8 ตัวชี้วัดธุรกิจออนไลน์ที่น่าใช้ในปี 2020

 

หลาย ๆ ท่านที่กำลังทำธรุกิจออนไลน์ หรือท่านที่กำลังมีไอเดียก้าวเข้ามาในโลกโซเชียลเพื่อสร้างแบรนด์ใหม่ ๆ ในช่วงต้นท่านอาจตั้งเป้าหมายเพื่อสร้างยอดขาย และต้องการให้แบรนด์เป็นที่รู้จักมากขึ้น

แต่เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งที่ผู้ประกอบการเริ่มทำธุรกิจไปแล้ว ยอดขายหรือกำไร อาจเป็นเพียงหนึ่งในตัวชี้วัดความสำเร็จ แต่กุญแจสำคัญในการประกอบธุรกิจออนไลน์ คือการใช้ตัวชี้วัดค่ะ

การใช้ตัวชี้วัดทางการตลาดหรือเครื่องมือชี้วัดเพื่อการประเมินผลความสำเร็จในแต่ละองค์กร แน่นอนว่ามีรูปแบบแตกต่างกันออกไป แต่ไม่ว่าแบรนด์ของท่านจะอยู่ในสายธุรกิจไหน มีขนาดเล็ก หรือ ขนาดใหญ่ การวัดผลมีส่วนสำคัญในการประเมินการเติบโตขององค์กรว่าเป็นไปในทิศทางที่เหมาะสม หรือเป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่  ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้จากการประเมินผลนั้น ผู้ประกอบการสามารถนำไปวิเคราะห์ เพื่อต่อยอดธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง

ในปัจจุบัน โปรแกรมที่สามารถวัดผลมีให้เลือกหลากหลาย ซึ่งสามารถวิเคราะห์ผลออกมาได้แม่นยำ ซึ่งผู้ประกอบการ สามารถเลือกโปรแกรมที่เหมาะสมกับธุรกิจได้ ซึ่ง 8 เครื่องมือชี้วัดสำหรับปี 2020 จะมีอะไรบ้าง เราไปดูกันเลยค่ะ

 

1. การ Lead Generations 

การ Lead Generation หมายถึงการสร้างคอนเทนต์ให้แก่กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ หรือคนทั่วไปมีความสนใจในสินค้าและบริการ ให้กลายมาเป็นลูกค้าของเราในที่สุด วิธีการวัดผลด้วยการประเมินจาก Lead คือ วิธีการวัดว่าธุรกิจของเรา มีผู้สนใจเข้ามาที่หน้าเว็บไซต์จำนวนกี่คนต่อเดือน โดยสามารถแบ่งการวัดผลได้จากช่องทางการตลาดดังนี้

  • การทำการตลาดบนโลกโซเชียล
  • การทำโฆษณาบนโซเชียล
  • การโฆษณาบนเครือข่ายการค้นหา ( Search Advertising )
  • บทความหรือคอนเทนต์จากแบรนด์ ( Content Marketing )
  • การทำอีเมลมาร์เก็ตติ้ง

สำหรับโปรแกรมที่สามารถใช้เพื่อวัดผลจำนวน Lead ผู้ประกอบการสามารถใช้เครื่องมือออนไลน์เพื่อประมวลผลได้อัตโนมัติ ซึ่งในวันนี้ผู้เขียนได้หยิบยกโปรแกรมที่น่าสนใจมาให้แก่ผู้อ่าน 2 โปรแกรม ได้แก่

  • HubSpot

HubSpot เป็นโปรแกรมที่ใช่งานง่าย มีฟังก์ชันการทำงานที่หลากหลาย ซึ่งผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีประสบการณ์ในการเขียนโปรแกรม ก็สามารถเริ่มต้นใช้งานได้ นอกจากนี้ HubSpot ยังสามารถเก็บข้อมูลที่จะเป็นประโยชน์แก่การดำเนินธุรกิจในอนาคต เพื่อหาช่องทางในการเจาะกลุ่มเป้าหมายของแบรนด์

 

แบรนด์วัดผลจำนวน Lead โดยสามารถเลือกตัวเลือก Marketing Hub ได้เลย
แบรนด์สามารถวัดผลจำนวน Lead โดยลือกตัวเลือก Marketing Hub

 

จากภาพด้านบน คือหน้าเว็บไซต์ของ HubSpot ซึ่งแบ่งแยกโปรแกรมเอาไว้ตามความต้องการของผู้ใช้ หากผู้ประกอบการต้องการเลือกโปรแกรมที่สามารถวัดผลจำนวน Lead สามารถเลือกตัวเลือก Marketing Hub ได้เลยค่ะ

 

เมื่อคลิกเข้ามาที่ตัวเลือก Marketing Hub แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับการทำธุรกิจออนไลน์ของเราหรือไม่ ท่านสามารถเลือก Get Start Free เพื่อทดลองใช้

 

เมื่อคลิกเข้ามาที่ตัวเลือก Marketing Hub แล้ว แต่ยังไม่แน่ใจว่าโปรแกรมนี้เหมาะกับการทำธุรกิจออนไลน์ของเราหรือไม่ ท่านสามารถเลือก Get Start Free เพื่อทดลองใช้ก่อนได้ค่ะ

  1. Salesforce
Salesforce เป็นหนึ่งในโปรแกรมยอดนิยมเพื่อการจัดการลูกค้าสัมพันธ์หรือ Customer Relationship Management (CRM)

 

Salesforce เป็นหนึ่งในโปรแกรมยอดนิยมเพื่อการจัดการลูกค้าสัมพันธ์หรือ Customer Relationship Management (CRM) โดยระบบ CRM นี้มีการประมวลผลออนไลน์ผ่านระบบ Cloud เพื่อลดขั้นตอนการติดตั้งระบบผ่าน Server Hardware ค่ะ

 

2. การ Qualified Leads

ขั้นตอนต่อจากการวัดผลด้วยวิธี Lead Generation คือการวัดจำนวนคน หรือกลุ่มเป้าหมายที่คิดถึงแบรนด์ของงเราเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อต้องการซื้อสินค้าและบริการ ซึ่งกลุ่มคนประเภท Qualified Leads จะค้นหาสินค้า หรือบริการที่เฉพาะเจาะจงถึงแบรนด์ของเรา โดยค้นหา Key Word ผ่านทาง Google ซึ่งหากแบรนด์ได้นำเสนอการขายสินค้าไป กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้ก็พร้อมที่จ่ายเงินซื้อสินค้าและบริการทันทีทันที

วิธีการคำนวณหาอัตรา Qualified Lead สามารถใช้สูตรจากทางด้านล่างนี้ เพื่อประเมินว่าธุรกิจสามารถดำเนินไปตามเป้าหมายหรือไม่ค่ะ

 

( จำนวน Qualified lead / จำนวน lead ทั้งหมด ) x 100 = จำนวนอัตรา Qualified lead 

 

 

3. การวัดผลจาก Return on Marketing Investment (ROMI)

การวัดผลจาก Return on Marketing Investment (ROMI)

Return on Marketing Investment หรือ ROMI คือการวัดผลเพื่อหาค่าตอบแทนจากการลงทุนทางการตลาด โดยทั่วไปแล้ว องค์กรจะมีการลงทุนทางการตลาดในหลาย ๆ ประเภท เช่น

  • การวัดผลในแง่ของรายได้
  • การเข้าถึงแคมเปญของการตลาด
  • การรับรู้แบรนด์
ROMI มีความคล้ายกับการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน เพียงแต่ว่า การคำนวณผลตอบแทนแบบ ROMI จะเน้นไปถึงการลงทุนทางการตลาดโดยตรง

 

ROMI มีความคล้ายกับการวัดผลตอบแทนจากการลงทุน หรือที่เราเรียกว่า  ROI (Return on Investment ) เพียงแต่ว่า การคำนวณผลตอบแทนแบบ ROMI จะเน้นไปถึงการลงทุนทางการตลาดโดยตรงค่ะ

สูตรการคำนวณ ROMI สามารถใช้สูตรนี้ได้เลยค่ะ

 

 ( รายได้ที่เพิ่มขึ้น  x  กำไรส่วนเกิน – ค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลงทุนไป ) / ค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไป x 100 

 

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อแบรนด์ได้ลงทุนสร้างแคมเปญในครั้งนี้ 1000 บาท และสามารถขายสินค้าเด้เพิ่มขึ้น 30,000 โดย

เมื่อวัดผลเรียบร้อยแล้ว หากเปอร์เซ็นต์ค่าตอบแทนจากการลงทุนในด้านการตลาดมีมากกว่า 100 % หมายความว่า การลงทุนในด้านการตลาดได้กำไรและควรลงทุนทำแคมเปญต่อไป แต่หากเปอร์เซ็นต์จากค่าตอบแทนการลงทุนต่ำกว่า 100% แสดงว่าค่าใช้จ่ายที่ลงทุนไปมีมากกว่ากำไร ซึ่งแคปเปญที่ทำขึ้นมานั้นไม่ดึงดูดกลุ่มลูกค้า ซึ่งผู้ประกอบการควรเปลี่ยนทิศทางในการทำการตลาดในรูปแบบใหม่ค่ะ

 

4. การวัดผลจาก Referrals

ก่อนที่เราจะไปดูโปรแกรมสำหรับการวัดผล Referral เรามาดูที่ความหมายของคำว่า Referral ในแง่ของการตลาดกันค่ะ

Referral คือวิธีการที่ลูกค้าพูดถึงแบรนด์ของเราในเชิงบวกกันแบบปากต่อปาก ซึ่งลูกค้าจะแนะนำสินค้าและบริการที่ตนเองรู้สึกประทับใจ ให้แก่บุคคลที่ตัวเองไว้วางใจค่ะ

 

การวัดผลจาก Referrals

โดยทั่วไปแล้ว วิธี Referral สามารถใช้วิธีการประเมินได้หลายรูปแบบ ซึ่งผู้ประกอบการสามารถแบ่งวิธีการวัดผลได้ 2 แบบหลัก ๆ คือ รูปแบบออนไลน์ที่ใช้โปรแกรมเข้าช่วย และรูปแบบออฟไลน์ค่ะ

วิธีการวัดผลแบบ Referral หากท่านต้องการทราบว่า ธุรกิจของเราสามารถใช้วิธีการแนะนำแบบปากต่อปากแล้วได้ผลจริงไหม เราสามารถใช้วิธีการแจกการ์ดหรือคูปองส่วนลดแก่กลุ่มเป้าหมายได้ค่ะ สำหรับผู้สนใจในสินค้าและบริการของเรา จะเข้ามาซื้อของกับเราที่หน้าร้าน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถบันทึกจำนวนคูปองที่ได้ใช้ไปตามจริง

อย่างไรก็ตาม การทำการตลาดในยุคดจิทัล การทำธุรกิจออนไลน์ไม่จำเป็นต้องมีหน้าร้านเสมอไป เนื่องจากกระบวนการตั้งแต่เริ่มต้นเลือกซื้อสินค้า การสมัครสมาชิก การชำระเงิน หรือแม้กระทั่งการแสดงความคิดเห็นติชมแบรนด์สามารถทำได้บนแพลตฟอร์มออนไลน์ทั้งหมด โดยวิธีการวัดผลสามารถทำได้โดยวิธีการ

  1. การใช้โปรแกรม Referral เพื่อวัดผลจำนวนผู้ที่เข้ามาสมัครสมาชิก
  2. การใช้ลิงก์แนะนำ หรือโค้ดส่วนลด

ตัวอย่างแบรนด์ที่ใช้วิธีการวัดผลด้วยวิธีการ Referal Program คือแบรนด์รถหรูอย่าง Tesla

ซึ่ง Tesla ใช้ Referral Program เพื่อจูงใจผู้ที่จะซื้อรถ Tesla ด้วยการให้ใช้โปรแกรม SuperCharging  ฟรีสำหรับรถรุ่น Model S, Model X โดยการนำโค้ดจากลูกค้าเก่ามาแนะนำลูกค้าใหม่ ส่วนลูกค้าเก่าก็จะได้ของขวัญเล็ก ๆ น้อย ๆ จากทาง Tesla เพื่อเป็นการขอบคุณที่ร่วมสนุกกับแคมเปญ

 

แบรนด์ที่ใช้วิธีการวัดผลด้วยวิธีการ Referal Program คือแบรนด์ Tesla
ภาพจาก: https://66.media.tumblr.com/

 

นอกจากนี้แบรนด์ที่มักใช้ Referral Program คือแบรนด์ Airbnb ที่นำวิธีการแนะนำบอกต่อให้คนใกล้ตัวเข้าร่วมการบริการแชร์บ้านหรือที่พัก รวมทั้งใช้โปรแกรมนี้เพื่อบอกต่อเพื่อนสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาพักกับ Airbnb ค่ะ

 

ภาพจาก: https://www.voucherify.io
ภาพจาก: https://www.voucherify.io

ภาพจากด้านล่าง เป็นการใช้โปรแกรมนี้เพื่อบอกต่อเพื่อนสำหรับผู้ที่ต้องการเข้ามาพักกับ Airbnb

ภาพจาก: https://www.voucherify.io
ภาพจาก: https://www.voucherify.io

 

นอกจากการที่แบรนด์สามารถสร้างรายได้จากการ Lead Geneation ด้วยคูปองส่วนลดออนไลน์แล้ว ทั้ง 2 แบรนด์ ยังสามารถเก็บข้อมูลจากโปรแกรมชี้วัดเพื่อปรับปรุงแคมเปญในครั้งต่อไปได้อีกด้วย

วิธีการเก็บข้อมูลจำนวนลูกค้าที่มาจากวิธีการทำ Referral ผู้ประกอบการสามารถใช้โปรแกรม Google Analytics เพื่อวิเคราะห์ผลลัพธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่ง STEPS Academy มีบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิธีการวัดผลแคมเปญบนเว็บไซต์ด้วย Google Analytics ให้ทุกท่านได้อ่านกันเพิ่มเติมด้วยนะคะ

อ่านบทความได้ที่: https://stepstraining.co/analytics/9-kpis-web-google-analytics

5. การวัดผลจากการรับรู้ในตราสินค้า  

การรับรู้ในตราสินค้าหรือ Brand Awareness  เป็นวิธีประเมินว่า แบรนด์ของเรามีตัวตนหรือไม่ และลูกค้ารู้จักแบรนด์ของเราดีในระดับไหน และสินค้าและบริการที่แบรนด์นำเสนอมีอะไรบ้าง ซึ่งการรับรู้ในตราสินค้า สามารถสร้างความแข็งแกร่งให้แก่แบรนด์ ทำให้แบรนด์เป็นที่จดจำในตลาดการแข่งขัน รวมทั้งยังได้เปรียบในเชิงธุรกิจ เนื่องจากลูกค้ามีโอกาสจะซื้อสินค้าจากแบรนด์ของเรามากกว่า แบรนด์คู่แข่ง

วิธีการวัดผลด้วย Brand Awareness นั้นนักการตลาดสมารถใช้โปรแกรมเพื่อประเมินการรับรู้ของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ได้จากโปรแกรมเหล่านี้ค่ะ

 

  • BuzzSumo
โปรแกรม BuzzSumo เป็นที่นิยมสำหรับผู้ประกอบการที่มีองค์กรขนาด SMEs

 

 

โปรแกรม BuzzSumo เป็นที่นิยมสำหรับผู้ประกอบการที่มีองค์กรขนาด SMEs ซึ่งสามารถวัดผล การรับรู้ของแบรนด์บนโลกออนไลน์ได้ อีกทั้งยังสามารถสร้าง Backlink และการวิเคราะห์คอนเทนต์

 

  • Awario 
Awario เป็นเครื่องมือที่สามารถสังเกต การ Mention ของแบรนด์บนโลกโซเชียล

 

 

Awario เป็นเครื่องมือที่สามารถสังเกต การ Mention ของแบรนด์บนโลกโซเชียลได้ อีกทั้งยังสามารถวิเคราะห์คู่แข่งในตลาด แคมเปญโฆษณา และการประเมินผล Word-of-Mouth บนโลกออนไลน์ค่ะ

นอกจากนี้ยังมีโปรแกรมที่ใช้วัดผลผลอื่นด้าน ๆ ให้ผู้ประกอบการเลือกตามความเหมาะสมต่อการใช้งานและตามจุดประสงค์ของแบรนด์ เช่น Mention  และ Hootsuite เป็นต้น ซึ่งโปรแกรมเหล่านี้นอกจากจะช่วยวัดผลของ Brand Awareness แล้ว ยังสามารถวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างแบรนด์ได้อีกด้วยค่ะ

 

6.  การวัดผลจาก Testimonials

Testimonial คือ การรับรองคุณภาพสินค้าและบริการของแบรนด์ โดยการรีวิวจากบุคคลอื่น ซึ่งการรีวิวสินค้าจะเป็นไปในเชิงบวก เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของเรามีประสิทธิภาพ ซึ่งบุคคลที่มารีวิวสินค้าและบริการสามารถทำได้ด้วยการทำคอนเทนต์ในรูปแบบวิดีโอ รูปภาพ หรือการเขียนบทความก็ได้

ข้อดีจากการทำ Testimonials คือการสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่แบรนด์ จากคำแนะนำของผู้ใช้จริง และสามารถจูงใจผู้ที่ไม่เคยใช้สินค้า หรือมีความสนใจในสินค้าและกำลังจะตัดสินใจซื้อสินค้า ต้องการซื้อสินค้ามาใช้บ้าง

วิธีการวัดผลแบบ Testimonial บางท่านอาจจะรู้จักในความหมายของการทำการตลาดแบบปากต่อปาก หรือ Word-of-Mouth ซึ่งการแนะนำแบบปากต่อปาก สามารถวัดผลได้จริงจากการรีวิวออนไลน์ ซึ่งวันนี้เรามีโปรแกรมเด็ด ๆ มาให้ผู้อ่านได้เลือกกัน 2 โปรแกรมได้แก่

  1. Reputology

โปรแกรม Reputology เป็นเครื่องมือที่ใช่ในการช่วยจัดการ ชื่อเสียง บนโลกออนไลน์ให้แก่แบรนด์ของท่าน โดยที่โปรแกรมสามารถตรวจสอบความคิดเห็นในเชิงลบที่ผู้ใช้มีต่อแบรนด์ได้ และสามารถช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจเมื่อต้องเผชิญกับรีวิวเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสม

 

โปรแกรม Reputology เป็นเครื่องมือที่ใช่ในการช่วยจัดการ ชื่อเสียง บนโลกออนไลน์ให้แก่แบรนด์ของท่าน

 

  1. ReviewTrackers

Review Trackers คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่แบรนด์ของท่าน ซึ่งสามารถคอยเฝ้าสังเกตุการณ์การรีวิวสินค้าบนโลกออนไลน์ ด้วยการส่งการแจ้งเตือนไปยังผู้ใช้ เมื่อมีการรีวิวใหม่ ๆ ที่เกี่ยวกับสินค้าของเราค่ะ

 

Review Trackers คือหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยสร้างชื่อเสียงให้แก่แบรนด์ของท่าน

 

7. การวัดผลจาก Cost of Customer Acquisition (CAC)

Cost of Customer Acquisition หรือที่เราเรียกว่า CAC คือวิธีการลงทุนค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้ลูกค้าเพิ่มมากกว่าหนึ่งราย ซึ่งสามารถลดต้นทุนในการสร้างแคมเปญโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งโดยทั่วไป วิธีวัดผลแบบ CAC นิยมประเมินกันแบบรายปีค่ะ

 

ภาพจาก: https://blog.hubspot.com/
ภาพจาก: https://blog.hubspot.com/

 

วิธีการคำนวณ CAC สามารถใช้สูตรตามรูปภาพด้านบนนี้ได้เลยค่ะ

 

CAC = (ต้นทุนการขาย + ต้นทุนทางการตลาด)/ จำนวนลูกค้าใหม่

 

ค่าใช้จ่ายที่เป็นต้นทุนทางการตลาด จะต้องรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดของแบรนด์ที่เกี่ยวข้องกับแคมเปญนั้น ๆ ที่ใช้ในการค้นหากลุ่มเป้าหมายรายใหม่ ๆ เช่น ค่าโฆษณา เงินเดือนพนักงาน โบนัสพิเศษ ค่าคอมมิชชัน และอื่น ๆ ซึ่งการคำนวณหาค่า CAC เป็นการประเมินการขายและการชดเชยรายได้ให้แก่บริษัท

 

8. การวัดผลจาก Customer Lifetime Value (CLV)

 

 การวัดผลจาก Customer Lifetime Value (CLV)

 

ตัวชี้วัด ตัวสุดท้ายที่ผู้เขียนจะมาแนะนำกันในวันนี้ นั้นคือการวัดผลด้วยวิธี Customer Lifetime Value Shows หรือ CLV กันค่ะ

CLV คือค่าประมาณในการใช้จ่ายที่ลงทุนนับตั้งแต่การเริ่มมาเป็นลูกค้าจนกระทั่งการจบการเป็นลูกค้า ซึ่ง ประโยชน์จากการประเมิน CLV คือเพื่อหาค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมเมื่อแบรนด์ต้องการลงทุนหาลูกค้ารายใหม่ และรู้จักกลุ่มลูกค้าสำคัญได้ดีขึ้น

 

ภาพจาก: https://blog.hubspot.com/
ภาพจาก: https://blog.hubspot.com/

 

วิธีการหาค่า Customer Lifetime Value สามารถใช้สูตรคำนวณเพื่อหาค่าได้จากภาพด้านบน

CLV = ค่าเฉลี่ยที่ได้รับจากลูกค้า (ในรายปี) x ระยะเวลาที่ลูกค้าเริ่มเปนลูกค้าของแบรนด์จนกระทั่งการยกเลิกเป็นลูกค้า

นอกจากนี้ผู้ประกอบการสามารถใช้โปรแกรม Google Analytics เพื่อหาค่า CLV และวิเคราะห์ข้อมูลอื่น ๆ เพิ่มเติมได้ในเวลาเดียวกันค่ะ

ภาพจาก: https://neilpatel.com/wp 

ขั้นตอนการหาค่า CLV ในโปรแกรม Google Analytics แบบคร่าว ๆ

  1. คลิกเลือก Report จากคอลัมน์ด้านซ้าย
  2. คลิกเลือก Audience
  3. คลิก Lifetime Value

 

สรุป:

8 ตัวชี้วัดที่น่าใช้สำหรับปี 2020 ซึ่งผู้ประกอบสามารถนำมาประเมินผลในการทำธุรกิจ ได้แก่

  1. Lead Generation
  2. Qualified Lead
  3. Return on Marketing Investment (ROMI)
  4. Referral
  5. Brand Awareness
  6. Testimonial
  7. Cost of Customer Acquisition (CAC)
  8. Customer Lifetime Value (CLV)

และนอกจากนี้ STEPS Academy มีคอร์สเรียนมาให้ทุกท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์มาฝากกันค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อมกับคอร์สเรียนหลักสูตร Digital Marketing Specialist เพื่อผู้ประกอบการ นักการตลาด และผู้ที่สนใจทั่วไปค่ะ ซึ่งคอร์สเรียนนี้จะจัดขึ้นในวันที่ 11 กรกฎาคม – 15 สิงหาคม 2563 โดยผู้ที่ต้องการพัฒนาความรู้ในด้านต่างๆ ของ Digital Marketing สามารถวางกลยุทธ์ ทำการตลาดออนไลน์ ได้อย่างถูกวิธี แข็งแกร่ง และยั่งยืน สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่

https://stepstraining.co/digital-marketing-specialist

 

ข้อมูลจาก: 

https://www.socialmediatoday.com

https://www.salesforce.com

https://blog.hubspot.com/

https://cleantechnica.com/

https://neilpatel.com/wp

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล

Interesting Topics

เจาะลึก 6 เทรนด์การสร้าง Google Ads เพื่อสร้างธุรกิจให้สำเร็จบนโลกออนไลน์