รวมสถิติที่น่าสนใจ เพื่อเป็นแนวทางในการทำให้ SEO ดีขึ้น

Landing page for sales

การทำการตลาดออนไลน์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา “SEO” หรือ “Search Optimization” คือ ช่องทางที่หลาย ๆ คนให้ความสำคัญ ด้วยความสามารถที่จะช่วยให้เว็บไซต์ของเรามียอดผู้เข้าชม (Traffic) สูงขึ้นได้แบบฟรี ๆ 

SEO คืออะไร ? 

SEO คือ การทำให้เว็บไซต์ของเราติดอันดับต้น ๆ ของการค้นหาบน Google 

จนถึงทุกวันนี้ในปี 2020 การทำการตลาดผ่านช่องทาง SEO ก็ยังคงเป็นที่พูดถึงในแวดวงการทำการตลาด และยังมีคนอีกมากที่เริ่มต้นให้ความสนใจ ที่จะหันมาให้ความสำคัญกับช่องทางนี้มากขึ้น 

1. สถิติ SEO ในด้าน “การใช้งาน”


สำหรับใครก็ตามที่ยังลังเล ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นทำ SEO ดีหรือไม่ ? ในช่วงต้น ผมจะขอยกสถิติการใช้งาน SEO ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน จากทาง brightedge (องค์กรผู้เชี่ยวชาญในการให้คำปรึกษา และ สถิติต่าง ๆ ด้าน SEO) มาให้ทุกคนได้ใช้ประกอบการตัดสินใจในการเริ่มต้นใช้ SEO กันครับ

1.1 สัดส่วนการเข้าชมเว็บไซต์ ส่วนใหญ่มาจากการใช้ Search Engine 


จากสถิติของการเข้าชมเว็บไซต์ที่สามารถวัดผลได้ มีการเข้าไปยังเว็บไซต์ ผ่านการใช้ Search Engine มากถึง 68% และกว่า 53% เป็น Organic Search (การเข้าชมเว็บไซต์ผ่านผลลัพธ์การค้นหา ที่มีการกดเข้ามาจาก SEO โดยไม่ผ่านสื่อที่เสียเงิน)

จากสถิตินี้ทำให้เราเห็นว่า จำนวนผู้ใช้ Search Engine ในการเข้าถึงแบรนด์ต่าง ๆ มีมากกว่า 50% ซึ่งมากกว่าทั้งการเข้าผ่าน Banner Ads และ Social Media 

เห็นอย่างนี้แล้ว สำหรับใครที่ยังลังเลใจ ก็อาจจะเห็นภาพมากขึ้นแล้วใช่ไหมครับว่าการใช้ SEO จะทำให้เราเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้น

1.2 Google Image อีกช่องทางในการทำ SEO ที่น่าสนใจ 

 

ตัวอย่างเรียงลำดับ SEO ใน Google Image
ตัวอย่างเรียงลำดับ SEO ใน Google Image

หลาย ๆ คนมักจะเข้าใจผิดว่า รูปแบบการค้นหา Google ที่มีลักษณะเป็นรายชื่อเว็บไซต์ขึ้นมาเป็นช่องทางเดียวเท่านั้น ที่เราควรให้ความสำคัญกับมันมากที่สุด ซึ่งความจริงแล้วยังมีอีกรูปแบบของ Search Engine ที่หลาย ๆ คนอาจจะมองข้ามไป นั่นคือการใช้ “Google Image” เพื่อหารูปภาพสินค้าต่าง ๆ

จากสถิติของการเข้าชมเว็บไซต์ในอเมริกา มีการเข้าเว็บไซต์จากการค้นหารูปภาพผ่าน “Google Image” ถึง 21%

แล้ว Google Image คืออะไร ? Google Image คือ การค้นหา Google ในรูปแบบของรูปภาพต่าง ๆ  ซึ่งทุกคนก็น่าจะเคยใช้กันมาบ้างอยู่แล้ว แต่นักการตลาดหลายคน อาจจะมองข้ามไป ว่านี่คืออีกช่องทางสำคัญ ที่จะทำให้ลูกค้าตัดสินใจคลิกเข้าชมเว็บไซต์ของเรา 

แล้วต้องทำอย่างไรรูปภาพสินค้าของเราถึงจะไปแสดงในหน้า Google Image ? เนื่องจาก Google อาจจะยังไม่สามารถระบุได้ขนาดนั้น ว่ารูปภาพในบมความของเรานั้นมันหมายถึงอะไร ดังนั้นการใส่ Keyword ที่เราเลือกเอาไว้ใส่เข้าไปใน ”Image Title” และ “Alternative Text” ก็จะทำให้ Google สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ซึ่งจะมีผลกับ SEO 

โดยวิธีการใส่ เราก็สามารถทำได้ระหว่างการอัปโหลดรูปภาพขึ้นไปบนเว็บไซต์ ซึ่งโดยปกติแล้วมักจะมีตัวเลือกให้เรากรอกข้อมูลเหล่านี้ลงไป ซึ่งเราก็สามารถเลือกใส่ หรือ อธิบายข้อมูลภาพนั้น ๆ พร้อมกับการหยิบ Keyword ใส่เข้าไปแบบเนียน ๆ ด้วย 

1.3 คุณภาพของ Lead ที่ได้ และโอกาสปิดการขายจากช่องทาง SEO


ถ้าใครได้มีโอกาสคลุกคลีกับฝ่ายขาย ก็คงจะรู้ว่า Lead หรือ ผู้สนใจที่เข้ามา จะมีโอกาสกลายเป็นลูกค้าในเปอร์เซ็นต์ที่ต่างออกไปในแต่ช่องทาง บ้างก็ปิดการขายจากคนที่เข้ามาทาง Facebook ได้มากกว่า บ้างก็บอกว่าปิดการขายได้จาก Banner Ads ได้สูง ซึ่งในกรณีของช่องทาง SEO นี้ ก็มีสถิติการปิดการขายที่ดี และ น่าสนใจอยู่ไม่ใช่น้อย 

จากสถิติของ Hubspot ระบุว่า Lead ที่ได้มาจาก SEO มีโอกาสปิดการขายอยู่ที่ 14.6% ซึ่งสูงกว่าช่องทางอื่น ๆ อย่างเช่น Socail Media ที่มีโอกาสปิดการขายอยู่ที่ 4%

ทั้งนี้อาจเป็นเพราะผู้ใช้ที่ทำการค้นหา ส่วนใหญ่มีการเจาะจงถึงตัวประเภทสินค้า หรือ ปัญหาที่กำลังพบเจอ ซึ่งถ้าสินค้าของเราอยู่บนอันดับต้น ๆ ก็จะมีโอกาสสูงกว่าที่คนจะคลิกเพื่อดูรายละเอียด

2. สถิติ SEO ในด้าน “การจัดอันดับ”

 

การจัดอันดับ SEO ของคำว่า “Shoes”
การจัดอันดับ SEO ของคำว่า “Shoes”


มาถึงสถิติในด้านการจัดอันดับสำหรับ Search Engine ที่น่าสนใจกันบ้าง ซึ่งก็อย่างที่เรารู้กันว่าเว็บไซต์ที่เกิดขึ้นมาบนโลกมีอยู่มหาศาล การที่เราคอยติดตามเรื่องวิธีการจัดอันดับของ Google จึงสำคัญ 

2.1 ปัจจุบันเว็บไซต์ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยได้ Traffic จาก Organic Search


ในปัจจุบันบน Search Engine อย่าง Google มีเว็บไซต์อยู่ทั้งหมด 4.45 พันล้านเว็บไซต์ด้วยกัน ซึ่งแน่นอนว่าเว็บไซต์ของพวกเราก็ถูกรวมอยู่ในนั้น และถูก Google นำไปใช้เก็บข้อมูล และ วิเคราะห์ต่าง ๆ 

แต่จากสถิติที่น่าสนใจของ Ahrefs ระบุว่าเว็บไซต์กว่า 90.63% นั้นไม่เคยมี Traffic เข้ามาจาก Organic Search เลย

ซึ่งถ้าลองคำนวนดูแล้วเรียกได้ว่ามีเว็บไซต์อยู่มากมายมหาศาล ที่จะต้องพึ่งเพียงแค่การจ่ายเงินผ่าน Paid Search ต่าง ๆ เพื่อดึงคนเข้าเว็บไซต์ ซึ่งนี่เป็นเหตุผลที่เราทุกคนควรเริ่มต้นที่จะใส่ใจการนำ SEO มาใช้เพื่อไม่ให้เสียโอกาสในการได้ลูกค้าแบบฟรี ๆ ซึ่งในจุดนี้ก็ขึ้นอยู่กับคุณแล้วว่าคุณอยากให้เว็บไซต์ของคุณเป็นหนึ่งใน 90.63% นี้หรือไม่ ? 

2.2 การทำ SEO ต้องใช้เวลา เพื่อที่จะได้ขึ้นไปอยู่บนหน้าแรก ๆ ของ Google 


สำหรับคนที่เคยทำ SEO เชื่อว่าหลาย ๆ คนคงเคยมีความคิด มีความสงสัยว่าทำไมหน้าเว็บไซต์ของเราถึงไม่ขึ้นไปอยู่อันดับต้น ๆ สักที ซึ่งด้วยปัญหานี้ก็ทำให้หลาย ๆ คนล้วนถอดใจ และ มีความรู้สึกอยากเลิกใช้ช่องทาง SEO ในการทำการตลาด 

ในความเป็นจริงแล้วการทำ SEO นั้นต้องใช้เวลา เพื่อที่บทความนั้น ๆ ของเราจะสามารถขึ้นไปอยู่ในหน้าแรก ๆ ของ Google ได้ 

จากสถิติค่าเฉลี่ยของหลาย ๆ หน้าเว็บไซต์ที่สามารถขึ้นไปอยู่บนอันดับต้นๆ ของ Search Engine ล้วนกินเวลาไปถึง 2 ปี ถึงจะได้อันดับดี ๆ อย่างในปัจจุบัน 

โดยมีเพียง 5.7% เท่านั้นที่ขึ้นไปอยู่ Top 10 ภายในเวลาไม่เกินปี

จากสถิติข้างต้นนี้แสดงให้เห็นว่าการทำ SEO ให้ดีนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ซึ่งถ้าหากคุณกำลังท้อใจ และอยากที่จะหยุดให้ความสำคัญ ผมก็อยากให้ทุกคนลองอดทนกับมันแล้วจะเห็นผลลัพธ์ในอนาคตอย่างแน่นอนครับ

2.3 Meta Description องค์ประกอบ SEO สำคัญที่คุณไม่ควรมองข้าม

 

อย่างที่หลาย ๆ คนรู้กันว่าการทำ SEO นั้นมีองค์ประกอบสำคัญอยู่หลายอย่าง ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ “Meta Description” ที่ Google จะนำไปแสดงผลตรงหน้าค้นหา ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้ารู้ว่าหน้าเว็บฯ นั้นเกี่ยวข้องกับอะไร ?

ตัวอย่าง Meta Description ที่มีผลต่อ SEO (ในกรอบสีแดง)
ตัวอย่าง Meta Description ที่มีผลต่อ SEO (ในกรอบสีแดง)


เว็บไซต์ที่ติดอันดับต้น ๆ ใน Google มีเพียง 25% เท่านั้น ที่ไม่มีการใส่ Meta Description ลงไป

จากสถิติข้างต้น ทำให้เราเห็นว่าผู้ทำ SEO หลาย ๆ ท่านล้วนแล้วแต่ให้ความสำคัญกับ Meta Description ทั้งนั้น ซึ่งทำให้องค์ประกอบนี้นับเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทุกคนขาดไม่ได้ 

นอกจากนี้ยังมีสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้ Meta Description เพื่อ SEO เพราะมีเพียง 37.22% ของเว็บไซต์เท่านั้นที่ Google จะแสดง Meta Description ออกมา และยังมีอีกสถิติที่ระบุว่า กว่า 40% ของ Meta Description ถูก Google ทำให้สั้นลง หรือ เปลี่ยนแปลงไป 

จากสถิติของ Ahrefs การแสดงผล Meta Description การใช้ Keyword ประเภท “Fat-head Keywords” จะมีโอกาสแสดงผลสูงกว่าค่าเฉลี่ย 

แล้วทำอย่างไร Meta Description ถึงจะถูกแสดงออกมา ? คำถามนี้คงผุดขึ้นมาสำหรับผู้อ่านหลาย ๆ คน ซึ่งจากสถิติด้านบนการใช้ Keyword ประเภท “Fat-head” (Keyword สั้น ๆ ประมาณ 1 – 2 คำที่กว้าง ๆ เช่น รองเท้า ซื้อรองเท้า) จะทำให้มีโอกาสที่ Meta Description จะถูกแสดงผลถึง 40.35% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยโดยทั่วไปจะอยู่ที่ 37.22%

Meta Description ที่ถูกเปลี่ยนเมื่อหาด้วย Long Tail Keyword
Meta Description ที่ถูกเปลี่ยนเมื่อหาด้วย Long Tail Keyword

 

Meta Description ที่ไม่ถูกเปลี่ยน เมื่อค้นหาด้วย Fat Head Keyword
Meta Description ที่ไม่ถูกเปลี่ยน เมื่อค้นหาด้วย Fat Head Keyword


ทั้งนี้ถึงแม้ Meta Description จะสำคัญ แต่ก็มีหลาย ๆ สำนักที่มีการแนะนำว่า ในกรณีที่เรามีเป้าหมายเป็น Keyword แบบ Long-tail (3 คำขึ้นไป) การปล่อยให้ Google แสดงผลบริเวณ Meta Description เป็นคำที่ลูกค้าค้นหาโดยอัตโนมัติ (Google จะจัดการเอง) อาจจะทำให้น่าสนใจมากกว่า ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของเรานั่นเอง

3. สถิติ SEO ในด้าน “Backlink”


“Backlink” หรือ การที่เว็บไซต์อื่น ๆ ใส่ลิงก์กลับมาหาบทความของเรา เป็นอีกสิ่งที่ทำให้เว็บไซต์มีโอกาสเข้าไปอยู่ในอันดับต้น ๆ ซึ่ง Google ทาง Google ก็ได้ระบุเลยว่า Backlink เป็นหนึ่งใน 3 องค์ประกอบที่มีผลต่อ SEO มากที่สุด  (อีกสององค์ประกอบได้แก่ คอนเทนต์ และ ระบบอัลกอริทึมที่ชื่อว่า Rankbrain)

จากการเปิดเผยของ Ahref เว็บไซต์ใดที่มี Backlink (บทความหรือเว็บไซต์ ถูกผู้อื่นพูดถึงและใส่ลิงก์เชื่อมกลับมาในช่องเว็บไซต์อื่น ๆ ) จำนวนมาก ก็ยิ่งทำให้เว็บไซต์นั้น ๆ มี Traffic หรือ ผู้เข้าชมเว็บไซต์ ที่มาจากช่องทางการใช้ Organic Search เยอะขึ้น 

อย่างไรก็ตาม กว่า 66% ของหน้าเว็บไซต์ ไม่มี Backlinks 

จากสถิติของ Ahrefefs ข้างต้น การที่เราจะได้ Backlink กลับมาไม่ใช่ว่าเราจะสามารถได้มาง่าย  ๆ ซึ่งส่วนใหญ่การจะได้มาซึ่ง Backlink บทความของเราต้องเป็นคอนเทนต์ที่มีคุณภาพจริง และเป็นที่ยอมรับ 

อย่างไรก็ตาม ก็มีหลายเว็บไซต์ที่ใช้วิธีลัดที่จะช่วยให้เราได้ Backlink ง่ายมากขึ้นซึ่งนั่นก็คือ การซื้อ และ การแลกเปลี่ยน Backlink ซึ่งกันและกัน 

43.7% ของเว็บไซต์ที่ทำ SEO ได้อันดับต้น ๆ ใช้วิธีการแลกเปลี่ยน Backlink กับเว็บไซต์อื่น 

ถ้าหากเราดูจากสถิติแล้ว เราจะเห็นได้ว่าจะ มีเว็บไซต์จำนวนไม่น้อยที่ใช้วิธีแลกเปลี่ยน Backlink ในการเพิ่มโอกาสในการได้อันดับ SEO สูง ๆ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นสิ่งที่เราต้องคอยระวัง นั่นคือเว็บไซต์ที่เราแลกเปลี่ยน หรือ ซื้อ Backlink ไป มีความสอดคล้องกัน และน่าเชื่อถือ หรือไม่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะมีผลต่อภาพลักษณ์ของธุรกิจเราเช่นกัน

4. สถิติ SEO ในด้าน “Keyword”


“Keyword” องค์ประกอบที่นับเป็นส่วนสำคัญที่สุดในการทำ SEO โดยในด้าน Keyword ก็มีสถิติที่น่าสนใจเช่น ซึ่งเราสามารถหยิบมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนการทำ SEO ได้ 

4.1 ความยาวของ Keyword กับอันดับ SEO

 

อันดับ SEO ของ Long Tail Keyword
อันดับ SEO ของ Long Tail Keyword

อย่างที่ได้พูดถึงไปก่อนหน้าแล้วสำหรับประเภทของ Keyword ที่มีอยู่ 2 ประเภทหลัก ๆ ด้วยกันนั่นคือ Long Tail Keyword และ Fat Head Keyword ซึ่งนอกจากจะมีผลต่อการแสดงผลของ Meta Description แล้ว ความยาวของ Keyword ก็มีผลต่ออันดับการค้นหาเช่นเดียวกัน 

จากสิถิติของ Ahrefs ระบุว่า มีแค่ 7% ของการค้นหาเท่านั้นที่มีความยาวตั้งแต่ 4 คำขึ้นไป 

นอกจากนี้ในจำนวน Keywords ที่ได้รับการค้นหาต่อเดือน 10,000 ครั้งขึ้นไป พบว่าส่วนใหญ่ (87%) มีความยาวไม่เกิน 2 คำ

ถ้าหากดูที่สถิติเราอาจจะพบว่ายอดการค้นหา Keyword ที่เป็นคำสั้น ๆ หรือ Fat Head Keyword ดูแล้วน่าจะเข้าถึงคนได้มากกว่า แต่อย่างไรก็ตามก็มีสิ่งที่เราจำเป็นจะต้องนำมาพิจารณา เช่น คำสั้น ๆ บางคำที่อาจสั้นไปจนเขียนต่อได้หลายความหมายซึ่งจะทำให้ยิ่งมีการแข่งขันสูง

และแค่นั้นยังไม่พอ เพราะการเลือก Keyword ก็มีอีกส่วนที่ต้องพิจารณา ซึ่งนั่นก็คือโอกาสในการกลายมาเป็นลูกค้า เพราะคำค้นหาที่ยาวกว่า (Long Tail Keyword) อาจหมายความว่าผู้ค้นหามีความต้องการเฉพาะเจาะจง และชัดเจน

อันดับ SEO ของ Fat Head Keyword
อันดับ SEO ของ Fat Head Keyword

4.2 การใช้คำถามเป็น Keyword 


8% ของคำค้นหา (Queries) ที่เกิดขึ้นเป็นคำถามสั้น ๆ 

ถ้าหากคุณกำลังสงสัย ไม่รู้ว่าจะใช้หัวข้ออะไรในการทำคอนเทนต์ดี สถิติทางด้านบนของ Moz (ผู้ให้บริการเครื่องมือด้าน SEO) ก็น่าจะช่วยให้เรามีไอเดียมากขึ้นได้ ซึ่งการใ่สคำถามเข้าไปจะช่วยเพิ่มความหลากหลาย และ โอกาสในการเข้าถึงลูกค้าที่มากขึ้น ซึ่งลูกค้าที่ค้นหาด้วยคำถามอาจจะเป็นกลุ่มที่ลังเล ซึ่งเราก็สามารถใช้ Keywod นี้ในการทำคอนเทนต์ที่แสดงผลขึ้นมาอันดับต้น ๆ มาช่วยลูกค้าตัดสินใจได้

5. สถิติ SEO ในด้าน “พฤติกรรมของลูกค้า”


การวิเคราะห์พฤติกรรมของลูกค้าจะช่วยให้เรารู้ได้ว่าจะวางแผนอย่างไรต่อไปในการทำ SEO ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้ Keyword หรือ การวางแผนต่าง ๆ ถ้าเราเข้าใจพฤติกรรมได้ดี ก็จะง่ายต่อการทำ SEO ให้มีผลลัพธ์

5.1 SEO กับการตัดสินใจซื้อ


39% ของผู้บริโภคระบุว่าการค้นหาข้อมูลสินค้าใย Google มีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

หลาย ๆ คน ถ้าเริ่มมีความสนใจ อยากจะซื้อสินค้า หรือ บริการอะไรสักอย่าง มันก็ต้องมีบ้างที่จะต้องหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสินค้า และบริการนั้น ๆ ซึ่งถ้าดูจากสถิติแล้วจะสังเกตได้ว่า การทำ SEO ให้ดีเพื่อให้มีเว็บไซต์ของเราขึ้นมา จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงลูกค้าในช่วงเวลาแห่งการตัดสินใจได้ และนี่คือเหตุผลว่าทำไมธุรกิจต่าง ๆ ถึงจำเป็นต้องใช้ SEO ในการเข้าถึงลูกค้า 

5.2 การค้นหาสินค้า และ บริการ “ใกล้ฉัน”

 

ตัวอย่างการค้นหา “ร้านอาหารใกล้ฉัน”
ตัวอย่างการค้นหา “ร้านอาหารใกล้ฉัน”

เคยไหมครับ ? เวลาที่คุณกำลังต้องการสินค้า หรือ บริการอะไรสักอย่าง แต่ไม่อยากรออยู่กับที่ หรือ แม้แต่ตอนที่อยากใช้บริการเดลิเวอรี่ แต่ก็กลัวว่าค่าส่งจะไม่ฟรี หรือ ค่าส่งแพงถ้าระยะทางไกลเกินไป ซึ่งทางออกของหลาย ๆ คนก็คือการหยิบมือถือขึ้นมา แล้วก็ค้นหาด้วยชื่อสินค้า หรือ บริการนั้น ๆ พร้อมกับคำว่า “Near Me” หรือ “ใกล้ฉัน”

จากสถิติ จำนวนการค้นหาสินค้า และ บริการพร้อมกับคำว่า “Near Me” มีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งในปี 2017 – 2019 มีอัตราการเติบโตสูงถึง 250% (Google)

แล้วสถิตินี้แปลว่าอะไร ? ถ้าหากเราดูจากสถิติด้านบนเราจะเห็นว่าคนมีการค้นหาสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ บริเวณ ที่ตั้ง (Location) ที่มากขึ้น ซึ่งเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ ในการทำ SEO ได้ ยกตัวอย่างเช่น การเขียนบทความ “10 อันดับร้านอาหารในกรุงเทพ” ในขณะที่เราเป็นผู้ให้บริการเดลิเวอรี่อาหารที่มีความเกี่ยวข้อง เป็นต้น ซึ่งเมื่อมีคนสนใจและกดเข้ามา เราก็สามารถเขียนในเชิงโปรโมตสินค้าของเราได้เช่นกัน

5.3 SEO กับพฤติกรรมการใช้ Smartphone


จากสถิติของ Statista 52.2% ของผู้เข้าชมเว็บไซต์ มาจากการใช้โทรศัพท์มือถือทั้งสิ้น 

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ทุกคนก็คงจะรู้ว่าสถิติการใช้ Smartphone สูงขึ้นขนาดไหน ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบของการจัดอันดับ SEO ก็คือการทำให้เว็บไซต์ของเรามีความ “Mobile-friendly” หรือ การทำให้เว็บไซต์ของเรามีขนาดเหมาะสม และ มีประสิทธิภาพเต็มที่เมื่อเล่นบนมือถือ 

ซึ่งถ้าหากใครสนใจ อยากรู้ว่าเว็บไซต์ของคุณมีความ “Mobile-friendly” แล้วหรือยัง ก็สามารถเข้าไปทดสอบกันได้ง่าย ๆ ด้วยการไปค้นหาใน Google ด้วยคำว่า “Mobile Friendly Test”แล้วใส่ URL เข้าไปเพื่อวัดผลครับ

 

Learning More

Interesting Topics

สร้าง Landing Page ให้ปัง ดัง และขายดี!
14 เทคนิคการสร้าง Engagement บน Facebook เพื่อธุรกิจออนไลน์