เครื่องมือลับคมคอนเทนต์ของคุณให้ปัง EP.1 Google Trends รู้ทันเทรนด์เพื่อการเขียนคอนเทนต์ให้ตรงใจลูกค้า

google trend for seo เพื่อการเขียนคอนเทนต์ให้ตรงใจลูกค้า

ในบทความแรกของบทความในซีรีส์ “เครื่องมือลับคมคอนเทนต์ของคุณให้ปัง” ที่จะพาผู้อ่านทุกคนไปทำความรู้จักกับเครื่องมือต่าง ๆ ที่จะเป็นตัวช่วยให้การสร้าง Content เพื่อเปลี่ยนเว็บไซต์ของคุณให้กลายเป็นเว็บไซต์อันดับต้น ๆ ที่แสดงขึ้นมาเมื่อลูกค้าค้นหาสิ่งที่ต้องการบนอินเทอร์เน็ต หรือที่เราคุ้นเคยกันว่า “Search Engine Optimization (SEO)” โดยบทความนี้เราจะมาโฟกัสกันที่เครื่องมือสำหรับ “การเลือกเนื้อหา Contentให้โดนใจลูกค้ามากขึ้น” กันครับ

การเขียนบทความให้ได้อันดับ SEO ที่ดี ๆ มีอยู่หลายองค์ประกอบ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือการเขียนในสิ่งที่ลูกค้าชอบ  และ ตอบโจทย์กับความต้องการ เพราะต่อให้เราจะมั่นใจว่าเนื้อหาของเราดี แต่ถ้าตัวเนื้อหาที่เลือกเขียน ไม่ตรงกับสิ่งที่ลูกค้าต้องการ มันก็จะกลายเป็นว่าการเขียนบทความของเราสูญเปล่าไปโดยปริยาย

แล้วเราจะหาเลือกเขียนบทความที่ตรงกับความต้องการลูกค้าอย่างไร ? 

 

Google Trend คืออะไร ?


ก่อนอื่นเรามาทำความรู้จักเจ้า Google Trend ตัวนี้กันดีกว่าครับ ว่ามันคืออะไร เพื่อความเข้าใจ และ สามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

Google Trends รู้ทันเทรนด์เพื่อการเขียนคอนเทนต์ให้ตรงใจลูกค้า


โดยเจ้า Google Trend เนี่ย มันคือเครื่องมือหนึ่งในหลาย ๆ เครื่องมือของ Google ที่ปล่อยออกมาให้เราได้ใช้กัน เพื่อการสังเกตการณ์ว่าในปัจจุบัน หรือ ช่วงเวลานั้น ๆ มีเรื่องอะไรที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตอยากรู้ และ มีเรื่องอะไรที่กำลังเป็นเทรนด์ นอกจากนั้นเรายังสามารถเช็คได้อีกว่าเจ้า Keyword ที่เราอยากจะใช้ มันตรงกับใจของลูกค้าเราหรือเปล่า ซึ่งเจ้าเครื่องมือตัวนี้จะแสดงผลลัพธ์ออกมาให้เราเห็นว่า
“Search Term หรือ คำ/ประโยคที่ใช้ในการค้นหา” ของเรามันเป็นที่นิยมหรือเปล่า โดยจะแสดงผ่านสถิติที่ผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตค้นหาคำ หรือ ประโยคนั้น ๆ บนแพล็ตฟอร์ม Google Search Engine ที่เป็นที่นิยมทั่วทั้งโลก 

การเข้าใช้งาน Google Trend 


ในส่วนของการเข้าใช้งานเจ้า Google Trend ขั้นพื้นฐานเราสามารถเข้าไปที่
เว็บไซต์ 

หน้าเว็บไซต์ Google Trend
หน้าเว็บไซต์ Google Trend


เมื่อเข้าไปแล้วจะเจอกับหน้าตาของเว็บไซต์ตามภาพด้านบน ซึ่งจะมีแถบค้นหา ที่เราสามารถพิมพ์ Keyword หรือ คำค้นหา ของเราเข้าไปได้เลย

 ภาพตัวอย่างการแสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “Keyword”

ภาพตัวอย่างการแสดงผลการค้นหาด้วยคำว่า “Keyword”


โดยในครั้งนี้ ผมได้ลองใช้คำค้นหาว่า “Keyword” ซึ่งผลลัพธ์ก็จะขึ้นมาตามภาพ

ทั้งนี้ Google Trend ยังสามารถระบุเป็นสถานที่ และ กรอบระยะเวลาได้ ซึ่งผมได้ระบุไว้ว่าต้องการผลลัพธ์ของ “ประเทศไทย” และระบุให้แสดงผลในกรอบระยะเวลา 1 ปีที่่ผ่านมา

และไม่ใช่เพียงเท่านั้น แต่เรายังสามารถเลือก Category (หมวดหมู่) ได้ รวมทั้งประเภทของการค้นหาเช่นกัน

ประเภทของการค้นหาที่สามารถเลือกได้ใน Google Trend
ประเภทของการค้นหาที่สามารถเลือกได้ใน Google Trend
หมวดหมู่ที่เราสามารถระบุได้ใน Google Trend
หมวดหมู่ที่เราสามารถระบุได้ใน Google Trend


นอกจากความสามารถในการกำหนดขอบเขตในการค้นหาข้างต้น เรายังสามารถดูผลลัพธ์ได้ในระดับ Subregion (ภูมิภาคย่อย) ให้เราสามารถดูได้แบบเฉพาะเจาะจงมากขึ้น

อีกหนึ่งความสามารถที่น่าสนใจ นั่นคือการแสดงผลให้เราเห็นว่า ณ ปัจจุบัน มีหัวข้อ หรือ คำค้นหาอะไรบ้างที่มันเกี่ยวข้องกับคำว่า “Keyword” โดยจะแบ่งได้เป็น 2 ส่วนดังนี้

Related Topic : หัวข้อที่เกี่ยวข้องกับคำค้นหาที่กำลังเป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งาน

Related Queries : ชุดคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ที่เป็นที่นิยมในหมู่ผู้ใช้งาน

ซึ่งในการแสดงผลของทั้งสองส่วน Google Trend จะให้เราเลือกได้ 2 ตัวเลือกว่าจะแสดงเป็นผลลัพธ์แบบไหน ได้แก่

Top : หัวข้อหรือคำค้นหาที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในช่วงเวลานั้น ๆ โดยหัวข้อหรือคำที่มีการค้นหาสูงสุด จะมีเลขอยู่ที่ 100 ซึ่งอันอื่น ๆ ที่ตามมาจะเป็นจำนวนการค้นหาที่เทียบกับคำที่ได้รับความนิยมสูงสุด เช่น คำที่ได้ 50 แปลว่า คำ ๆ นี้มีความนิยมเท่ากับ 50 เปอร์เซ็นต์ของคำอันดับหนึ่ง

Rising : หัวข้อหรือคำค้นหาที่มียอดการเติบโตของจำนวนการค้นหาสูงสุดในช่วงเวลานั้น ๆ 

การแสดงผลจำนวนการค้นหาคำว่า “Keyword” ในระดับภูมิภาคย่อยของ Google Trend
การแสดงผลจำนวนการค้นหาคำว่า “Keyword” ในระดับภูมิภาคย่อยของ Google Trend
การแสดงผลหัวข้อและคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “Keyword” ใน Google Trend
การแสดงผลหัวข้อและคำค้นหาที่เกี่ยวข้องกับคำว่า “Keyword” ใน Google Trend

ไม่เพียงแค่นั้น แต่เรายังสามารถนำคำค้นหาที่เราต้องการเลือก มาวัดกันเพื่อช่วยในการตัดสินใจได้อีกด้วย โดยครั้งนี้ผมจะใช้คำว่า “Keyword” และ “คำค้นหา”

ภาพตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “Keyword” และ “คำค้นหา” ใน Google Trend
ภาพตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างคำว่า “Keyword” และ “คำค้นหา” ใน Google Trend

จากภาพเราจะเห็นว่าเครื่องมือ Google Trend จะแสดงผลออกมาโดยแบ่งเป็นกราฟเส้นสองสี ซึ่งในที่นี้คำว่า “Keyword” จะเป็นกราฟเส้นสีน้ำเงิน ส่วน “คำค้นหา” จะเป็นสีแดง ซึ่งเจ้าเครื่องมือ Google Trend นี้สามารถใส่คำค้นหาเพื่อเปรียบเทียบกันได้ถึง 5 คำ 5 สี

ตัวอย่างการแสดงผลเทรนด์การค้นหาประจำวันของ Google Trend
ตัวอย่างการแสดงผลเทรนด์การค้นหาประจำวันของ Google Trend

สุดท้าย Google Trend ยังมีอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่น่าสนใจ นั่นคือการแสดงผล Daily Search Trends หรือ เทรนด์การค้นหาประจำวัน ซึ่งส่วนตัวผมมองว่าสำคัญมาก ๆ โดยเฉพาะ ธุรกิจไหน หรือ ใครที่ต้องการจะเขียน Content แบบ Real-Time เพื่อเพิ่มผู้ติดตามผ่านการเกาะกระแสในช่วงเวลานั้น ๆ อย่างในภาพตัวอย่างเราจะเห็นว่าคำค้นหาที่ได้รับความนิยมคือ “ผลสลาก” และ “ล็อตเตอรี่” เนื่องจากวันนั้นเป็นวันที่มีผลสลากกินแบ่งออกมาพอดี 

6 เทคนิคการใช้ Google Trend ในการสร้าง Content


หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจ การเข้าใช้ Google Trend เบื้องต้นไปแล้ว เรามาดูกันต่อดีกว่าครับว่าเราจะสามารถใช้เครื่องมือ Google Trend ตัวนี้มาร่วมกับการเขียน Content ได้ยังไง โดยวันนี้ผมจะขอเสนอ 6 เทคนิคการใช้ Google Trend เพื่อเขียน Content ให้ตรงใจลูกค้า 

เทคนิคที่ 1 การใช้ Google Trend ในการเลือกหัวข้อ และ Keyword 


อย่างที่เราน่าจะคุ้นเคยกัน หรือ ได้อ่านผ่าน ๆ ตากันไปแล้วนะครับ ว่าเจ้า Google Trend เนี่ยความสามารถที่เราใช้หลัก ๆ นั่นคือการค้นหา Keyword หรือ หัวข้อที่ลูกค้าสนใจ โดยเทคนิคการเลือกใช้ Keyword ด้วย Google Trend สามาถแบ่งได้เป็น 2 เทคนิคย่อย ๆ ดังนี้

1.1. เลือกหัวข้อ หรือ Keyword ด้วย Related Queries (ชุดคำถามที่เกี่ยวข้อง) และ Related Topic (หัวข้อที่เกี่ยวข้อง)

 

ตัวอย่าง ชุดคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ของ “เสื้อผ้าผู้หญิง” ใน Google Trend
ตัวอย่าง ชุดคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง ของ “เสื้อผ้าผู้หญิง” ใน Google Trend

จากภาพด้านบน สมมติว่าเราเป็นร้านค้าขายเสื้อผ้า หรือ เป็นสื่อที่ต้องการที่จะเขียน Content เกี่ยวกับ Life Stlye แล้วมีความสนใจอยากเขียน Content เกี่ยวกับเสื้อผ้าผู้หญิง เราสามารถค้นหาด้วยคำว่า “เสื้อผ้าผู้หญิง” ใน Google Trend เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเลือกหัวข้อ อย่างในภาพด้านบนเราสามารถนำผลลัพธ์ที่ได้มาปรับใช้เป็น Content ได้ เช่น “10 แบรนด์เสื้อผ้าลินิน สำหรับผู้หญิงที่น่าสนใจ” เป็นต้น 

อย่างไรก็ตามเทคนิคนี้ก็มี ข้อควรระวัง ซึ่งเราก็เห็นได้จากภาพด้านบน ด้วยความที่เราเลือกกรอบเวลาเป็นระยะเวลาที่ยาวทำให้มี Keyword “2019” ขึ้นมา ซึ่งเราต้องสังเกตดูด้วยว่าคำนั้น ๆ มีการอัปเดตหรือเปล่า เพราะต่อให้มีสถิติที่ดี แต่ถ้าเนื้อหาไม่ได้มีความอัปเดต บทความของเราก็จะกลายเป็นบทความที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านนั่นเอง

1.2 เทคนิคการตัดสินใจเลือกหัวข้อ และ Keyword ที่ใช่ด้วยการเปรียบเทียบ


เคยไหมครับเวลาที่เราเขียนคอนเทนต์ แล้วต้องลังเลกับหัวข้อ และ การใช้คำ ไม่ว่าจะเพื่อนำไปใช้ใน Headline หรือนำไปใส่ในบทความ ซึ่ง Google Trend ก็เป็นตัวเลือกที่ง่าย และ ดีที่จะนำมาใช้ในการเปรียบเทียบคำเหล่านี้

ตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างคำ 2 คำใน Google Trend
ตัวอย่างการเปรียบเทียบระหว่างคำ 2 คำใน Google Trend

จากภาพตัวอย่าง สมมติว่าผมต้องทำการตัดสินใจเลือกใช้ระหว่างคำว่า “Women” หรือ “Female” ซึ่งในกรณีนี้ผมจะเลือกใช้คำว่า “Women” เพราะได้รับความนิยมในการค้นหามากกว่า

อีกสิ่งหนึ่งที่เราต้องสนใจ นั่นคือการดูว่า Keyword หรือหัวข้อไหนที่สามารถใช้ได้ในระยะยาว ซึ่งในที่นี้อาจมีบาง Keyword ที่เป็นที่นิยมในช่วงเวลาสั้น ๆ ซึ่งหลายคนก็คงจะเลือกมันอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถ้าหากเราดูดี ๆ บาง Keyword อาจจะมีอายุขัยของความนิยมที่สั้น ซึ่งถ้าหากเราต้องการผลลัพธ์ในระยะยาวนั้น เราก็อาจจะต้องเลือกอีกคำมากกว่า

ตัวอย่าง Keyword ที่เป็นกระแสแค่ระยะสั้น
ตัวอย่าง Keyword ที่เป็นกระแสแค่ระยะสั้น

ที่มา ahrefs.com

โดยตัวอย่างจากภาพด้านบน ซึ่งถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะเลือกใช้คำว่า “Fidget Spinner” แต่ถ้าดูดี ๆ keyword นี้มีความนิยมแค่เพียงชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งจะเห็นว่าอีกคำกำลังมีความนิยมในแนวโน้มที่ดีกว่า

เทคนิคที่ 2 การใช้ Google Trend เพื่อวางแผน Content 


นอกจากการเปรียบเทียบ เรายังสามารถใช้ Google Trend เพื่อดูภาพรวมของความนิยมหัวข้อ และ Keyword ที่เราสนใจได้ ซึ่งสำหรับบางหัวข้อ ความนิยมก็จะเปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ซึ่งเราสามารถสังเกตได้จากการเปิด Google Trend เพื่อดูว่ามันจะได้รับความนิยมในช่วงไหนของปี เช่น ตัวอย่างด้านล่างนี้ กับคำว่า “เสื้อกันหนาว” ที่มีความนิยมในหมู่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทุก ๆ ปลายปีที่อากาศเย็น หรือ เป็นเวลาที่หลายคนมักจะเที่ยวต่างประเทศกัน

การแสดงผลของคำว่า “เสื้อกันหนาว” ใน Google Trend
การแสดงผลของคำว่า “เสื้อกันหนาว” ใน Google Trend

ซึ่งถ้าให้ผมแนะนำ ก็อยากให้ทุกคนเลือกแสดงข้อมูลในกรอบที่กว้างที่สุดเท่าที่ทำได้ (ตั้งแต่ปี 2004) ซึ่งเมื่อได้ข้อมูลมาข้างต้น สมมติว่าเราคือร้านขายเสื้อผ้า เราก็สามารถวางแผนได้ว่าปลายปีจะต้องมี Content ที่เกี่ยวข้องกับ “เสื้อกันหนาว” 

เทคนิคที่ 3 การใช้ Google Trend เพื่อสร้าง Content เกาะกระแสปัจจุบัน

 

ตัวอย่างการแสดงผลเทรนด์การค้นหาประจำวันของ Google Trend
การแสดงผลเทรนด์การค้นหาประจำวันของ Google Trend

จากภาพด้านบน ที่เราคงได้เห็นกันไปแล้วว่า Google Trend นั้นเปิดโอกาสให้เราสามารถตรวจเช็คได้ว่าอะไรที่เป็นกระแสนิยมอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งถ้าหากเราต้องการที่จะเกาะกระแส เพื่อเพิ่ม การมีส่วนร่วม (Engagement) หรือ การรับรู้แบรนด์นั้น (Awareness) ก็นับว่าเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทีเดียว

โดยตัวอย่างของ Content ที่เราสามารถเกาะกระแสได้จากภาพด้าบน อาจเป็น Content ที่เกี่ยวข้องกับผลสลาก เช่น ถ้าเราเป็นร้านอาหารราคาถูก อาจจะเขียน Content ที่เกี่ยวกับการพลาดรางวัลล็อตเตอรี่ เช่น  “ถึงจะพลาดล็อตเตอรี่ แต่ท้องของคุณก็ยังมีที่พึ่ง” เป็นต้น

แต่ทั้งนี้ ก็ยังมีสิ่งที่ต้องระวัง อย่างเช่นการใช้ Keyword “ผลสลาก” ที่ถึงแม้จะมีความน่าสนใจ แต่ก็ต้องจำเอาไว้ว่าบางคำมีความนิยมที่สั้น หรือจะเป็นอีกตัวอย่างก็คือ “วันสำคัญ” นัั่นเอง

ตัวอย่างวันสำคัญที่จะมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้รับความนิยม
ตัวอย่างวันสำคัญที่จะมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่ได้รับความนิยม

ดังนั้นหากเรากำลังมีความสนใจที่จะใช้ Keyword เหล่านี้ เราควรที่จะเช็คให้ดีก่อนว่ามันถึงจุดสูงสุดของความนิยมแล้วหรือยัง เพื่อดูว่าเรายังทำ Content ทันหรือไม่ ซึ่งเราสามารถคาดคะเนได้จากการเข้าไปดู Google Trend ในปีก่อน ๆ เพราะมีความเป็นไปได้สูงว่ากราฟของความนิยมจะเหมือนกัน

ภาพตัวอย่างความนิยมของ “วันพ่อ” ที่จะนิยมในช่วง 1 - 8 ธ.ค. ของทุกปี
ภาพตัวอย่างความนิยมของ “วันพ่อ” ที่จะนิยมในช่วง 1 – 8 ธ.ค. ของทุกปี

เทคนิคที่ 4 การใช้ Google Trend เพื่อความสดใหม่ของ Content 


สำหรับบาง Content ที่เป็น
“Evergreen Content หรือ Content ที่ไม่มีวันหมดอายุ” ในบางครั้ง Keyword ที่เราใช้ อาจไม่ใช่คำที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสนใจจากการเปลี่ยนไปตามกาลเวลา ถึงแม้เนื้อหาของมันจะดี แต่ถ้าเกิดไม่มี Keyword ที่เป็นที่นิยม ก็อาจจะทำให้ Content ของเราถูกถมกลบทับไปด้วย Content อื่น ๆ ดังนั้นวิธีการหนึ่งก็คือการหมั่นเข้าไปตรวจเช็ค Keyword ที่เกี่ยวข้องกับ Content นั้น ๆ แล้วคอยดูว่ามันจำเป็นที่จะต้องปรับเนื้อหาหรือไม่ เพื่อเพิ่มความสดใหม่ ให้ Content ของเราน่าสนใจ และ ติด SEO อยู่เสมอ

 Google Trend แสดงความนิยมที่เปลี่ยนไปของ Keyword
Google Trend แสดงความนิยมที่เปลี่ยนไปของ Keyword

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าเดิมที่ Keyword “ต้นไม้ปลูกในบ้าน” เคยเป็นที่นิยม แต่ปัจจุบันกลายเป็น Keyword “ต้นไม้ฟอกอากาศ” มีแนวโน้มมากกว่า ซึ่งถ้าหากเราวิเคราะห์แล้วเห็นว่าจะเป็นอย่างนี้ไปในระยะยาว เราก็อาจจะนำ Content เก่าของเรามาปรับได้ ด้วยความที่เนื้อหาด้านในอาจจะมีความคล้ายคลึงกัน เช่น ประเภทต้นไม้ใน Content ที่จากเดิมอาจจะเป็นต้นไม้ฟอกอากาศอยู่แล้ว สมมติว่าเราเป็นร้านขายต้นไม้ออนไลน์ แล้วมี Content เก่าที่ชื่อว่า “10 อันดับต้นไม้ปลูกในบ้านที่น่าสนใจ” เราอาจสามารถเปลี่ยนหัวข้อ และ ปรับเนื้อหาไปเป็น “10 อันดับต้นไม้ฟอกอากาศ” เป็นต้น

เทคนิคที่ 5 การใช้ Google Trend เพื่อสร้าง Content ช่วยลูกค้าตัดสินใจ


เทคนิคนี้ หลายคน (ซึ่งรวมถึงผม) ฟังแล้วอาจจะดูตื่นเต้น เพราะมันเป็นการใช้ Google Trend เพื่อเอาไว้วางแผนสร้าง Content ในการช่วยลูกค้าตัดสินใจ ซึ่งมีผลต่อยอดขายที่จะทำได้มากขึ้น ซึ่งวิธีการก็คือ การที่เราใช้ Google Trend ในการค้นหา Keyword ที่เกี่ยวกับสินค้าหรือแม้กระทั่งชื่อแบรนด์ของเราเอง เพื่อดูว่า Related Queries ที่มีเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าเราเป็นผู้ให้บริการเกม แล้วเราค้นหาด้วยคำว่า “Game” ใน Google Trend มันอาจแสดงผลในส่วนของ Related Queries เป็นเกมของบริษัทอื่น ๆ ซึ่งทำให้เรารู้ว่า ลูกค้ากำลังค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเกมใดบ้าง 

เมื่อเรารู้ข้อมูลแล้ว สิ่งที่เราสามารถทำต่อไป นั่นคือการเขียน Content ที่เปรียบเทียบ หรือ แสดงให้ลูกค้าเห็นถึงจุดเด่นที่เหนือกว่าของเกมเรา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าที่กำลังค้นหาข้อมูลเพื่อการตัดสินใจ มาอ่าน Content ของเราแล้วทำให้ตัดสินใจได้ง่ายมากขึ้น

Related Queries จาก Keyword “Game”
Related Queries จาก Keyword “Game”

 

เทคนิคที่ 6 การดูตำแหน่งของคนที่สนใจ เพื่อใช้สร้าง Content แบบเฉพาะ


หนึ่งในฟีเจอร์ของ Google Trend นั่นคือการแสดงผลความนิยม ในการค้นหาแบบ Subregion (ภูมิภาคย่อย) ซึ่งจะยิ่งทำให้เราเห็นชัด ว่าจังหวัดไหนที่มีคนสนใจสินค้าของธุรกิจเรา ยกตัวอย่างเช่น Keyword คำว่า “จักรยาน” ที่เมื่อเราค้นหาจะพบว่าจังหวัดที่มีผู้ค้นหาสูงสุดคือ สิงห์บุรี ดังนั้น สมมติว่าเราเป็นร้านขายจักรยานที่มีบริการส่งเดลิเวอรี Content ที่เราสามารถเขียนได้ก็อาจจะเป็น “3 สนามจักรยานที่น่าสนใจในจังหวัด สิงห์บุรี” เป็นต้น โดยการทำ Content ในลักษณะนี้ จะทำให้คอนเทนต์มีความหลากหลาย และ เป็นการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่มีโอกาสปิดการขายได้นั่นเอง

ตัวอย่างการแสดงผลตามภูมิภาคย่อยของ Keyword “จักรยาน” ใน Google Trend
ตัวอย่างการแสดงผลตามภูมิภาคย่อยของ Keyword “จักรยาน” ใน Google Trend

สรุป


ไม่ว่าจะเป็นการหาไอเดีย หรือ หา Keyword เพื่อเขียนบทความเพื่อให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า และ อันดับ SEO ที่ดี เครื่องมือ Google Trend เป็นเครื่องมือที่ถือว่าตอบโจทย์ในระดับหนึ่ง ด้วยความโดดเด่นด้านการใช้งานที่ง่าย และ ข้อมูลที่เราสามารถนำไปปรับใช้ได้หลากหลาย เช่น การใช้เพื่อเลือกหัวข้อ และ Keyword, การวางแผน Content และ เช็คกระแสสังคมในปัจจุบัน เป็นต้น

ถ้าหากคุณเริ่มสนใจ ที่จะใช้เครื่องมือต่าง ๆ เพื่อการสร้าง Content ที่มีประสิทธิภาพ เราอยากให้คุณติดตาม Content ซีรีส์นี้ต่อไป เพราะยังมีอีกหลายเครื่องมือที่น่าใช้ ไม่ว่าจะเป็น Buzzsumo, Google Keyword Planner และ อื่น ๆ อีกมากมาย หรือ ถ้าหากคุณอยากเรียนรู้การทำการตลาดออนไลน์ ผ่านการใช้ Content เรามีหลักสูตร Digital Content Marketing ที่จะทำให้คุณได้เรียนรู้ และลงมือทำจริง พร้อมรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ รายละเอียดเพิ่มเติม คลิก 

ที่มา

https://ahrefs.com/blog/how-to-use-google-trends-for-keyword-research/

https://www.oberlo.com/blog/google-trends

 

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล

Interesting Topics

17 ไอเดียการสร้างวีดีโอคอนเทนต์โดนใจลูกค้า
5 ประเภท #Hashtag ทำการตลาดบนโซเชียลมีเดียให้ปัง