ส่องโฆษณาคู่แข่งด้วยเครื่องมือ Facebook Ad Library

facebook Ad Library

คุณคิดว่า คุณรู้จักคู่แข่งนี้ดีแล้วหรือยัง คุณรู้อะไรเกี่ยวกับการทำโฆษณาของคู่แข่งบ้างธุรกิจบนโลกออนไลน์มีการแข่งขันสูง ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2019 ที่เริ่มมีการแพร่ระบาดของโรค Covid-19 ทำให้พฤติกรรมการซื้อขายของผู้บริโภคหันมาซื้อสินค้า และ บริการผ่าน Social Platform มากขึ้น เพื่อลดการเดินทาง การสัมผัส และสะดวกต่อการจับจ่าย โดยเฉพาะช่องทาง Facebook ซึ่งเป็แพลตฟอร์มยอดฮิตต้น ๆ ของคนไทย ซึ่งแบรนด์ต่าง ๆ ที่หันมาทำการตลาดแบบดิจิทัลบน Facebbok ก็เพิ่มมากขึ้นตามอุปสงค์ของกลไกตลาด โดยเฉพาะการทำโฆษณา ที่มักจะปรากฏมาให้เห็นกันแทบตลอด ไม่ว่าจะเป็นบนหน้าฟีด บนวิดีโอ หรือบน Stories  แต่อย่างไรก็ตาม คู่แข่งที่ทำธุรกิจคล้ายแบรนด์ของเราก็มีเพิ่มมากขึ้นด้วย แล้วคุณจะทราบได้อย่างไร ว่าโฆษณาบน Facebook ของเราเข้าถึงลูกค้าได้ตามที่วางแผนไว้ และมีจุดแข็งกว่าแบรนด์ “คู่แข่ง” อย่างไรบ้าง 

เพื่อเพิ่มความ ความโปร่งใส (Transparency)ให้กับตัวแพลตฟอร์มของ Facebook เองนั้น ทางทีมงานของ Facebook จึงได้พัฒนาเครื่องมือ  Facebook Ad Library ขึ้นมา เพื่อให้ทุกคน ทั้งผู้ใช้ และผู้ทีไม่มีบัญชี Facebook เข้าถึงข้อมูลในส่วนของ Active Ads หรือ โฆษณาที่กำลังแสดงผลอยู่ ณ ช่วงเวลานั้น ของทั้ง 2 แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ Instagram เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูล และ รูปแบบการทำโฆษณาบน Facebook ของแบรนด์ต่าง ๆ ได้

ดังนั้น  STEPS Academy ขอนำเสนอวิธีการใช้ Facebook Ads Library หรือ การดูโฆษณาของเพจคู่แข่ง หรือเพจที่คุณสนใจ เพื่อดูคอนเทนต์โฆษณา รวมไปถึง Influencer ที่ใช้สำหรับโปรโมต กลยุทธ์ต่าง ๆ และ ข้อดีของการใช้ Facebook Ad Librarary เพื่อนำมาต่อยอดในการวางแผนแคมเปญทางการตลาดของคุณให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

วิธีการเข้าถึง Facebook Ad Library

การเข้าไปใช้เครื่องมือ Ad Library นั้นไม่ยากเลยค่ะ Facebook ได้ออกแบบให้การเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้สามารถเข้าไปใช้ได้อย่างง่าย ๆ ไม่ซับซ้อน แม้ว่าจะไม่เคยยิงโฆษณาบนเพจ หรือ เคยใช้ Facebook มาก่อนก็ตาม

วิธีการใช้ Facebook Ad Library 

 1. ขั้นตอนแรกผู้อ่านสามารถเข้าถึงเครื่องมือตัวนี้ได้โดยไปที่หน้า Ad Library โดยใส่ facebook.com/ads/library บนแทบ Browser Address ของคุณ 

2. เมื่อหน้าเว็บนั้นดาว์นโหลดเสร็จแล้ว คุณสามารถเลือกประเทศ และ ประเภทของโฆษณาที่ต้องการ

ดูโฆษณาคู่แข่ง

3. จากนั้นค้นหาแบรนด์คู่แข่ง หรือ แบรนด์ที่สนใจที่จะศึกษาการทำโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นชื่อแบรนด์ หรือ บริษัทที่ต้องการ

ค้นหาโฆษณาคู่แข่ง

เมื่อหน้าแสดงผลของโฆษณาที่เพจที่เราจะต้องการศึกษาขึ้นมาแล้ว คุณสามารถคลิกที่ปุ่ม See Ad Details หรือ ดูรายละเอียดโฆษณา เพื่อแสดงศึกษาข้อมูลข้องโฆษณาโพสต์นั้น ๆ เพิ่มเติม

ดูโฆษณาคู่แข่ง

เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ผู้อ่านอาจจะเกิดคำถามว่าแล้วเราจะเอาประโยชน์จากเครื่องมือนี้ ไปต่อยอดกับกลยุทธ์ หรือแคมเปญทางการตลาดอย่างเราได้อย่าง วันนี้ทาง STEPS ได้สรุปออกออกมาเป็น 4  ไอเดียที่จะทำให้ผู้อ่านเอาไปต่อยอดในการทำการตลาดออนไลน์บน Facebook ได้ค่ะ

ประโยชน์ในการใช้ Facebook Ad Library 

1. ได้ไอเดียใหม่ ๆ เพื่อนำไปต่อยอดกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์

เราสามารถใช้เครื่องมือสำรวจได้ว่า ตอนนี้คู่แข่งของคุณกำลังให้ความสำคัญกับการขายสินค้า หรือ บริการตัวไหนอยู่บ้าง จากโฆษณาที่กำลังถูกโปรโมตอยู่ ณ ช่วงนั้น หรือ อาจจะย้อนกลับไปดูในช่วงที่แบรนด์เหล่านั้นลดราคา โดยเราสามารถทำข้อมูลที่ได้มาผ่านการใช้เครื่องมือ Ad Library นี้ กำหนดทิศทางของกลยุทธ์ และ วางแผนทางการตลาดออนไลน์ให้ได้ตรงจุดมาก นำมาซึ่งยอด Conversion เพื่อสร้างยอดขายในกับแบรนด์ของเราในอนาคตได้

2. การนำสิ่งที่คู่แข่งทำได้ดี มาปรับ หรือ ประยุกต์ใช้ให้เหมาะกับแบรนด์

หากคุณพบว่าในช่วงไตรมาสที่ผ่านมาคู่แข่งของคุณนั้น ทำผลงานได้ดีไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการมียอด Engagement ที่เพิ่มมากขึ้น หรือ ยอด Conversion ที่นำมาสู่ยอดขายเพิ่มขึ้น เราก็สามารถนำไอเดียการทำโฆษณาออนไลน์ของคู่แข่งมาในช่วงเวลานั้นมาเป็นไอเดียทำไปปรับใช้ให้กับแบรนด์เราได้ เพื่อให้การทำแคมเปญของคุณมีประสิทธิภาพมากขึ้น

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากรูปตัวอย่างการทำแคมเปญโฆษณาของแบรนด์กล้องอย่าง Nikon นั้น แสดงให้เห็นว่ามีการใช้ Text หรือ ข้อความบนรูปภาพ ในลักษณะของเป็นคำพูดในเชิงกระตุ้นให้ผู้อ่านรู้สึกสนใจตัวสินค้า และ เกิดความรู้เชิงบวกกับแบรนด์ อีกทั้งมีการใช้รูปในเชิง Testimonial หรือ การใช้ภาพสื่อถึงการใช้จริงของสินค้า อย่างรูปสินค้าตอนที่คนกำลังถือ รวมถึงมีการใช้ Copywriting ที่เป็นคีย์เวิร์ดสั้น ๆ กระชับ แต่บ่กบอกถึงคุณสมบัติของสินค้าของแบรนด์

facebook ad library
ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com

จากตัวอย่างด้านบน การทำโฆษณาของ Smashburger มีการใช้รูป Emojicon รูปแฮมเบอเกอร์ และ เฟรนชฟราย ใน Copywriting เพื่อเป็นการสร้าง Brand Association เพื่อให้เชื่อมโยงกับสินค้า และ ยังเป็นการเป็นทำให้ Ads เราดูน่าสนใจมากขึ้น

3. สามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายใหม่ ๆ

อีกหนึ่งเทคนิคเล็ก ๆ ที่เราได้จากการใช้เครื่องมือนี้ก็คือ ในเมื่อเราสามารถเข้าไปดูโฆษณาที่คู่แข่งกำลังแสดงผลอยู่ตอนนี้ได้ เราก็สามารถดูได้ว่าโฆษณารูปแบบไปไหนที่คู่แข่งยังไม่ได้ทำ และเราสามารถทำช่องว่างตรงนี้ไปต่อยอดในการออกแบบแคมเปญโฆษณาของเราได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายใหม่ ๆ ที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเป็นลูกค้าของเราในอนาคต

ลูกค้าใหม่
ภาพจาก : https://www.techfunnel.com

4. อัปเดตเทรนด์การทำโฆษณาออนไลน์

นอกจากเราจะสามารถเข้าถึงการทำโฆษณาของแบรนด์ที่เราสนใจ หรือ แบรนด์ที่เป็นคู่แข่งของเราได้แล้ว เราจะสามารถตามทันเทรนด์ของการทำโฆษณาในปัจจุบันได้อีกด้วยว่าตอนนี้รูปแบบของ Ads นั้นไปในทิศทางไหน เพื่อนำสิ่งที่กำลังเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอยู่ มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเราเพื่อเพิ่มความน่าสนใจให้กับการทำโฆษณาออนไลน์ของเราได้เช่นกัน

 

สรุป

STEPS Academy หวังเป็นอย่างยิ่งว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านทุกท่าน อย่าลืมที่จะนำเครื่องมือ Ad Library ไปใช้สำรวจว่าตอนนี้เพจคู่แข่งของคุณนั้นทำโฆษณาแบบไหนอยู่ เพื่อที่จะนำไอเดียจากเพจเหล่านั้นมาปรับให้เหมาะสมกับแบรนด์ของเรา รวมถึงปรับปรุงโฆษณาของเราให้เกิดผลลัพธ์ที่ทำให้เกิดยอด Conversion หรือ เพิ่มยอดขายให้กับแบรนด์ของคุณ อีกทั้งนำมาสู่การทำให้เราเป็นที่โดดเด่น และ สร้างความแตกต่างกับคู่แข่งที่มีอยู่ในตลาดตอนนี้ได้ค่ะ

อ้างอิง

https://www.searchenginejournal.com

https://www.k6agency.com/facebook-ad-library

Learning More

วิธีการปรับกลยุทธ์ธุรกิจ SME ให้ทันโลกและตอบโจทย์กับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน
เทคนิคการทำธุรกิจ B2B ให้มีประสิทธิภาพด้วย Social Media Strategy