ห้ามพลาด! 20 ไอเดียเพื่อสร้างกลยุทธ์บน Instagram Stories

ห้ามพลาด! 20 ไอเดียเพื่อสร้างกลยุทธ์บน Instagram Stories

 

If you’ve got an idea, start today.

There’s no better time than now to get going.

That doesn’t mean quit your job and jump into your idea 100% from day one,

but there’s always small progress that can be made to start the movement.    

Kevin Systrom

ผู้เขียนได้หยิบยกประโยคนี้ขึ้นมา เพื่อสร้างแรงบันดาลใจ และเติมไฟให้กับผู้อ่าน โดยคำพูดนี้มาจาก Kevin Systrom หรือผู้ก่อตั้ง Instagram เมื่อประโยคนี้เมื่อเราแปลเป็นภาษาไทยแล้ว จะสามารถจับใจความได้ว่า

“ หากคุณมีไอเดียที่จะทำอะไรบางอย่าง ให้เริ่มต้นเสียตั้งแต่วันนี้ 

ไม่มีช่วงเวลาไหนที่จะดีไปกว่า ณ ขณะนี้ที่เพื่อลงมือทำ

แต่นั่นไม่ได้ความว่า คุณจะต้องลาออกจากงานประจำแล้วเข้ามาเติมฝันของตัวเองแบบ 100 % ตั้งแต่วันนี้หรอกนะ

แต่เพียงแค่คุณค่อย ๆ ทีละเล็ก ทีละน้อย นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลง ”

 

ในแง่มุมของกลยุทธ์ทางการตลาด แบรนด์ไหนที่มีไอเดียเด็ด และลูกค้าจดจำโฆษณาของคุณได้ นั่นแปลว่าคุณสามารถสร้าง Brand Awareness* ได้ผล ซึ่งในอนาคต ไม่ว่าคุณจะนำเสนอสินค้าและบริการอะไร แบรนด์ของคุณก็มีสิทธิ์ที่จะเข้าไปนั่งในใจของลูกค้าได้แน่นอน

การสร้างไอเดียเพื่อทำโฆษณาในยุคนี้ แบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าได้หลายช่องทาง โดยหนึ่งในแพลตฟอร์มออนไลน์ยอดฮิต คงหนีไม่พ้น Instagram Story ซึ่งการที่ผู้ประกอบการทำโฆษณาผ่าน Instagram Story ในช่วงปีที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันปี 2020 ได้ผลลัพธ์ดังนี้

  • การโพสต์ Instagram Story สามารถสร้าง Engagement ได้มากกว่าคอนเทนต์ทั่วไป 2-3 เท่า
  • ปัจจุบันมีผู้ใช้ถึง 500 ล้านคนต่อวัน ซึ่ง 1 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้จะคอยอัปเดตเรื่องราวต่าง ๆ ผ่าน Instagram Story ทุกวัน
  • ข้อมูลรายงานจาก TechCrunch กล่าวว่า 20% ของการโพสต์โฆษณา จะมีลูกค้าส่งข้อความเข้ามา เพื่อถามคำถามและสั่งซื้อสินค้า

ดังนั้น STEPS Academy ขอนำเสนอ 20 ไอเดียเพื่อสร้างกลยุทธ์ในการนำเสนอ Instagram Story มาให้ชมกันแบบเต็มอิ่ม ซึ่งจะมีไอเดียไหนน่าสนใจ ใช้แล้วปังบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ

วิธีตั้งค่าระบบในการสร้างโฆษณาบน Instagram Story 

วิธีการตั้งค่าเพื่อโฆษณาบน Instagram Story เริ่มต้นจากการเข้าไปที่หน้า Account เพื่อซิงก์บัญชีธุรกิจของคุณบน Facebook หลังจากนั้นเรามาเริ่มขั้นตอนแรกกันเลยค่ะ

1. ใช้ Ads Manager บน Facebook เพื่อสร้างโฆษณา

2. เลือก Objective

3. เลือกกลุ่มเป้าหมายของการโฆษณาและเลือกกลุ่มเป้าหมายที่คล้ายคลึงกัน เพื่อค้นหาลูกค้าใหม่ ๆ

วิธีการตั้งค่าเพื่อโฆษณาบน Instagram Story

 

4. การตั้งค่า Instagram Story จะมีความคล้ายคลึงกับการคั้งค่า Facebook Ads ซึ่งต้องเลือกกลุ่มเป้าหมาย เมือง หรือ ประเทศที่ต้องการโฆษณา อายุ เพศ และภาษา

 

dkiลือกกลุ่มเป้าหมาย เมือง หรือ ประเทศที่ต้องการโฆษณา อายุ เพศ และภาษา

5.ใต้คำสั่ง Edit Placements เลือกคำสั่ง Instagram Stories.

ใต้คำสั่ง Edit Placements

6. กดเลือกประเภทคอนเทนต์ระหว่าง “Single Image” หรือ “Single Video

7. หลังจากนั้นกด Upload และ Preview เพื่อดูภาพหรือวิดีโอที่อัปโหลดลงไป เพื่อตรวจเช็คข้อความให้เรียบร้อย ก่อนโพสต์คอนเทนต์

8. หลังจากนั้น เลือกคำสั่ง A Call-to-Action (CTA) ซึ่งตรงนี้ ขึ้นอยู่กับเป้าหมายของแต่ละแบรนด์ว่าต้องการอะไรบ้าง และกด Publish ค่ะ

หลังจากที่เราเรียนรู้วิธีตั้งค่าการสร้าง Instagram Ads กันไปเบื้องต้นแล้ว ทีนี้เรามาดู 20 ไอเดียจากแบรนด์ต่าง ๆ ที่ผู้ประกอบการ สามารถนำไปต่อยอดเพื่อทำโฆษณาบน Story กันเลยค่ะ

 

1. Daily Harvest – เน้นโพสต์ข้อความให้กระชับ

Daily Harvest นำเสนอสินค้าประเภทอาหารแช่แข็ง แต่ชูจุดเด่นที่ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์นั้นเป็นอาหารสุขภาพ ซึ่งการนำเสนอ จะเน้นไปที่รูปภาพชวนหิว มีสีสันน่ารับประทาน ส่วนข้อความของภาพ จะสื่อสารอย่างกระชับตรงไปตรงมา ทำให้ลูกค้าเข้าใจได้ง่าย

Daily Harvest เน้นโพสต์ข้อความให้กระชับ
Daily Harvest เน้นโพสต์ข้อความให้กระชับ

 

นอกจากนี้ Daily Harvest ยังมีเทคนิคการสร้างข้อความในรูปแบบอื่น ๆ  เมื่อมีโปรโมชันเด็ดมานำเสนอลูกค้า เช่น การมอบคูปองฟรี $25 ดอลลาร์ผ่านหน้า Story

ซึ่ง Daily Harvest จะตั้งคำถามเพื่อให้ครอบคลุมกับการสร้างโปรโมชันในแต่ละครั้ง ยกตัวอย่างเช่น

  • คูปองนี้มีประโยชน์ต่อลูกค้าหรือไม่

คำตอบคือใช่ เพราะเป็นการ Lead Generation เพื่อให้คนสนใจสินค้า และกดรับคูปองส่วนลด

  • โปรโมชันนี้ให้ความรู้สึกว่าจะต้องตัดสินใจซื้อเลยหรือไม่

หากคูปองนี้ จำกัดเวลาการรับสิทธิ์ จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจซื้อสินค้าได้เร็วขึ้น

  • โปรโมชันนี้แตกต่างจากการนำเสนอในรูปแบบเก่าหรือไม่ 

Daily Harvest มักนำเสนอโปรโมชันในแต่ละมื้อที่ต่างออกไป ทำให้แต่ละแคมเปญดูไม่ซ้ำกัน

  • ารนำเสนอสินค้า เป็นการนำเสนอสินค้าที่เฉพาะเจาะจงให้แก่ลูกค้าหรอไม่ 

แน่นอนค่ะว่า การโฆษณาในแต่ละครั้งจะต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน ทั้งรูปภาพและข้อความที่สื่อสารออกไปยังผู้บริโภค

 

2. Mailleus นำเสนอรูปภาพผลิตภัณฑ์ให้ดูโดดเด่น

 

Mailleus นำเสนอรูปภาพผลิตภัณฑ์ให้ดูโดดเด่น
Mailleus นำเสนอรูปภาพผลิตภัณฑ์ให้ดูโดดเด่น

แบรนด์สินค้าอาหารเกรดพรีเมียมสัญชาติฝรั่งเศส ที่ชื่อว่า Mailleus ใช้วิธีนำเสนอสินค้าผ่าน Instagram  Story ว่าเป็นผลิตภัณฑ์ชั้นเยี่ยม โดยเน้นไปที่การเลือกรูปสินค้าที่น่าสนใจ และใช้ข้อความตัวอักษรที่ไม่ยาวจนเกินไป ซึ่งข้อความที่ได้สื่อสารไปยังผู้อ่าน จะเป็นข้อความที่เน้นถึงประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ

 

3. Prada – ใช้กลิ่นอายความหรูหรา

 

Prada ใช้กลิ่นอายความหรูหรา
Prada – ใช้กลิ่นอายความหรูหรา

 

กลุยทธ์ของ Prada ได้ใช้การนำเสนอโดยเน้นไปที่การใช้ตัวอักษรที่เห็นได้ชัด แต่ไม่ได้มีข้อความสื่อถึงผู้ชมอย่างชัดเจน และเน้นไปที่การนำเสนอภาพและวิดีโอ โดยงานวิจัยรายงานว่าการนำเสนอคอนเทนต์ประเภทนี้ เป็นจิตวิทยาของความสงสัยใคร่รู้ ซึ่งจะทำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกอยากกดลิงก์เข้าไปดูข้อมูลเพิ่มเติม

 

4. Vogue Magazine 

 

แบรนด์นิตยสาร Vogue ได้เน้นการนำเสนอภาพที่มีความหรูหรา และน่ามอง ทำให้กลุ่มเป้าหมายสนใจที่จะกดปุ่ม See More เพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม

Vogue Magazine 
Vogue Magazine ใช้ความหรูหราเพื่อดึงดูดความสนใจจากลูกค้า

จากที่กล่าวมาแล้วนั้น นักการตลาดนิยมใช้เทคนิคสร้างกลิ่นอายความหรูหรามีระดับ เพื่อเพิ่มความสงสัย และสร้างความอยากรู้เกี่ยวกับแบรนด์มากยิ่งขึ้น โดยเทคนิคการทำคอนเทนต์ ที่ทำให้แบรนด์มีความรู้สึกพิเศษมากกว่าแบรนด์อื่น สามารถทำได้โดย

  • นำเสนอสิ่งที่ทำให้คนรู้สึกว่า ผลิตภัณฑ์ที่มีเราอยู่ ไม่สามารถหาได้จากที่อื่นอีก
  • มอบข้อเสนอพิเศษเพื่อให้ลูกค้าเกิดความภักดีต่อแบรนด์
  • การมอบประสบการณ์พิเศษให้แก่ลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Personalized Experiences)
  • จำกัดเวลาการทำโปรโมชันนำเสนอลูกค้า

 

5. Sephora – เน้นการนำเสนอคอนเทนต์ที่ไร้เสียง

รายงานจากเว็บไซต์ likeable.com ได้เปิดเผยว่า 40% จากผู้เล่น Instagram มักดู Story แบบไม่มีเสียง ดังนั้น แบรนด์ที่มุ่งเน้นการสื่อสารด้วยตา อาจตอบโจทย์ลูกค้าได้มีประสิทธิภาพกว่าการสื่อสารโดยการฟังค่ะ

 

แบรนด์เครื่องสำอางค์ Sephora เน้นการโฆษณาที่ใช้รูปภาพดูที่มีพลัง เน้นตัวอักษรที่หนาและชัดเจน
แบรนด์เครื่องสำอางค์ Sephora เน้นการโฆษณาที่ใช้รูปภาพดูที่มีพลัง เน้นตัวอักษรที่หนาและชัดเจน

นอกจากนี้การเน้นตัวอักษรที่มีสีสัน จะดึงดูดสายตาของผู้อ่านได้เป็นอย่างดี และสร้างปุ่ม CTA (A Call to Action) เช่น เลื่อนขึ้นเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม (Swipe Up), สมัครสมาชิกเลย! (Join Now)

 

6. CPK Frozen Pizza – ใช้เทคนิคนำเสนอภาพด้วยฟีเจอร์ Boomerang

พิซซ่าแบรนด์ California Pizza Kitchen (CPK) นำเสนอ Story ด้วยการทำภาพในรูปแบบของ Boomerang เพื่อให้รูปภาพสามารถวนกลับมาเริ่มใหม่ได้ โดยที่ภาพด้านล่างเป็นการโฆษณาว่า พิซซ่าจากแบรนด์ของเราใส่ชีส Fontina ซึ่งเป็นชีสแบบนุ่ม ต้องทานแบบใหม่และสด ซึ่งภาพการขูดชีสที่ดูซ้ำไปซ้ำมาด้วยลูกเล่น Boomerang สามารถทำให้ลูกค้าที่เห็นแล้วรู้สึกหิวขึ้นมา

 

Frozen Pizza ใช้เทคนิคนำเสนอภาพด้วยฟีเจอร์ Boomerang
CPK Frozen Pizza – ใช้เทคนิคนำเสนอภาพด้วยฟีเจอร์ Boomerang

 

7. Influencer กับไอเดียภาพเคลื่อนไหวด้วย GIF 

Influencer สาวชาวยูเครนนามว่า Oleksandra Vaskova ได้ใช้ภาพเคลื่อนไหวในรูปแบบของ GIF เพื่อนำเสนอชุดกระโปรงที่สวมใส่ ซึ่งหากการใส่ชุดกระโปรงเพื่อถ่ายรูปนิ่งเพียงอย่างเดียว ทุกคนคงไม่เห็นภาพความน่ารักของชุดแบบเต็ม ๆ เมื่อมีการเคลื่อนไหวใช่ไหมคะ ดังนั้น เทคนิคการโพสต์ภาพเคลื่อนไหว ช่วยให้การนำเสนอสินค้าที่ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น

 

Influencer กับไอเดียภาพเคลื่อนไหวด้วย GIF 
Influencer กับไอเดียภาพเคลื่อนไหวด้วย GIF

 

8. Noom – เทคนิคแบบบุกฉับพลัน

Noom คือแบรนด์สำหรับผู้รักสุขภาพทั้งการโภชนาการ และการออกกำลังกาย เริ่มขยายตลาดจาก Facebook สู่ Instagram ซึ่งโฆษณาที่ Noom ได้ลงบน Story เป็นวิดีโอที่หญิงสาวคนหนึ่ง กำลังทุบไข่ด้วยค้อนปอนด์ ซึ่งความหมายของการทุบไข่นี้ Noom ได้ใส่ข้อความลงไปด้วย ว่าให้โยนหนังสือลดน้ำหนักเล่มเก่าทิ้งไปซะ

 

Noom - เทคนิคแบบบุกฉับพลัน
Noom – เทคนิคแบบบุกฉับพลัน

การนำเสนอโฆษณาที่ดูแปลกตาไปจากเดิมเช่นนี้ สามารถเรียกความสนใจจากผู้ชมได้ไม่น้อย ซึ่งเทคนิคนี้อาจจะใช้ฟีเจอร์ Boomerang เพิ่มเข้าไปด้วยเพื่อให้วิดีโอสามารถวนภาพซ้ำมาที่จุดเริ่มต้น

 

9. Brooklinen – นำรางวัลพิเศษมาเป็นข้อเสนอ

แบรนด์เครื่องนอน Brooklinen โพสต์โฆษณา จัดส่งสินค้าฟรี  สำหรับลูกค้าที่สนใจซื้อสินค้าจากทางแบรนด์ ซึ่งการใช้โปรโมชัน ให้รางวัลแก่ลูกค้าทั้งในรูปแบบการลดราคา การทดลองใช้ฟรี หรือฟรีค่าจัดส่ง เป็นข้อเสนอที่กลุ่มเป้าหมายที่ชื่นชอบรางวัลไม่อาจปฏิเสธได้ ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าจะต้องคว้าโอกาสนั้นมาให้ได้ ซึ่งกลยุทธ์นี้สามารถเพิ่มโอกาสในการคลิกเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ได้มากขึ้นค่ะ

 

Brooklinen - นำรางวัลพิเศษมาเป็นข้อเสนอ
Brooklinen – นำรางวัลพิเศษมาเป็นข้อเสนอ

 

10. Dear Frances – นำเสนอโค้ดส่วนลดให้แก่ลูกค้า

แบรนด์รองเท้าหรูจากลอนดอน หรือ Dear Frances ใช้เทคนิคการโพสต์  Story ด้วยการมอบรหัสโปรโมชัน (Code จากทางขวามือของภาพ) ที่สามารถใช้ในการลดราคาเมื่อซื้อสินค้าผ่านปุ่ม Shop Now บน Story เพื่อให้ลูกค้ารีบคว้าโอกาสทองเอาไว้

การใช้เทคนิคโปรโมโค้ด
การใช้เทคนิคโปรโมโค้ด

 

นอกจากนี้ แบรนด์ที่มีไอเดียอยากนำเสนอการลดราคา หรือต้องการมอบสิทธิพิเศษให้แก่ลูกค้า สามารถยื่นข้อเสนอที่แตกต่างออกไปดังนี้ค่ะ

  • การลดราคา 10% – 70% ซึ่งขึ้นอยู่กับความต้องการที่แบรนด์อยากมอบให้แก่ลูกค้า
  • Free Shipping หรือการจัดส่งสินค้าฟรี
  • การมอบของขวัญฟรีในโอกาสต่าง ๆ
  • การดาวน์โหลดไฟล์ฟรี  ( เช่น หนังสือ E-Book, อัลบัมภาพ เป็นต้น )
  • การกดติดตามเพื่อขอรับข่าวสารผ่านทางอีเมล
  • ข้อเสนอพิเศษช่วงเทศกาล
  • การลดราคาสำหรับลูกค้า ที่ซื้อสินค้าครั้งแรก
  • ข้อเสนอพิเศษที่ได้จากการ Influencer

 

11. M.Gemi – นำเสนอเบื้องหลังของแบรนด์

ถึงแม้ว่าการนำเสนอโฆษณาบน Story จะมีเวลาเพียง 15 วินาที แต่ก็เพียงพอต่อการนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับเบื้องหลังการสร้าง เมื่อเราทำกราฟิคที่รวบรวมเฉพาะ Highlight ที่น่าสนใจเอาไว้ในคอนเทนต์ ซึ่งแบรนด์รองเท้า M.Gemi ได้โพสต์ภาพหนึ่งในขั้นตอนการผลิตรองเท้าให้ได้เห็น

 

M.Gemi นำเสนอเบื้องหลังของแบรนด์
M.Gemi – นำเสนอเบื้องหลังของแบรนด์

การใช้กลยุทธ์นี้เพื่อโพสต์โฆษณษลงบน Instagram Stories เป็นการเพิ่มความน่าสนใจให้แก่ผู้ชม และได้เห็นมุมมองใหม่ ๆ ในการนำเสนอ

 

12. Brooklinen – นำรางวัลพิเศษมาเป็นข้อเสนอ

FOMO นั้นย่อมากคำว่าจาก Fear of Missing Out ซึ่งเป็นความกลัวที่จะตกกระแส หรือ กลัวจะพลาดอะไรบางอย่างไป ซึ่งวิธีนี้นักการตลาดนิยมนำมาใช้กันเป็นวงกว้าง เมื่อกลุ่มเป้าหมายเห็นโฆษณาหรือโปรโมชันที่แบรนด์มอบให้ แล้วรู้สึกว่าไม่อยากปล่อยให้โอกาสหลุดมือไป

Postmates - ใช้กลยุทธ์ FOMO เพื่อเร่งการตัดสินใจลูกค้า
Postmates – ใช้กลยุทธ์ FOMO เพื่อเร่งการตัดสินใจลูกค้า

การทำโฆษณาประเภทนี้จะใช้เทคนิคของเวลา เป็นตัวกำหนดการตัดสินใจ ให้ลูกค้าซื้อสินค้า ซึ่งการโฆษณาจากแบรนด์ Postmates จะใช้ข้อความดังภาพด้านล่างค่ะ

  1. การจูงใจให้กลุ่มเป้าหมายใหม่ดาวน์โหลดแอป และจะได้รับส่วนลดฟรี $100 ดอลลาร์สหรัฐ
  2. การใช้ Promo Code เพื่อขอรับส่วนลด
  3. กำหนดเวลา 7 วันในการขอรับโปรโมชันซึ่ง ยิ่งทำให้ลูกค้าไม่อยากพลาดโอกาสดี ๆ

หากคุณสนใจบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้เทคนิค FOMO สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่บทความนี้:

https://stepstraining.co/content/fomo-copywriting-for-convert-example

 

13. SHEIN – นำเสนอสินค้าแบบมาทั้งเซ็ต

การสร้างคอนเทนต์ลงบน Story แบบนำเสนอสินค้าแบบทั้งเซ็ตแทนการนำเสนอภาพเพียงภาพเดียว สามารถช่วยให้ลูกค้าประกอบการตัดสินใจได้ดีขึ้น และนอกจากนี้ Instagram ยังมีฟีเจอร์ใหม่ที่ชื่อว่า Highlight ซึ่งสามารถรวบรวม Story ต่าง ๆ ที่เคยโพสต์ไปก่อนหน้านี้ ให้ลูกค้ากลับมาดูคอลเลคชันสินค้าอีกครั้งค่ะ

 

SHEIN - นำเสนอสินค้าแบบมาทั้งเซ็ต
SHEIN – นำเสนอสินค้าแบบมาทั้งเซ็ต

 

จากภาพด้านบน แบรนด์เสื้อผ้าจาก Shein เน้นการโฆษณาชุดว่ายน้ำลายใหม่ล่าสุดยกเซ็ต ซึ่งลูกค้าไม่จำเป็นต้องเลื่อนดูทีละภาพด้วยตนเอง

 

การรวบรวมภาพสตอรีเอาไว้ในไอคอนไฮไลต์

 

ในหน้าโพรไฟล์ของแอคเคาท์ Shein ที่เป็นรูปวงกลม 3-4 รูปนั้น คือ Highlight ที่แบรนด์ได้รวบรวมเอาไว้ และแยกเป็นหมวดหมู่ เช่น อัลบัมสินค้ามาใหม่ อัลบัมโพสต์ที่เชื่อมต่อกับแอป Tik Tok และสินค้าภายในบ้าน

 

14. Wayfair

หนึ่งในตัวอย่างที่นำเสนอสินค้าแบบหลากหลายชิ้นในหนึ่งโพสต์ อีกแบรนด์หนึ่ง คือการโฆษณาจากแบรนด์สินค้าตกแต่งบ้านที่ชื่อว่า Wayfair โดยในหนึ่งคอนเทนต์ที่ได้โพสต์ลงบน Story นั้น Wayfair ได้นำเสนอสินค้าลดราคาหลายรูปแบบ ไม่าว่าจะเป็นที่นั่งเล่นนอกบ้าน เตียงอาบแดด และตู้บาร์บีคิว

 

Way Fair นำเสนอโฆษณาด้วยการรวบรวมภาพเข้าด้วยกันในคอนเทนต์เดียว

และนอกจากนี้ การเขียนข้อความ Big Outdoor Sale สีสันสดใส ตัวใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน ก็สามารถดึงดูดความสนใจได้เช่นกันค่ะ

 

15. Coolsculpting – สร้างแรงบันดาลใจด้วยการกระตุ้นอารมณ์ จากสถานการณ์ที่กลุ่มเป้าหมายเคยเจอ

 

oolsculpting - สร้างแรงบันดาลใจด้วยการกระตุ้นอารมณ์ จากสถานการณ์ที่กลุ่มเป้าหมายเคยเจอ
Coolsculpting – สร้างแรงบันดาลใจด้วยการกระตุ้นอารมณ์ จากสถานการณ์ที่กลุ่มเป้าหมายเคยเจอ

Coolsculpting  เป็นแบรนด์นำเสนอการบริการลูกค้าเพื่อสลายไขมันส่วนเกินด้วยความเย็น ซึ่ง แบรนด์ใช้วิธีการสร้างโฆษณา ด้วยการทำให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกในเชิงบวก เช่นเดียวกับความรู้สึกเมื่อเวลาคนออกไปตีกอล์ฟ ซึ่งแบรนด์ก็ได้ใช้ Influencer ที่เป็นนักกอล์ฟมืออาชีพมาร่วมสร้างแคมเปญด้วย

 

16. Too Faced – ใช้ IGTV

IGTV เป็นฟีเจอร์ที่ Instagram ได้ปล่อยมาให้ได้ใช้กันนับตั้งแต่ปี 2018 และยังคงปังไม่หยุดมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งแบรนด์เครื่องสำอางค์จาก Too Faced ใช้ช่องทาง IGTV นำเสนอวิดีโอสาธิตการแต่งหน้าที่มีความยาวมากกว่า 1 นาทีเป็นต้นไปจนถึง 10 นาที  ซึ่งข้อดีจากการใช้ฟีเจอร์ IGTV นั้นผู้ชมสามารถกลับมาดูวิดีโอได้อีกครั้ง ที่หน้าโพรไฟล์ค่ะ

 

Too Faced - ใช้ IGTV
Too Faced – ใช้ IGTV

 

17. การสร้างโพล

การทำให้ผู้เล่น Instagram มีส่วนร่วมตอบคำถาม เป็นไอเดียที่เหมาะแก่การสร้างการรับรู้ของแบรนด์ในเบื้องต้น (Brand Awareness ) โดยในตัวอย่างจากภาพด้านล่างเป็น Instagram จากบล็อกเกอร์สาวที่มีชื่อว่า Katie Lavie  ซึ่งเธอได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับ โพสต์ใหม่ ๆ ที่ผู้ชมต้องการให้เธอทำ ซึ่งมีอยู่สองตัวเลือกระหว่าง Room Tour ดูตู้เสื้อผ้า และ การพูดคุยถึงแหวนแต่งงาน

 

ไอเดียการสร้างโพลทำให้ผู้เล่น Instagram มีส่วนร่วมตอบคำถาม เป็นไอเดียที่เหมาะแก่การสร้างการรับรู้ของแบรนด์
ไอเดียการสร้างโพล

 

18. Lush Cosmetic – ใช้ไอเดียให้ลูกค้าร่วมตอบคำถามแบบวิธีการผสม

จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่า นอกจากการสร้างโพลเพื่อร่วมสนุกแล้ว ยังสามารถใช้ฟีเจอร์ถามคำถาม เพื่อให้ลูกค้าตอบคำถามด้วยการเลื่อนลูกศรอีโมติคอน (ภาพซ้าย) ได้อีกด้วย ซึ่งลูกค้าจะได้รับประสบการณ์ที่สนุกสนานและเกิดความรู้สึกในเชิงบวกต่อแบรนด์ค่ะ

 

Lush Cosmetic ใช้ไอเดียให้ลูกค้าร่วมตอบคำถามแบบวิธีการผสม
Lush Cosmetic – ใช้ไอเดียให้ลูกค้าร่วมตอบคำถามแบบวิธีการผสม

 

19. Finerrings – ใช้แท็ก Shoppable

วิธีการเพิ่มช่องทางการขายของให้กับธุรกิจของคุณ สามารถใช้วิธีการแท็กสินค้า หรือ Shoppable Tag เพื่อให้ลูกค้าสามารถกดแท็กจากหน้า Story ของแบรนด์เพื่อลิงก์ไปยังหน้าโพสต์ที่ต้องการได้เลย ซึ่งวิธีนี้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาส่งข้อความเพื่อถามคำถาม แถมยังเพิ่มโอกาสในการขายได้เร็วขึ้นค่ะ

19. Finerrings ใช้แท็ก Shoppable
19. Finerrings – ใช้แท็ก Shoppable เพื่อลิงก์ไปยังหน้าเว็บไซต์

 

20. Worn by Littles – ใช้สติกเกอร์ Countdown

 

Worn by Littles - ใช้สติกเกอร์ Countdown
Worn by Littles – ใช้สติกเกอร์ Countdown

 

วิธีการนับถอยหลังเวลาเพื่อปล่อยสินค้าใหม่ เป็นวิธีที่ทำให้ลูกค้าเกิดความรู้สึกว่าน่าติดตาม และรอช่วงเวลาที่สินค้าชิ้นนั้น ๆ จะปล่อยออกมา ซึ่งเทคนิคนี้มีความคล้ายคลึงกันกับเทคนิค FOMO ค่ะ โดยผลลัพธ์ที่ได้จากการ Countdown นั้นทำให้แบรนด์มีโอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้ามาที่หน้าโพรไฟล์ซึ่งเป็นการเพิ่ม Traffic ให้แก่หน้าเว็บอีกช่องทางหนึ่ง ซึ่งแบรนด์เสื้อผ้าเด็กอย่าง Worn by Littles ได้ใช้กลยุทธ์นี้เพื่อเรียกความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายให้คลิกเข้ามาที่หน้าโพรไฟล์ของ Instagram ได้ค่ะ

 

สรุป:

การทำคอนเทนต์เพื่อโฆษณาสินค้าผ่าน Instagram Story สามารถนำเสนอไอเดียแก่ลูกค้าที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นวิธีการเน้นรูปภาพเพื่อดึงดูด การใช้กลิ่นอายความหรูหรา การทำโพลเพื่อให้ลูกค้ามีส่วนร่วมกับแบรนด์ การใช้เทคนิค FOMO และอีกมากมาย ซึ่งผู้ประกอบการสามารถนำไปต่อยอดเพื่อปรับใช้ในแบรนด์ของท่านเอง เพื่อมอบประสบการณ์ที่พิเศษและน่าจดจำให้แก่ลูกค้าค่ะ

และนอกจากนี้ STEPS Academy มีคอร์สเรียนมาให้ทุกท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์มาฝากกันค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อมกับคอร์สเรียน Ad Optimization 101 เพื่อผู้ประกอบการ นักการตลาด และผู้ที่สนใจทั่วไป  ซึ่งผู้ที่ต้องการวางแผนทำโฆษณาออนไลน์บน Facebook, Google และ YouTube รวมไปถึงการพัฒนาทั้งเรื่องแนวทาง การจัดการงบประมาณ การปฏิบัติการ หรือการสื่อสารภายในทีม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้เลยค่ะ

 https://stepstraining.co/ads-optimization-101

 

ข้อมูลจาก: 

https://adespresso.com/

https://psycnet.apa.org

https://later.com/

 

 

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล

Interesting Topics

Marketing Technology 101 EP. 2 | 10 เทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ของคุณง่ายขึ้น
7 หลักการโฆษณา YouTube Ads ที่คุณควรทำ เพื่อให้ลูกค้าจดจำ และเกิดการซื้อ