิธีการโปรโมตสินค้าและบริการผ่านช่องทางออนไลน์ โดยการใส่ข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ บนหน้าเว็บไซต์หรือลิงก์ที่เรามี เพื่อให้ผู้ที่เข้ามาเลือกชมสินค้าได้เลือกซื้อ ผู้ที่โปรโมตสินค้าไม่จำเป็นต้องมีโรงงานผลิตสินค้าเอง ไม่จำเป็นจะต้องสต็อกของ และไม่ต้องจัดส่งสินค้าด้วยตัวเอง

เมื่อมีการสั่งซื้อสินค้าผ่านหน้าเว็บไซต์ นอกจากเจ้าของสินค้าจะได้ขายของแล้ว ผู้โปรโมตสินค้าก็จะได้ส่วนแบ่งตามที่ได้ตกลงกันไว้กับเจ้าของสินค้าค่ะ

หากคุณคือผู้ประกอบการทำธุรกิจออนไลน์อยู่ในขณะนี้ และมีผู้ช่วยโปรโมตสินค้า คุณจะสามารถสร้างยอดขายได้มากขึ้น และเป็นที่รู้จักในตลาดได้เร็วขึ้น แลกกับการจ่ายส่วนแบ่งตามที่ตกลง ก็เป็นเรื่องที่ดีต่อธุรกิจของคุณใช่ไหมคะ

นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติจากเว็บไซต์ Big Commerce ได้เปิดเผยเกี่ยวกับผลลัพธ์การสร้าง Affiliate Marketing สรุปได้ว่า

  • สถิติจาก eMarketer เผยว่าอัตราการเติบโตของการทำ Affiliate Marketing มีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งเจ้าของแบรนด์ 81% และ ผู้โฆษณา 84% ได้ประโยชน์จากช่องทางการทำ Affliliate
  • การทำ Affiliate Marketing ในประเทศสหรัฐอเมริกามีเพิ่มขึ้น 10.1% ซึ่งนักการตลาดคาดการณ์ว่าในปี 2020 ธุรกิจจะสามารถสร้างยอดขายให้เติบโตขึ้นได้ถึง $6.8 ดอลลาร์สหรัฐ
  • ในปี 2018 ได้ประเมิณว่า งบประมาณในการสร้าง Content Marketing* มีเพิ่มขึ้น 62%  หากเทียบกับการทำการตลาดแบบเดิมแล้ว การทำ Content Marketing มีแนวโน้มในการหากลุ่มเป้าหมายให้มาเป็นลูกค้าได้สูงกว่าถึงสามเท่าตัว

*(การสร้างคอนเทนต์ คือการสร้างคุณค่า หรือประโยชน์ให้แก่ผู้อ่าน โดยไม่ได้เน้นไปที่การขาย โดยมีจุดประสงค์ให้ผู้ที่เข้ามาอ่านบทความ เกิดความสนใจ และกลายมาเป็นลูกค้าของแบรนด์ )

  • ในปี 2017 บริษัทเจ้าใหญ่อย่าง Amazon ประสบความสำเร็จจากการสร้างรายได้แบบ Passive Income โดยเสนอข้อตกลงในการจ่ายส่วนแบ่ง 1-10% จากสินค้าที่ขายได้บนหน้าเว็บไซต์
  • Jason Stone เจ้าของ Instagram ชื่อดัง (Millionaire Mentor) สร้างรายได้จากการเป็นผู้โฆษณาสินค้าต่าง ๆ (Affiliate Marketer) มากถึง $7 ดอลลาร์สหรัฐ ด้วยเพียงช่วงเวลา 1 เดือน

 

เพจ Millionaire Mentorสร้างรายได้จากการเป็นผู้โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ด้วยวิธีการ Affiliate Marketing
เพจ Millionaire Mentorสร้างรายได้จากการเป็นผู้โฆษณาสินค้าต่าง ๆ ด้วยวิธีการ Affiliate Marketing

เราสามารถทำการตลาดด้วยวิธี Affiliate ได้อย่างไร  

เนื่องจาก Affiliate Marketing สามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจได้หลายรูปแบบ โดยมีผู้เกี่ยวข้องหลัก ๆ 3 ประเภท ได้แก่

  1. ผู้ประกอบการ หรือผู้ที่เป็นเจ้าของธุรกิจ
  2. ผู้ทำการโฆษณาที่มีเว็บไซต์ หน้าเพจ Facebook หรือ Blog
  3. ผู้ที่ซื้อสินค้า

จากที่กล่าวมาข้างต้น ทุกท่านจะเห็นได้ว่าการทำการตลาดด้วยวิธี Affiliate Marketing สามารถสร้างโอกาสให้กับธุรกิจของผู้ประกอบการและผู้ที่เป็นตัวกลางในการโฆษณาสินค้า ดังนั้น เรามาทำความรู้จักกับการทำการตลาดด้วยวิธี Affiliate ในยุคดิจิทัลกันค่ะ

 

1. เจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อเพิ่มโอกาสในการขาย

 

หนึ่งในวิธีที่สามารถเพิ่ม Conversion Rate * ได้คือการเจาะกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มว่าอาจจะสนใจแบรนด์ของเราจริง ๆ และมีโอกาสกลายมาเป็นลูกค้าในอนาคต โดยใช้วิธีการ Boost โฆษณา

การ Boost โพสต์โฆษณาจะมีวิธีการจัดสรรงบประมาณ การเลือกกกลุ่มเป้าหมายแบบเจาะจง และการกำหนดระยะเวลาที่ค้องการจะโฆษณา

 

การเพิ่มรายได้จากการ boost โฆษณา

 

Affiliate marketing เป็นกลยุทธ์การนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่ผู้ประกอบการมีอยู่ในมือร่วมกันกับพาร์ทเนอร์ หรือคนที่เป็นตัวกลางเพื่อช่วยขาย โดยการนำเสนอสินค้าและบริการผ่านการทำ Affiliate Marketing นี้ จะมีประสิทธิภาพแบบเท่าตัว เนื่องจากการร่วมมือกันระหว่างผู้ประกอบการและผู้โฆษณา ที่ช่วยกันนำเสนอสินค้าที่ดูมีคุณค่าต่อลูกค้าและเป็นที่น่าจดจำ

(Conversion Rate คือการวัดผลที่ได้จากการโต้ตอบระหว่างโฆษณาในเว็บไซต์ และลูกค้าที่เข้ามาหน้าเว็บ ซึ่งมีกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น จำนวนการคลิกเพื่อสั่งซื้อสินค้า การลงทะเบียน การติดต่อเจ้าหน้าที่ การดาวน์โหลดแอป การรับข่าวสารเพื่อติดตามแบรนด์)

การเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีต่อการทำธุรกิจ สามารถแบ่งได้ 3 วิธีคือ

1.1 รู้จักกลุ่มเป้าหมาย

ก่อนอื่นเลย ผู้ประกอบการควรทราบว่าสินค้าหรือบริการของเรา เหมาะกับลูกค้าประเภทไหน จากนั้นท่านอาจจะใช้โปรแกรม Analytics เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้บริโภคและไลฟสไตล์การใช่ชีวิต ซึ่งสถิติเหล่านี้ จะทำให้ท่านทราบว่า ผลิตภัณฑ์ของเรานั้นอยู่ในกระแส หรือความสนใจมากน้อยแค่ไหน และแบรนด์ของเราสามารถใช้ช่องทางออนไลน์ประเภทใดได้บ้างในการโฆษณา

1.2  เลือกโซเชียลมีเดียแพลตฟอร์มในการนำเสนอ

ในปัจจุบัน อย่างที่ทุกท่านทราบกันดีว่า ผู้บริโภคมีโซเชียลแพลตฟอร์มเพื่อติดต่อสื่อสารและใช้เพื่อซื้อสินค้ามากกว่าหนึ่งช่องทางเป็นส่วนใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Youtube, Instagram และ Twitter เป็นต้น

ดังนั้นการเลือกช่องทางที่จะนำเสนอสินค้าให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญ หรือหากแบรนด์ของท่านสามารถใช้แพลตฟอร์มที่หลากหลายได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการทำธุรกิจค่ะ

1.3 ใช้เครื่องมือที่เหมาะสม

การเลือกเครื่องมือในการทำ Affiliate Marketing สามารถช่วยทั้งผู้ประกอบการและพาร์ทเนอร์ของท่านเป็นอย่างมาก เนื่องจากการใช้โปรแกรมสามารถช่วยท่านในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า และการกำหนดระยะเวลาที่แม่นยำมากขึ้น ซึ่งในวันนี้เรามีตัวอย่างเครื่องมือมาแนะนำกัน 3 โปรแกรม ได้แก่:

  • SEMRush:

เครื่องมือนี้เหมาะสำหรับการทำคอนเทนต์โดยเน้นไปที่การทำ SEO (Search Engine Optimization) และสามารถวิเคราะห์คอนเทนต์ของแบรนด์คู่แข่งได้ เพื่อให้แบรนด์ของท่านสามารถหา Key Word ที่มีประสิทธิภาพต่อการทำ SEO ในแต่ละสัปดาห์

  • Ahrefs:

โปรแกรมนี้มีหลายฟังก์ชันให้ผู้ประกอบการได้เลือกใช้ ไม่ว่าจะเป็นการวิเคราะห์ Key Word  (Backlink คือ ลิงก์ที่สามารถเชื่อมโยงระหว่างเว็บไชต์ต่าง ๆ มาสู่เว็บหลักที่เป็นของแบรนด์ค่ะ)

  • Yoast SEO

โปรแกรมนี้จะเน้นไปที่การสร้าง SEO เพื่อค้นหาคำสำคัญที่จะทำให้ลูกค้าเจอหน้าเว็บไซต์ และช่วยให้ผู้ประกอบการเขียนคำอธิบายที่มีแนวโน้มว่า Google จะผลักดันลำดับเว็บไซต์ของเราให้ขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้น (การเขียน Meta Description) ซึ่งผู้ใช้ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายโปรแกรมก็ได้ แต่ถ้าหากต้องการซื้อโปรแกรมมาใช้ เพื่อให้โปรแกรมช่วยวิเคราะห์ผลแบบ 24 ชั่วโมงก็สามารถทำได้เช่นกันค่ะ

1.4 คุณค่าที่ลูกค้าได้รับ 

แน่นอนค่ะว่านอกจากสินค้าหรือบริการของเราจะต้องดีมีคุณภาพแล้ว การมอบคุณค่าที่ลูกค้าควรจะได้รับ จะสามารถสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าได้ ซึ่งคุณค่าที่ลูกค่าควรได้รับจะมาในรูปแบบของ ความแตกต่างที่แบรนด์สร้างขึ้น และแบรนด์คู่แข่งไม่มี ความสะดวกในการเข้าถึงหน้าเพจหรือหน้าเว็บไซต์ สามารถลดความกังวลให้ลูกค้าเมื่อซื้อขายสินค้าจากเราไปแล้ว และมีบริการหลังการขาย เป็นต้น

 

2. เลือกบุคคลที่ลูกค้าไว้วางใจนำเสนอสินค้า

 

ตัวแทนจำหน่ายสินค้า

 

การทำ Affiliate Marketing โดยการเลือกบุคคลที่ลูกค้าชื่นชอบ หรือมีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ ที่ผู้ประการกำลังประกอบธุรกิจมาช่วยแนะนำสินค้าหรือบริการ เปรียบเสมือนกับการแนะนำกันแบบปากต่อปาก จะทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า คนที่พวกเขาให้ความเชื่อถือยังแนะนำให้ใช้ การเลือกบุคคลที่มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์มาโฆษณาแบรนด์ให้กับเรา จะเป็นการสร้างความเชื่อถือให้แก่ลูกค้าไปในตัวด้วยค่ะ

สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ เมื่อผู้ประกอบการตกลงส่วนแบ่งค่าคอมมิชชันกันกับผู้ที่จะมาช่วยโฆษณาสินค้า จะต้องแน่ใจว่าการตกลงเรื่องค่าส่วนแบ่งนั้นเป็นที่พอใจทั้งสองฝ่าย และผู้ช่วยโฆษณาจะต้องได้รับข้อมูลที่เพียงพอและชัดเจน เพื่อให้เกิดความไว้วางใจกันในการทำธุรกิจ ดังนั้นความไว้วางใจและความจริงใจเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามอย่างยิ่งค่ะ

 

คุณสมบัติของบุคคลที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ ได้แก่

  • บุคคคลนั้น ๆ ควรมี Engagement ที่ดีต่อลูกค้า

เช่น ลักษณะการตอบคำถามลูกค้า ความสม่ำเสมอ ความใส่ใจรับฟังคำติชมจากความคิดเห็นต่างๆ

  • มีความเชื่อใจกัน สามารถไว้วางใจได้

พาร์ทเนอร์และผู้ประกอบการไว้ใจกัน เพื่อทำให้ธุรกิจก้าวไปได้ไกลขึ้น

  • ผู้ประกอบการต้องมั่นใจว่า พาร์ทเนอร์ชื่นชอบในตัวสินค้าด้วย

อย่าลืมนะคะว่า พาร์ทเนอร์ของเราคือบุคคลที่จะเป็นตัวแทนในการจำหน่ายสินค้า ดังนั้น การที่พาร์ทเนอร์มีทัศนคติที่ดีต่อแบรนด์และสินค้าชิ้นนั้น ๆ เป็นเรื่องสำคัญ

  • ผู้ประกอบการและพาร์ทเนอร์มีความสัมพันธ์ในเชิงบวก 

หากผู้ประกอบการควรมองว่าธุรกิจออนไลน์ของท่านจะเติบโตไปได้อีกในอนาคต และแบรนด์อาจต้องพึ่งพาพาร์ทเนอร์เพื่อช่วยโฆษณา ฉะนั้นการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจะทำให้ธุรกิจเติบโตไปได้ในระยะยาว

 

ผู้ช่วยโฆษณาสินค้า หรือพาร์ทเนอร์ของแบรนด์ 

การทำ Affiliate Marketing ให้มีประสิทธิภาพ ควรคำนึงถึงบุคคลที่จะมาเป็นพาร์ทเนอร์ว่ามีความเหมาะสมกับการนำเสนอสินค้าหรือบริการของเราหรือไม่

เช่น หากธุรกิจที่ทำอยู่เป็นธุรกิจโรงแรม รีสอร์ท บุคลลที่ควรจะมาเป็นพาร์ทเนอร์ของเราควรจะเป็นบล็อกเกอร์นักท่องเที่ยว หรือเว็บไซต์รีวิวสถานที่ท่องเที่ยว เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายที่สนใจการเดินทาง สามารถกดลิงก์เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ของเรา เพื่อจองห้อง หลังจากที่ได้โฆษณาหน้าเว็บท่องเที่ยวนั้น ๆ แล้ว

ดังนั้นเรามาบุคคลที่สามารถช่วยให้แบรนด์สร้าง Affiliate Marketing ได้อย่างมีประสิทธิภาพกันค่ะ

1. Influencer

 

การใช้พาร์ทเนอร์ หรือ Influencer ช่วยขาย

 

Influencer คือบุคคลที่มีอิทธิพลมากต่อลูกค้า การที่ลูกค้าจะตัดสินใจซื้อหรือไม่ซื้อนั้นส่วนหนึ่งมาจากความเชื่อถือของ Influencer นอกจากคอนเทนต์ดี ๆ ที่อธิบายถึงสรรพคุณของสินค้า ความน่าสนใจของโปรโมชันของแบรนด์แล้ว หาก Influencer ใช้สินค้านั้น ๆ ด้วยยิ่งทำให้การซื้อขายเป็นไปได้ง่ายขึ้น เพราะคนโปรดของลูกค้ายังใช้สินค้าจากทางแบรนด์ แสดงว่าสินค้าหรือบริการของเรานั้นมีอะไรบางอย่างที่พิเศษกว่าแบรนด์อื่น ๆ

 

2. บล็อกเกอร์ 

 

บล็อกเกอร์มีคุณสมบัติที่คล้ายกันกับ Influencer โดยมีความแตกต่างกันตรงที่ บล็อกเกอร์จะเน้นไปที่การเขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน ซึ่งงานเขียนของบล็อกเกอร์นั้นเป็นที่ยอมรับของสังคม เนื่องจากบุคคลนั้น ๆ มีประสบการณ์หรือเชี่ยวชาญในการทำกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง

 

ตัวอย่างบล็อกเกอร์ท่องเที่ยว
ตัวอย่างหน้าเว็บบล็อกเกอร์ท่องเที่ยวชื่อดัง : Go See It ไปให้รู้ ออกไปดูให้เห็น

 

3. สนับสนุนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์

 

การทำ Affiliate Marketing นอกจากการจะช่วยในการเพิ่มยอดขายได้แล้ว การคำนึงถึงคุณค่าที่ลูกค้าควรได้รับจากคอนเทนต์ เพื่อให้แบรนด์ สามารถชนะใจลูกค้าและยังคงอยู่ในตลาดได้ในระยะยาวอีกด้วย ดังนั้นการเขียนบทความที่สามารถมอบประสบการณ์ที่ดีให้แก่ผู้อ่าน ด้วยวิธีที่น่าดึงดูด และไม่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์ยัดเยียดการนำเสนอสินค้าเพื่อการค้าขายจนเกินไป อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงจำนวนการคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ให้มีสูงขึ้นค่ะ (Conversion Rate)

นอกจากการเขียนคอนเทนต์ที่มีประโยชน์แล้ว ผู้ประกอบการจะต้องคำนึงถึงหลักการ SEO ด้วยเช่นกัน เพราะหากเว็บไซต์ของเราอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา หรือเว็บไซต์ของเรากลายเป็นเว็บไซต์แนะนำจาก Google จะทำให้ลูกค้าอยากกดลิงก์เข้ามาที่หน้าเว็บเรามากยิ่งขึ้น ซึ่งหลักการเขียนคอนเทนต์มีเทคนิคดังนี้ค่ะ

 

มอบคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ให้แก่ลูกค้า

 

  • ทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ที่เป็นนักเขียน

จากที่เราได้กล่าวไปแล้วในหัวข้อด้านบน การสร้าง Affiliate ด้วยการมอบคุณค่างานเขียนที่ดีให้แก่ผู้อ่าน จะทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่าอยากติดตามงานเขียนชิ้นต่อไป และทำให้ลูกค้าเหล่านี้เกิดการบริโภคสินค้าหรือบริการซ้ำจากแบรนด์ของเรา

  • ผู้ประกอบการต้องให้ข้อมูลสินค้าอย่างเพียงพอ

การใส่ใจรายละเอียดทุกข้อมูลที่นำเสนอ ไม่ว่าจะเป็นราคา การรับประกันสินค้าหลังการขาย ช่องทางการสอบถามข้อมูล สามารถช่วยให้ลูกค้ารู้ลึก รู้จริงถึงรายละเอียดของตัวสินค้า หรือสิ่งที่แบรนด์ต้องการสื่อออกไป

  • เน้นการทำ SEO

การทำ SEO จะช่วยให้ผู้ประกอบการ เลือกคำสำคัญในการโปรโมตสินค้าได้ดีขึ้น และตรงกับความต้องการในตลาด อีกทั้งยังสามารถผลักดันคอนเทนต์ของเราให้กลายเป็นคอนเทนต์แนะนำได้ค่ะ

 

4. สร้าง Backlink 

 

การสร้าง backlink เพื่อโยงไปยังเว็บไซต์ของแบรน์

 

Backlink คือ ลิงก์จากเว็บไซต์อื่น ๆ ที่ทำการโฆษณาสินค้าหรือบริการที่เกี่ยวกับแบรนด์ของเรา เมื่อลูกค้ากดเข้าไปที่ลิงก์เหล่านั้น จะสามารถเชื่อมต่อไปยังหน้าเว็บไซต์ของแบรนด์ได้ ซึ่งเทคนิคการสร้าง Backlink นั้นสามารถสร้างได้จากหน้าเว็บไซต์ของผู้ช่วยโฆษณาสินค้า หน้าเว็บบล็อก หรือแพล็ตฟอร์มออนไลน์ช่องทางอื่น ๆ

เว็บไซต์ Search Engine อย่าง Google จะชอบเว็บไซต์แบรนด์ที่มี Backlink ที่สามารถเชื่อมโยงไปที่หน้าเว็บไซต์สินค้า เนื่องจากการทำ Backlink เปรียบเสมือนการที่มีคนพูดถึงแบรนด์ของเราบนโลกโซเชียล ทำให้เกิดความน่าเชื่อถือมากขึ้น

การสร้าง Backlink เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี มีเทคนิคดังต่อไปนี้ค่ะ

  • ใช้ Anchor Text:

Anchor Text คือการแปะลิงก์ที่มีตัวอักษรที่เป็นข้อความเพื่อให้ลูกค้าสามารถกดเข้าไปยังหน้าเว็บที่ต้องการ ซึ่งการเขียน Anchor Text ที่ดี และใช้เทคนิคการทำ SEO จะช่วยให้ลำดับเว็บไซต์อยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา

  • การใช้ Keywords ที่เหมาะสม:

การใช้คำศัพท์ที่ตรงกับการค้นหา หรือการใช้คำที่ลูกค้านิยม หรือเป็นกระแสในช่วงเวลานั้น ๆ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกค้าเจอลิงก์ของเว็บไซต์เรามากยิ่งขึ้น ซึ่ง Conversion Rate จากการคลิกก็จะสูงขึ้นด้วยค่ะ

  • ตรวจสอบคอนเทนต์ก่อนนำเสนอแบรนด์

การเขียนคอนเทนต์ทั้งฝ่ายผู้ประกอบการเองและผู้ที่เป็นพาร์ทเนอร์ จะต้องมีข้อมูลที่ไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้ลูกค้าไม่เกิดความสับสน เมื่อกดลิงก์จากหน้าเว็บอื่น มาที่หน้าเว็บเรา

 

5. มอบข้อเสนอที่ลูกค้ายากจะปฏิเสธ 

 

สุดท้ายแต่ไม่ท้ายสุด คุณสามารถมอบข้อเสนอหรือโปรโมชันสุดพิเศษให้แก่ลูกค้า เมื่อทำ Affiliate Marketing โดยการ Boost โฆษณา ซึ่งสามารถเพิ่มยอด Conversion Rate จากการคลิกให้สูงขึ้นได้ด้วยวิธีนี้ ยิ่งไปกว่านั้น วิธีการนำเสนอโปรโมชันใช้ได้ผลกับลูกค้าที่ไม่เคยซื้อขายกับทางเว็บไซต์มาก่อน

วิธีการหยิบยื่นข้อเสนอให้แก่ลูกค้า สามารถทำได้หลายวิธี ซึ่งได้แก่

  • การใช้โปรโมชั่นลดราคา

 

ตัวอย่างจากแบรนด์ Sephora ที่นำเสนอโปรโมชันลดราคา 50% 
ตัวอย่างจากแบรนด์ Sephora ที่นำเสนอโปรโมชันลดราคา 50%

 

วิธีการใช้โปรโมชัน เพื่อลดราคาสินค้า สามารถดึงดูดกลุ่มเป้าหมายให้กลายมาเป็นลูกค้าขาจรได้ในเบื้องต้น เมื่อลูกค้าได้ทดลองใช้สินค้าแล้วรู้สึกประทับใจ ก็มีโอกาสที่ลูกค้ากลุ่มนี้จะเกิดการซื้อซ้ำและกลายเป็นลูกค้าประจำได้

  • การมอบสินค้าให้เป็นของขวัญ 

 

โปรโมชันจาก Netflix ทดลงใช้ฟรี 30 วัน
ตัวอย่างจาก Netflix ที่ให้ลูกค้าดูหนังฟรี 30 วัน

ภาพจากhttps://www.houseguides.org

หลายท่านอาจจะเคยเห็นการโฆษณาผ่านตากันมาบ้าง เช่น การมอบ Gift Voucher ทดลองใช้สินค้า การมอบสิทธิพิเศษเพื่อใช้บริการ 20 ท่านแรก วิธีเหล่านี้จะสามารถช่วยเพิ่ม Conversion Rate เมื่อลูกค้าสนใจทดลองใช้สินค้าฟรีเบื้องต้นด้วยการคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ค่ะ

  • ใช้ Promo Code นำโฆษณาสินค้า:

 

วิธีการใช้รหัสเพื่อขอลดราคาสินค้า
ตัวอย่างการโฆษณาสินค้าด้วยการใช้ Promo Code

 

วิธีการนำเสนอ Promo Code   เพื่อให้ลูกค้านำรหัสที่ทางแบรนด์เสนอให้ไปใช้เพื่อลดราคา ในช่วงเวลาที่กำหนด สามารถช่วยเพิ่มยอดคลิกให้สูงขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่แบรนด์สามารถใช้วิธีนี้เพื่อสร้างยอดขายได้

 

สรุป: 

การสร้าง Affiliate Marketing สามารถเพิ่มช่องทางการขายให้แก่เจ้าของกิจการ ด้วยวิธี Win-Win ทั้งสองฝ่ายระหว่างตัวเจ้าของกิจการเอง และผู้ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัท ยิ่งคอนเทนต์ดีมีคุณภาพ แถมมี Influencer ช่วยในการขยายตลาด ก็ยิ่งทำให้แบรนด์ของท่านเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากตัวลูกค้าเอง เนื่องจากมีบุคคลดังคอยช่วยเชียร์สินค้า ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่ผู้ประกอบการไม่ควรพลาดนั่นคือการใช้เทคนิค SEO เพื่อสร้างคอนเทนต์ที่ดีอยู่ตลอด รวมไปถึงการไว้วางใจผู้ที่เป็นพาร์ทเนอร์ของบริษัท เพื่อให้แบรนด์ของเราเติบโตไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพค่ะ

 

นอกจากนี้ STEPS Academy ยังมีข่าวดีมาให้ทุกท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์มาฝากกันค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อมกับคอร์สเรียนหลักสูตร Digital Marketing Specialist เพื่อผู้ประกอบการ นักการตลาด และผู้ที่สนใจทั่วไปค่ะ ซึ่งคอร์สเรียนนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2563 โดยผู้ที่ต้องการพัฒนาความรู้ในด้านต่างๆ ของ Digital Marketing สามารถวางกลยุทธ์ ทำการตลาดออนไลน์ ได้อย่างถูกวิธี แข็งแกร่ง และยั่งยืน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://stepstraining.co/digital-marketing-specialist

 

ข้อมูลจาก:

www.bigcommerce.com.au

www.mentionlytics.com

https:// junto.digital

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล
Google Ads VS Facebook Ads เลือกช่องทางที่ใช่สำหรับการโฆษณาบนโลกออนไลน์ให้กับธุรกิจคุณ
5 ข้อดีการใช้เทคโนโลยี AI เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจคุณ