5 สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ก่อนเสียเงินยิงโฆษณาออนไลน์

5 สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ก่อนเสียเงินยิงโฆษณาออนไลน์

สำหรับใครที่ศึกษาด้านการตลาดออนไลน์มาสักระยะ คงจะรู้ว่า ”การลงโฆษณาออนไลน์” นั้นเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่หลาย ๆ ธุรกิจไม่ควรมองข้ามกันใช่ไหมครับ เพราะการลงโฆษณาออนไลน์ จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าได้อย่างแม่นยำ และนอกจากนั้นยังเพิ่มโอกาสในการปิดการขายที่มากขึ้นด้วย 

แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นการเริ่มต้นลงโฆษณาออนไลน์ พอเริ่มมีเรื่องค่าใช้จ่ายหลายคนก็เริ่มที่จะลังเล หรือแม้กระทั่งเริ่มเกิดอาการไขว้เขวจนตัดสินใจไม่ทำ ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย

แล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการเสียเงินลงโฆษณาออนไลน์ จะไม่สูญเปล่า ?

แน่นอนว่าการลงโฆษณาออนไลน์ ผมคงไม่สามารถบอกได้อย่างมั่นใจว่าจะทำให้ธุรกิจของคุณดีขึ้นทันที แต่ก็มีสิ่งหนึ่งที่ถ้าหากธุรกิจของคุณทำได้ดี ก็จะเห็นภาพของผลลัพธ์ได้มากขึ้น ซึ่งนั่นก็คือ “การเริ่มต้น”

แล้วเราจะเริ่มต้นการลงโฆษณาออนไลน์อย่างไรให้ดี ?

1. รู้ว่าการลงโฆษณาออนไลน์มีอะไรบ้าง ?


ในการลงโฆษณาออนไลน์ มีช่องทางมากมายให้เราได้เลือก ดังนั้นสิ่งที่สำคัญสุดอย่างแรกเลย นั่นก็คือ “รู้ว่าการลงโฆษณาออนไลน์มีอะไรบ้าง” ซึ่งการลงโฆษณาออนไลน์ ถ้าให้พูดก็มีทั้งบน Social Media ต่าง ๆ อย่าง Facebook Ads ที่เป็นการลงโฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook หรือ แม้กระทั่งการลงโฆษณาออนไลน์บนเว็บไซต์ค้นหาอันดับหนึ่งอย่าง Google ที่เรียกว่า Google Ads

อย่างไรก็ตามครับ แต่ละช่องทางก็จะมีทั้งจุดเด่นและจุดด้อยที่ต่างกันไป รวมทั้งผู้ใช้ที่มีความหลากหลาย ในแต่ละช่องทาง ซึ่งในวันนี้เราจะมาทำความรู้จักกันในเบื้องต้น ว่า การลงโฆษณาออนไลน์มีอะไรบ้าง โดยผมจะขอแบ่งตามช่องทางการลงโฆษณาออนไลน์ที่ได้รับความนิยมในไทย ดังนี้ครับ

1.1 “Google Ads” การลงโฆษณาออนไลน์บน Google

5 สิ่งที่ธุรกิจต้องทำ ก่อนเสียเงินยิงโฆษณาออนไลน์
Google Ads เป็นหนึ่งในช่องทางการลงโฆษณาออนไลน์ที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้น ๆ ซึ่งก็ตามที่เรารู้กันดีว่าแพลตฟอร์ม Google มีจำนวนคนที่เข้าใช้มากขนาดไหน ซึ่งก็คงไม่ต้องถามเหตุผลว่า
ทำไมต้องใช้ Google Ads ดังนั้นคำถามที่สำคัญต่อไปก็คือ

แล้วการลงโฆษณาออนไลน์มีรูปแบบอะไรบ้าง ? บนช่องทาง Google Ads 

หลัก ๆ แล้วสำหรับการลงโฆษณาออนไลน์บน Google Ads จะมีรูปแบบที่เป็นที่นิยมอยู่ทั้งหมด 2 รูปแบบด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วย 

Google Display Network (GDN) คือ การลงโฆษณาออนไลน์ในรูปแบบ Banner Ads ที่ขึ้นตามเว็บไซต์ต่าง ๆ ซึ่งก็มีรูปแบบที่หลากหลาย และสามารถเลือกตำแหน่งที่ต้องการจะแสดงได้ ตามตัวอย่างด้านล่าง

Banner Ads ขนาด 160x600 Pixels Wide Skyscraper
Banner Ads ขนาด 160×600 Pixels Wide Skyscraper


Search Engine Marketing (SEM)
คือ การลงโฆษณาออนไลน์ในรูปแบบของเว็บไซต์ที่จะขึ้นแนะนำในอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบน Google ซึ่ง SEM ก็จะมีหน้าตาตามภาพตัวอย่างด้านล่าง

ตัวอย่างการลงโฆษณาออนไลน์แบบ SEM
ตัวอย่างการลงโฆษณาออนไลน์แบบ SEM

ที่มา Wordstream

1.2 “Facebook Ads” การลงโฆษณาออนไลน์บน Facebook

ตัวอย่างการลงโฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook Ads ของ STEPS
ตัวอย่างการลงโฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook Ads ของ STEPS Academy


คงไม่ต้องสงสัยกับการลงโฆษณาออนไลน์บน Facebook ที่เราน่าจะคุ้นเคยกันอย่างดี ซึ่งการโฆษณาบน Social Media ที่ได้รับความนิยมเช่นนี้ จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงเป้าหมายได้มากขึ้นครับ ซึ่ง
รูปแบบของการลงโฆษณาออนไลน์ผ่าน Facebook Ads ก็มีหลากหลาย เช่น รูปภาพ วิดีโอ หรือ การทำโฆษณาออนไลน์รูปแบบ Carousel Ads 

1.3 การลงโฆษณาออนไลน์บนช่องทางอื่น ๆ 

การลงโฆษณาออนไลน์ไม่ได้มีแค่ช่องทาง Facebook Ads กับ Google Ads  เท่านั้นแต่ยังมีช่องทางต่าง ๆ อยู่อีก เช่น

ช่องทาง E-mail ที่เน้นการส่งอีเมลไปหาลูกค้า ที่เรียกว่า Email Marketing 

ช่องทาง YouTube เล่าเรื่องได้มากกว่าผ่านรูปแบบการโฆษณาระหว่างดูวิดีโอ ซึ่งเรียกว่า “YouTube Ads”

ช่องทาง Linkedin ที่นับเป็นอีกหนึ่งช่องทาง Social Media ที่มีเอกลักษณ์ 

ทั้งนี้ หน้าที่ของเรานอกจากจะต้องรู้ว่า “โฆษณาออนไลน์มีรูปแบบอะไรบ้าง” เรายังต้องรู้ว่าแต่ละอย่าง หรือ แต่ละช่องทางเหมาะสมกับธุรกิจเราหรือไม่ แล้วเราค่อยเลือกใช้ช่องทางที่เหมาะสมในการลงโฆษณาออนไลน์ให้ได้ผลครับ

2. เข้าใจความสำคัญของ “คีย์เวิร์ด”

 

ตารางจำนวนการค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ใน Google Keyword Planner
ตารางจำนวนการค้นหาคีย์เวิร์ดต่าง ๆ ใน Google Keyword Planner


ในการลงโฆษณาออนไลน์ อีกองค์ประกอบสำคัญที่ทุกคนต้องเข้าใจนั่นคือ ความสำคัญและหลักการทำงานของ “คีย์เวิร์ด” ซึ่งมีผลอย่างมากในการลงโฆษณาออนไลน์โดยเฉพาะใน
Search Marketing ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญในการเข้าถึงเป้าหมาย 

“คีย์เวิร์ด” สำคัญอย่างไร ? 

ในแง่ของ Search Marketing การเลือกคีย์เวิร์ดที่ตรงหรือไม่ตรงกับความต้องการของลูกค้ามีผลอย่างมากในการเข้าถึง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็จะแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง 

หากเราลงโฆษณาออนไลน์ โดยเลือก “คีย์เวิร์ด” ได้ตรง

โฆษณาออนไลน์ของเราใน Search Marketing ก็จะยิ่งเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้น และด้วยความที่โฆษณาออนไลน์ชนิดนี้จะแสดงขึ้นในหน้าการค้นหา ก็ยิ่งแสดงว่าลูกค้าคนนั้นกำลังต้องการจริง ๆ 

หากเราลงโฆษณาออนไลน์ ที่เลือก “คีย์เวิร์ด” ได้ไม่ตรง

โฆษณาออนไลน์ของเราก็จะไม่สามารถเข้าถึงลูกค้าอย่างแม่นยำ และจะยิ่งทำให้โฆษณาออนไลน์ชิ้นนั้นสูญเปล่า

และมากไปกว่านั้น สำหรับการลงโฆษณาออนไลน์ในช่องทางที่นอกเหนือจาก Search Marketing ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีผลแบบชัดเจน แต่การเลือกใส่คีย์เวิร์ดที่ตรงกับความต้องการของลูกค้าลงไปในโฆษณาหรือ Headline ก็จะยิ่งทำให้โฆษณาออนไลน์ตัวนั้นน่าคลิกขึ้น

ตัวอย่าง Headline ของโฆษณาที่ระบุสิ่งที่ลูกค้าต้องการ
ตัวอย่าง Headline ของโฆษณาที่ระบุสิ่งที่ลูกค้าต้องการ

ที่มา Adespresso

ดังนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องเข้าใจหลักการทำงานของ “คีย์เวิร์ด” ในการลงโฆษณาออนไลน์ และต้องหมั่นศึกษา และ ค้นหาคีย์เวิร์ดใหม่ ๆ เพื่อให้การลงโฆษณาออนไลน์เข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

ซึ่งในส่วนของการค้นหาคีย์เวิร์ด ปัจจุบันก็มีเครื่องมือมากมายให้เลือกใช้กันได้เลยครับ ไม่ว่าจะเป็น Google Trend ที่ช่วยให้เห็นว่า “คีย์เวิร์ด” ไหนกำลังมา หรือ Google Keyword Research ที่ทำให้เรารู้ว่าแต่ละคำมีจำนวนการถูกค้นหา ราคา และ การแข่งขันสูงแค่ไหน

ตัวอย่างการใช้งาน Google Trend
ตัวอย่างการใช้งาน Google Trend

3. มี Landing Page รองรับ


องค์ประกอบนี้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญมากสำหรับการลงโฆษณาออนไลน์เลยทีเดียวครับ เพราะทุก ๆ การลงโฆษณาออนไลน์ เมื่อเราสามารถทำให้ลูกค้ากดคลิกได้ เราก็จำเป็นที่จะต้องมีหน้าเว็บไซต์มารองรับ ซึ่งมักจะถูกเรียกว่า “Landing Page” โดยหลักสำคัญของการสร้าง “Landing Page” สำหรับรองรับลูกค้าที่คลิกเข้ามาจากโฆษณา คือจะต้องมีหน้าตาที่แตกต่างจาก “Homepage” ครับ (Homepage คือ หน้าเว็บไซต์หน้าแรกที่เปิดเข้าไป ซึ่งทำหน้าที่เหมือนสารบัญ)

ทำไม Landing Page จึงไม่ควรเหมือน Homepage ?

สำหรับเหตุผลที่ “Landing Page”. ของเราไม่ควรหยิบเอา “Homepage” มาใช้ คุณ Neil Patel (ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดออนไลน์ชื่อดัง) ก็ได้เหตุผลเอาไว้ 3 ข้อดังนี้ครับ

3.1  “Landing Page” มีหน้าที่รองรับลูกค้าที่มาจากการลงโฆษณาออนไลน์ ซึ่งปกติมักจะมีความคาดหวังว่าจะเข้ามาแล้ว จะเจอสิ่งที่ต้องการในทันที ซึ่งการที่เราออกแบบ “Landing Page” ให้สอดคล้องกับสิ่งที่จะสื่อในการลงโฆษณาออนไลน์ที่ลูกค้าคลิกมาเช่นนี้ จะช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่ดีมากขึ้นครับ

3.2 “Landing Page” สามารถทำหน้าที่ส่งลูกค้าไปตาม การเดินทาง (Journey) ขั้นต่อไป ที่เราสามารถปรับแต่งเพื่อชี้นำให้ลูกค้าคนนั้น ๆ ทำตามที่เราต้องการ เช่น การปรับแต่งหน้าเว็บไซต์ที่มีการชี้นำให้ลูกค้าไปโหลด Free E-books ต่อ เป็นต้น 

3.3 “Landing Page” เป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ช่วยในการเก็บข้อมูลลูกค้า เพื่อที่เราจะได้นำมาใช้วิเคราะห์ หรือ ทำการตลาดแบบ Remarketing ต่อไปในอนาคต ดังนั้นการทำ “Landing Page” ให้มีความเฉพาะจึงช่วยให้เราสามารถเก็บ และ แยกข้อมูลได้ง่ายกว่าการใช้ “Homepage” ที่เป็นหน้าเว็บแบบรวม ๆ มารองรับลูกค้าที่กดจากโฆษณาออนไลน์

ตัวอย่าง Landing Page ของการลงโฆษณาหลักสูตรของ STEPS Academy
ตัวอย่าง Landing Page ของการลงโฆษณาหลักสูตรของ STEPS Academy


นอกจากหลักการสร้าง “Landing Page” ที่ต้องสร้างแยกไปเพื่อรองรับลูกค้าที่เข้ามาตามการลงโฆษณาออนไลน์แต่ละตัวแล้ว การสร้าง “Landing Page” ยังมีรายละเอียดอยู่อีกมากที่คุณต้องทำความเข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นหลักการใช้ “Landing Page” เพื่อเก็บข้อมูลลูกค้า หรือ การเทคนิคการสร้าง “Landing Page” ให้ปัง ดัง และขายดี

4. มีระบบการวัด และ ติดตามผล


การจะจ่ายเงินไปกับอะไรสักอย่าง เราก็คงอยากจะรู้ว่ามันคุ้มค่ากับการลงทุนไปหรือไม่ ซึ่งก็เช่นเดียวกับการลงโฆษณาออนไลน์เลยครับ ดังนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญที่่คุณควรต้องมีเพื่อการลงโฆษณาออนไลน์ที่ดีนั่นคือ การติดตามและวัดผล

แล้วเราจะวัดผลของการลงโฆษณาออนไลน์ได้อย่างไร ? 

การวัดผลลัพธ์ของการลงโฆษณาออนไลน์ สามารถทำได้หลากหลาย แยกไปตามเป้าหมายที่เราต้องการ ซึ่งเราสามารถดูตั้งแต่ข้อมูลสิถิติพื้นฐาน รวมไปถึงการใช้เครื่องมือเข้ามาช่วย โดยในบทความนี้ผมจะขอยกตัวอย่างเป็นเครื่องมือที่น่าสนใจ และ KPI บางตัวที่เราควรนำมาใช้วัดผลลัพธ์ของการลงโฆษณาออนไลน์ครับ

เครื่องมือวัดผลลัพธ์การลงโฆษณาออนไลน์ที่น่าสนใจมีอะไรบ้าง ?

ในปัจจุบันเครื่องมือที่น่าสนใจ สามารถแบ่งออกมาได้ตามช่องทางการลงโฆษณาออนไลน์ของเรา แต่ถ้าหลัก ๆ แล้วธุรกิจของเรามีเว็บไซต์ เครื่องมือที่จะช่วยให้เราสามารถวิเคราะห์ประสิทธิภาพของเว็บซึ่งรวมทั้งผลลัพธ์ของการลงโฆษณาออนไลน์ได้ก็คือ “Google Analytic” 

หน้า Dashboard ของ Google Analytic
หน้า Dashboard ของ Google Analytic


“Google Analytic” ดีต่อการวัดผลการลงโฆษณาอย่างไร ?
 

ในแง่ของการลงโฆษณาออนไลน์ที่มีเป้าหมายเพื่อดึงคนเข้าไปที่เว็บไซต์ การติดตั้งเครื่องมือ “Google Analytic” เข้าไปจะทำให้สามารถติดตามได้ว่าลูกค้าเข้ามาที่เว็บไซต์ผ่านโฆษณาตัวไหน และเรายังสามารถดูสถิติอื่น ๆ ได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ต่อในอนาคตอีกด้วย

ทั้งนี้นอกจากการติดตั้ง Google Analytic เข้าไปในเว็บไซต์ อีกหนึ่งอย่างที่เราควรติดตั้งเข้าไปนั่นคือ “Facebook Pixel” ซึ่งจะคอยทำหน้าที่ติดตาม และ เก็บข้อมูลต่าง ๆ ที่มีประโยชน์ ซึ่งรวมทั้งการเก็บข้อมูลเพื่อไปทำ Remarketing ผ่าน Facebook Ads

เมื่อมีเครื่องมือในการวัดผลแล้ว เราต้องทำอย่างไรต่อไป ? 

หลังจากที่เราทำความเข้าใจ และ เลือกใช้เครื่องมือต่าง ๆ ในการเก็บข้อมูล ผลลัพธ์ของการลงโฆษณาออนไลน์กันไปแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นเรื่องสำคัญ สำหรับคนที่จะเริ่มต้นลงโฆษณาออนไลน์นั่นก็คือ “การทำความเข้าใจ KPI เพื่อวัดผลการลงโฆษณาออนไลน์ต่าง ๆ ” ครับ

ในด้าน KPI ถ้าคุณเข้าใจความหมายของแต่ละตัว จะทำให้คุณสามารถวิเคราะห์ และ นำมาพัฒนาตัวโฆษณาออนไลน์ในอนาคตของคุณได้ ซึ่ง KPI สำหรับการลงโฆษณาออนไลน์จะถูกแบ่งออกไปตามเป้าหมายของการโฆษณา เช่น ถ้าหากเราต้องการผลลัพธ์ในด้านการรับรู้แบรนด์ (Awareness) เราก็สามารถดูที่ “การเข้าถึง หรือ Reach” เพื่อดูว่าโฆษณาตัวนั้นเข้าถึงผู้ใช้ไปกี่คน เป็นต้น โดยสำหรับการวัดผลการลงโฆษณาออนไลน์จะมี KPI พื้นฐานที่สามารถนำมาวัดได้ ตามตัวอย่างด้านล่างครับ

Impression จำนวนที่โฆษณาออนไลน์ของเราถูกแสดงให้กับผู้ใช้ 

Reach  จำนวนที่โฆษณาออนไลน์ของเราถูกเห็น โดยจะนับเป็นจำนวนคน

Clicks จำนวนที่โฆษณาออนไลน์ของเราถูกคลิก

Click Through Rate (CTR) อัตราการคลิกต่อการจำนวนแสดงผลของโฆษณาออนไลน์

Conversion Rate อัตราการกระทำบางอย่างของเป้าหมาย ตามที่เราวางเอาไว้ต่อจำนวนคลิก

Cost Per Acquisition ต้นทุนที่ใช้ต่อการได้มาซึ่งลูกค้า หรือ การลงทะเบียน

5. มีแผนงบประมาณที่รัดกุม


สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด นั่นคือการวางแผนงบประมาณที่จะใช้ให้รัดกุมครับ เพราะไม่ว่าคุณจะออกแบบโฆษณาออนไลน์ของคุณออกมาได้ดีอย่างไร แต่สุดท้ายถ้าเราไม่มีการวางแผนงบประมาณที่รัดกุม ก็จะทำให้ต้นทุนเกินควบคุม และ กลายเป็นการเสียเงินอย่างสูญเปล่า

โดยสิ่งที่เราต้องทำคือการให้เวลากับมัน และ วางแผนให้ดีที่สุด เพราะผมเชื่อว่าสุดท้ายถ้าเราวางแผนมาอย่างดี การลงทุนกับการโฆษณาออนไลน์ครั้งนี้จะต้องมีผลลัพธ์กลับมาอย่างแน่นอน

สรุป


การลงโฆษณาออนไลน์ ไม่ว่าธุรกิจใดก็สามารถทำได้โดยไม่ต้องกังวล ถ้าหากเรามีการเตรียมตัวที่พร้อม และการเริ่มต้นที่ดี โดยสิ่งที่ธุรกิจควรมีเพื่อเตรียมสำหรับการลงโฆษณาออนไลน์ก็ได้แก่

รู้ว่าการลงโฆษณาออนไลน์มีอะไรบ้าง ?

เข้าใจความสำคัญของ “คีย์เวิร์ด”

มี “Landing Page” รองรับ

มีระบบการวัด และ ติดตามผล

มีแผนงบประมาณที่ดี

มีแผนงบประมาณที่รัดกุม

📣📣ข่าวดีสำหรับผู้บริหาร ผู้จัดการ หรือ เจ้าของกิจการที่มีความสนใจในการวางแผน และ บริหารการลงโฆษณาออนไลน์ วันนี้ STEPS Academy เรามีหลักสูตร Ads Optimization 101 for Management หลักสูตรที่จะเน้นให้คุณเป็นนักวางแผนการลงโฆษณาออนไลน์ที่ดี ให้คุณสามารถร่วมวางแผนกับลูกทีม และ เอเจนซี่ ตั้งแต่การตั้งเป้าหมาย ไปถึงการวัดผล รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

ที่มา dashthis.com & Neilpatel.com

Learning More

สร้าง Landing Page ให้ปัง ดัง และขายดี!
เริ่มต้นอย่างไร ? กับ Facebook Business Manager จัดการเพจอย่างเป็นระบบ ครบ จบ ในที่เดียว