Insight: ต้องทำ Branded Content อย่างไรให้ Traffic เพิ่มแบบปัง ๆ (ข้อมูลจาก Facebook)

สรุป insight ต้องทำ Branded Content ยังไงให้ปัง

อย่างที่เรารู้กันดีว่าการทำการตลาดบน Facebook นั้นมีรูปแบบที่มากมาย และ หลากหลาย ซึ่ง Branded Content ก็เช่นกันที่เป็นตัวเลือกสำคัญของเหล่านักการตลาดทุกคน

โดยล่าสุด Facebook ก็ได้มีการปล่อยวิดีโอออกมา ซึ่งเป็นวิดีโอที่สรุปข้อมูลเชิงลึก และ แนวทางที่จะช่วยตอบคำถามที่ถามว่า “ทำ Branded Content ยังไงให้ปัง ?”

Branded Content คืออะไร ?


Branded Content คือ คอนเทนต์ที่เหล่า Publisher (สื่อ) Creator (ผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์) หรือ Business Partner (บริษัทที่เป็นพาร์ทเนอร์หรือเอเจนซี่) ต่าง ๆ ผลิตขึ้นมา
พร้อมกับการแท็กไปที่แบรนด์ของลูกค้า ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นรูปแบบในการทำการตลาดผ่าน Influencer อย่างหนึ่ง ซึ่งการโฆษณาผ่านคอนเทนต์ในรูปแบบนี้มีข้อดีตรงที่เป็นการบอกตรง ๆ กับผู้ชม หรือ ลูกค้า ว่าคอนเทนต์ที่ผลิตออกมาได้รับการสนับสนุนจากแบรนด์ใด (หรือ ถูกจ้างมาจากใคร) โดยหากใครยังไม่เห็นภาพ ก็สามารถดูตัวอย่างหน้าตา Branded Content ได้ด้านล่าง

Branded Content ของ Lady Gaga ที่ร่วมงานกับ Intel
Branded Content ของ Lady Gaga ที่ร่วมงานกับ Intel

 

ตัวอย่าง Branded Content ของแบรนด์แฟชั่น
ตัวอย่าง Branded Content ของแบรนด์แฟชั่น

ที่มา Facebook

โดยรูปแบบของ Branded Content นั้นก็สามารถเป็นได้หลายรูปแบบดังนี้

  1. รูปภาพ (Photos)
  2. การ์ดรูปภาพแบบเลื่อนซ้าย-ขวา (Carousel)
  3. สไลด์โชว์ (Slideshow)
  4. วิดีโอ (Video)
  5. วิดีโอ 360 องศา (360-degree video)
  6. อินโฟกราฟิก (Infographics)
  7. ภาพเคลื่อนไหว (GIF Animation)
  8. ลิงก์บทความ / เว็บไซต์ (Links)
  9. ข้อความทั่วไป (Plain text)
  10. การถ่ายทอดสด (Live)
  11. คอนเทนต์ประเภทแคนวาสหรือรูปแบบเต็มหน้าจอ (Canvas)
  12. ฟีเจอร์ในการอ่านบทความ ข่าวสารผ่าน Facebook บนมือถือ (Instant Article)
  13. มีมต่าง ๆ (Memes)

อย่างไรก็ตาม Branded Content ก็มีข้อห้ามอยู่เหมือนกัน ซึ่งได้แก่ 

1. การห้ามมีโฆษณาแบนเนอร์ (Banner Ads) ใน Branded Content ประเภทรูปภาพ หรือ วิดีโอ

 

ตัวอย่างการใส่ Banner Ads เข้าไปใน Branded Content
ตัวอย่างการใส่ Banner Ads เข้าไปใน Branded Content

ที่มา Facebook

2. การใส่การ์ดคั่น (Interstitial Card) ระหว่างหน้าที่ระบุว่า แบรนด์ที่จ้างมาคือใคร ซึ่งก็มีการห้ามใส่ทั้งตอนเริ่มวิดีโอ 3 วินาทีแรก ตรงกลาง และ ตอนจบ และนอกจากนี้ยังห้ามไม่ให้มีการ์ดที่แสดงผลนานกว่า 3 วินาทีด้วย

ตัวอย่างการ์ดคั่นที่ถูกห้ามใน Branded Content
ตัวอย่างการ์ดคั่นที่ถูกห้ามใน Branded Content

ที่มา Facebook

3. การใส่โฆษณา (Roll Ads) ก่อนหน้า ตอนจบ และตรงกลางระหว่างที่คอนเทนต์นั้น ๆ เล่น

Branded Content ดีอย่างไร ? 


Branded Content มีข้อดีอยู่หลายข้อด้วยกัน ซึ่งประกอบไปด้วยข้อดีทั้ง 3 ข้อดังนี้ครับ

1. Branded Content ช่วยให้แบรนด์ได้รับความไว้วางใจมากขึ้น เนื่องจากการทำ Branded Content นั้นเป็นการโฆษณาที่ไม่ได้ดูขายเกินไป ด้วยทั้งจากข้อห้ามที่มีการห้ามไม่ให้ใส่โฆษณารูปแบบต่าง ๆ เข้าไปตรง ๆ (ย้อนดูข้อห้ามด้านบน) รวมทั้งการที่เราโฆษณากับเหล่า Influencer โดยบอกตรง ๆ ว่าเป็น Branded Content

2. Branded Content ช่วยให้เราเข้าถึงคนได้จำนวนมากจากการใช้ Influencer อย่างที่รู้กันว่าการจ้าง Influencer จะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงคนได้มากขนาดไหน ถึงต่อให้จะเป็นการใช้ Micro Influencer ก็ตาม การทำ Branded Content ส่วนใหญ่ ก็มักจะช่วยให้เราสามารถเข้าถึงคนได้มากขึ้นกว่าการโพสต์คอนเทนต์ลงใน Facebook Page ของแบรนด์เอง

3. Branded Content ช่วยเพิ่มความเข้าถึงง่ายให้กับแบรนด์ หรือ จะพูดอีกอย่างก็คือแบรนด์ของเราจะดูมีความเป็นมนุษย์มากขึ้น ด้วยความที่การทำ Branded Content เป็นการใช้ Influencer ที่ผู้ชมหรือผู้ติดตามมักจะคุ้นเคยและผูกพัน ประกอบกับเนื้อหา และ คอนเทนต์ที่มีความจับต้องได้จากการที่ส่วนใหญ่จะเป็นการร่วมกันกับคนจริง ๆ โดยการทำ Branded Content จะช่วยให้แบรนด์ของเรานั้นดูเข้าถึงได้มากกว่าเดิม (เพิ่มเติมคือความรู้สึกต่อแบรนด์ที่อาจดีขึ้นอีกด้วย)

ทำ Branded Content ยังไงให้ได้ผลลัพธ์ที่ดี (สถิติจาก Facebook)


หลังจากที่การทำ Branded Content เป็นที่แพร่หลาย Facebook ก็ได้ทำการปล่อยวิดีโอตัวหนึ่งออกมา ที่มีเนื้อหาเป็น Insight ต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการทำ Branded Content ให้ออกมาได้ผลลัพธ์ที่ดี ซึ่งมีอยู่ทั้งสิ้น 4 ข้อด้วยกันดังนี้ 

1. แสดงตัวแบรนด์ หรือ สินค้าภายในเวลา 3 วินาที


จากสถิติที่ Facebook ได้เปิดเผยออกมา การทำ Branded Content ที่เป็นวิดีโอ หรือ ภาพเคลื่อนไหว การแสดงตัวแบรนด์ หรือ ตัวสินค้าภายใน 3 วินาที จะช่วยให้ Branded Content นั้น ๆ ได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้น โดยมีสถิติจากการให้คะแนน Branded Content ที่แสดงตัวแบรนด์หรือสินค้าภายใน 3 วินาทีดังนี้

  • Branded Content นั้น ๆ ให้ความรู้สึกเกี่ยวข้องกันกับแบรนด์มากกว่า Branded Content อื่น ๆ 19%
  • Branded Content นั้น ๆ สามารถสร้างความน่าสนใจให้กับแบรนด์ได้มากกว่า Branded Content อื่น ๆ ถึง 44%
  • จากการทดลอง Branded Content นั้น ๆ จะทำให้เกิดความอยากซื้อสินค้ามากขึ้น 9%

จากสถิติข้างต้นเราสามารถสรุปได้ว่าการทำโฆษณาผ่าน Branded Content ให้ได้ผลดีกับตัวแบรนด์ เราจะต้องแสดงตัวตนออกมาให้ได้ภายใน 3 วินาที

สถิติการแสดงตัวตนแบรนด์ภายใน 3 วินาทีแรกของ Branded Content
สถิติการแสดงตัวตนแบรนด์ภายใน 3 วินาทีแรกของ Branded Content

ที่มา Facebook

2. ลดบทพูดใน Branded Content ลงให้น้อยที่สุด 


จากสถิติที่เป็นข้อมูลเชิงลึกของ Branded Content ที่ Facebook ได้ทำการเผยออกมา พบว่า
Branded Content ที่เป็นวิดีโอ ยิ่งมีบทพูดที่น้อยยิ่งได้ผลลัพธ์ที่มากขึ้น โดย Branded Content ที่มีบทพูดอยู่ที่ประมาณ 10 คำในวิดีโอ มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดีมากกว่าค่าเฉลี่ย

ในทางตรงกันข้าม Branded Content ที่บทพูดมีความยาวอยู่ที่ประมาณ 115 คำ พบว่ามักจะได้ผลลัพธ์น้อยกว่าค่าเฉลี่ยที่ควรเป็น

สถิตินี้ทำให้เราเห็นได้ชัดเจนขึ้นว่า การให้ Creator พูดข้อมูลของสินค้าเยอะ ๆ อาจจะไม่ได้ผลดีนักบน Facebook ดังนั้นสิ่งที่เราควรทำคือการมุ่งเน้นไปที่ข้อมูลสำคัญ ๆ กระชับ ๆ ที่จะช่วยทำให้ผู้ชมมีความรู้อยากซื้อจริง ๆ 

3. Branded Content มักจะได้ผลถ้าเลือก Creator เป็นคน

ที่มีความเฉพาะกลุ่ม


การเลือก Creator เข้ามาทำ Branded Content ร่วมกับแบรนด์ของเรา นับเป็นอีกหนึ่งจุดที่ยากสำหรับการทำ Branded Content ซึ่งบางแบรนด์อาจจะตัดสินใจเลือก Creator ที่เป็นสื่อในระดับ Mass ที่เข้าถึงผู้คนได้มาก 

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลเชิงลึกของ Facebook ได้ระบุว่า การเลือกทำ Branded Content กับ Creator ที่มีความเฉพาะกลุ่มมักจะได้ผลมากกว่า ซึ่งมีข้อแม้ว่า “Creator นั้น ๆ จะต้องมีความเกี่ยวข้องกันกับสินค้าของเราอย่างเป็นธรรมชาติด้วย” 

Branded content ของแบรนด์อาหารกับ Influencer เฉพาะกลุ่มด้านอาหาร
Branded content ของแบรนด์อาหารกับ Influencer เฉพาะกลุ่มด้านอาหาร

ที่มา Gordan Ramsay

โดยสถิติที่ Facebook เปิดเผยออกมา ซึ่งเป็นการให้คะแนนสำหรับ Branded Content ที่ใช้ Creator เฉพาะกลุ่มมีเนื้อหาดังนี้

  • Branded Content ที่ใช้ Creator เฉพาะกลุ่มให้ความรู้สึกเกี่ยวข้องกับผู้ชมมากกว่า Branded Content ทั่วไปถึง 21%
  • Branded Content ที่ใช้ Creator เฉพาะกลุ่มสร้างความสนใจให้กับตัวแบรนด์ได้มากขึ้น 21%
  • ในการทดลองกับผู้ทดลอง Branded Content ที่ใช้ Creator เฉพาะกลุ่มสร้างความต้องการซ์้อได้มากขึ้นถึง 25%

เห็นอย่างนี้เมื่อถึงเวลาที่เราจะต้องตัดสินใจ เราคงต้องเลือกแล้วว่าเราต้องการทำ Branded Content ไปเพื่ออะไร เพื่อการเข้าถึงคนจำนวนมาก ๆ แต่อาจไม่ตรงกลุ่มเป้าหมายด้วยการใช้ Creator ระดับ Mass หรือไม่ ? หรือต้องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่แม่นยำ ผ่านการทำ Branded Content กับ Creator เฉพาะกลุ่ม

สถิติของการเลือก Creator เฉพาะกลุ่มสำหรับ Branded Content
สถิติของการเลือก Creator เฉพาะกลุ่มสำหรับ Branded Content

ที่มา Facebook

4. Branded Content ที่ถูกทำในชื่อของ Creator มักจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า


การทำ Branded Content เรามักจะเห็นหลาย ๆ คอนเทนต์ที่ถูกโพสต์ และ ถูกจัดการต่าง ๆ ในชื่อของแบรนด์นั้น ๆ มากกว่าการทำ Branded Content ที่มีตัวคนโพสต์หรือคนดำเนินการหลักเป็น Creator 

ซึ่งจากสถิติของ Facebook ได้ระบุว่า การทำ Branded Content ที่มีตัวดำเนินการหลักเป็นตัว Creator เอง หรือที่เรียกว่า “Creator handle” จะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า และมีต้นทุนต่อ Action ของคนที่เพิ่มขึ้นมาที่ลดลงไปถึง 87% 

สรุป 


Branded Content เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่เราสามารถใช้ในการทำการตลาดเพื่อเพิ่มการรับรู้ให้กับแบรนด์ของเราได้ ด้วยการอาศัย Creator เพื่อเข้าไปให้ถึงตัวลูกค้า ซึ่งการทำ Branded Content ให้ดี Facebook ก็ได้มีสถิติที่สามารถใช้เป็นแนวทางได้ดังนี้

  1. แสดงตัวตนของแบรนด์หรือสินค้าภายในเวลา 3 วินาทีแรก
  2. ใช้บทพูดที่น้อย กระชับ แต่จับใจความได้ตรงจุด
  3. ใช้ Creator เฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์หรือสินค้าของเรา
  4. การทำ Branded Content แบบ Creator Handle เป็นทางเลือกที่ดี

ที่มา Facebook และ Sotrender

เรียนสอบถาม คอนเทนต์นี้ คุณชอบไหมคะ

ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญกับเรา ขอบคุณนะคะ

Learn More

7 ขั้นตอน แนวทางการปรับเปลี่ยนองค์กรของท่านด้วยการใช้ Digital Transformation
เจาะลึก Case Study จากแบรนด์ดัง " Netflix และ Amazon " ด้วยเทคนิคการทำการตลาด แบบ Personalization