3 ข้อผิดพลาดในการทำ Copy Writing สำหรับ Facebook Ad

3 ข้อผิดพลาดในการทำ Copy Writing สำหรับ Facebook Ad

 

คุณเคยเจอกับปัญหาเหล่านี้ เมื่อทำโฆษณาบน Facebook หรือไม่?

  • ลงทุนทำโฆษณาออนไลน์ไปมากมาย แต่กลับไม่มองไม่เห็นยอดขาย หรือขายได้ แต่ไม่คุ้ม
  • ยอดคลิกน้อย ไม่ค่อยมีคนสนใจ
  • ตั้งใจเขียน Copywriting ไป แต่กลับไม่มีคนอ่าน

นอกจากนี้สถิติจาก Statista ยังเผยอีกว่า ถึงแม้ว่ายอด Impression* ในการทำ Facebook Ad จะเพิ่มขึ้น 20% ในปี 2018-2020 แต่ยอด CTR กลับสวนทางลงถึง 30%

แน่นอนว่า รูปภาพ และวิดีโอในโฆษณาย่อมมีผลส่วนหนึ่ง แต่การเขียนเนื้อหาบนโฆษณา หรือ Copy Writing มีผลให้คนอ่านตัดสินมากเช่นเดียวกัน

*Impression เป็นการวัดผลอย่างหนึ่งในช่องทาง Facebook ซึ่งสามารถนับ จำนวนครั้งที่คนเห็นโฆษณาที่เราปล่อยออกไป ซึ่งคนอาจเห็นโฆษณาของเราได้มากกว่า 1 ครั้ง และคนที่เห็นโพสต์นั้น ๆ ไม่จำเป็นต้องมีปฎิสัมพันธ์หรือสร้าง Engagement ก็ได้

 

การทำคอนเทนต์ ผู้เขียนจำเป็นต้องมีทักษะ Copywriting ซึ่งมีผลต่อการทำคอนเทนต์ในช่องทางโซเชียลมีเดียมากถึง 90%
ภาพจาก https://www.professionalwritersalliance.com

จากภาพสถิติด้านบน แสดงให้เห็นว่า การทำคอนเทนต์ ผู้เขียนจำเป็นต้องมีทักษะ Copywriting ซึ่งมีผลต่อการทำคอนเทนต์ในช่องทางโซเชียลมีเดียมากถึง 90%

 

การเขียน “Copywriting” บน Facebook

 

Copywriting คือ การเขียนข้อความโฆษณา มีรูปแบบสั้น ๆ  ตรงประเด็น เห็นแล้วเข้าใจง่าย ซึ่งจะต่างกับการเขียนคอนเทนต์ทั่วไป ที่มาเป็นคอนเทนต์ยาว ๆ อยู่ใน Blog ที่ให้ความรู้และข่าวสาร

สิ่งหนึ่งที่ผู้เขียน Copywriting จะต้องทราบคือ ผู้เล่น Facebook ส่วนมากมักเลื่อนฟีดไปเรื่อย ๆ เพื่อดูคอนเทนต์ต่าง ๆ ในระยะเวลาสั้น ๆ หรือแม้แต่รูปภาพ และวิดีโอ ผู้เล่นบางคนก็อาจใช้เวลาไม่ถึง 10 วินาทีด้วยซ้ำ

ดังนั้นการเขียน Copywriting ที่เห็นหัวข้อชัดเจน เน้นการนำเสนอการขายว่าลูกค้าจะได้รับอะไร และแบรนด์ช่วยแก้ไขปัญหาอะไรได้บ้าง บวกกับการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้อ่านอยากอ่านคำโฆษณา และคลิกเข้ามายังหน้าเว็บไซต์

ข้อควรระวังที่เราควรทราบ เพื่อหลีกเลี่ยงในการเขียน Copywriting ได้แก่

  •  แคมเปญโฆษณา ไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย
  • เนื้อหายาวเกินไป ทำให้ผู้อ่านจับใจความยาก
  • เขียนเน้นการขายมากเกินไป ทำให้ผู้อ่านไม่อยากคลิก

1 แคมเปญโฆษณา ไม่ตอบโจทย์กับกลุ่มเป้าหมาย

ก่อนที่คุณจะเริ่มโพสต์แคมเปญโฆษณา คุณจะต้องเริ่มตั้งค่า Target Audience หรือคนที่จะเห็นโฆษณาของคุณให้ดี หากเลือกกลุ่มเป้าหมายที่จะเห็นโฆษณาได้ถูกต้อง ก็จะมีโอกาสในการคลิกเพิ่มสูงขึ้น

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้าคุณทำ Copywriting เรื่องเครื่องสำอาง แต่คุณตั้งค่าเลือกกลุ่มเป้าหมายเป็นผู้ชาย แน่นอนว่า โฆษณาของคุณไม่ตอบโจทย์แน่นอน ดังนั้น คุณควรศึกษาพฤติกรรม และ กลุ่มลูกค้าหรือใช้ Facebook Insights เพื่อวิเคราะห์หากลุ่มเป้าหมายที่จะมาซื้อสินค้าและบริการให้ดี จะได้ไม่ต้องเสียทั้งงบประมาณ และเวลานะคะ

กรณีศึกษาจาก AdEspresso ได้ทดลองทำโฆษณาออกมา และตั้งค่า Custom Audience เอาไว้ 2 แบบคือ

  • กลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ และเคยมี Engagement กับคอนเทนต์
  • กลุ่มเป้าหมายที่มีปฏิสัมพันธ์กับแบรนด์น้อยกว่ากลุ่มเป้าหมายแรก

ผลลัพธ์ที่ได้คือ จำนวนคลิกของกลุ่มแรกมีทั้งหมด 1,103 คลิก และค่า CPC (Cost Per Click) หรือราคาค่าโฆษณาต่อการคลิก 1 ครั้ง อยู่ที่ $0.03

ในทางกลับกันกลุ่มเป้าหมายที่สองมียอดคลิกเพียงแค่ 273 คลิก และค่า CPC $0.142

นอกจากนี้ Adespresso เคยพูดถึงสถิติโฆษณาบน Facebook เอาไว้ว่าค่า CPC ของกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันตามอายุ ก็มีผลต่อการซื้อสินค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งจากภาพจะเห็นเลยว่า กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อจะอยู่ในช่วงอายุ 45 – 55 ปี

Adespresso เคยพูดถึงสถิติโฆษณาบน Facebook เอาไว้ว่าค่า CPC ของกลุ่มเป้าหมายที่ต่างกันตามอายุ ก็มีผลต่อการซื้อสินค้าเช่นเดียวกัน ซึ่งจากภาพจะเห็นเลยว่า กลุ่มเป้าหมายที่มีกำลังซื้อจะอยู่ในช่วงอายุ 45 - 55 ปี
ภาพจาก https://adespresso.com

แต่อย่างไรก็ตาม สถิตินี้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดว่า แบรนด์ของเราจะต้องตั้งค่าแสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายตามกราฟนี้นะคะ  แต่เราจะต้องวิเคราะห์จากกลุ่มเป้าหมาย และลูกค้าที่เคยซื้อสินค้าของเรา แล้วมีความสนใจในแบรนด์ของเราเป็นหลักค่ะ

 

Try This: ตั้งเป้าหมายก่อนสร้างแคมเปญ กำหนดกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจน

ก่อนที่คุณจะลงมือสร้างแคมเปญโฆษณาให้เริ่มกำหนดเลยว่า โฆษณาตัวนี้เน้นไปที่การสร้างยอดขาย หรือการสร้างการรับรู้แบรนด์ หรือการสร้าง Conversion เพื่อที่ว่า เราจะสามารถวิเคราะห์ผลลัพธ์ในภายหลังได้ตรงจุดมากขึ้น รวมทั้งการตั้งค่าการมองเห็นโฆษณาในระบบ Insights ก็สามารถช่วยให้ผู้ที่ทำโฆษณากำหนดทิศทางได้ดีขึ้นจากการตั้งค่า  Custom Audience

ตัวอย่างการตั้งค่า Custom Audience บน Facebook
ภาพจาก https://adespresso.com

ตัวอย่างการตั้งค่า Custom Audience บน Facebook

 

2 เนื้อหายาวเกินไป ทำให้ผู้อ่านจับใจความยาก 

ผู้อ่านอาจเลื่อนผ่านโฆษณาของคุณ หากข้อความโฆษณายาวเกินไป ซึ่งการเขียน Copywriting ที่กระชับ และ พูดตรงประเด็นมากกว่า จะสามารถดึงความสนใจจากคนอ่านได้ดีกว่า

อย่างไรก็ตาม การเขียน Copywriting ที่มีเนื้อหายาว ก็ไม่ได้แย่เสมอไป หากแบรนด์ของคุณเป็นแบรนด์น้องใหม่ หรือต้องการนำเสนอสินค้า และบริการชิ้นใหม่ ๆ ในตลาด และต้องการบรรยายถึงคุณภาพของสินค้า เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายทราบว่า สินค้าชิ้นนี้มีประโยชน์อย่างไร และจะช่วยแก้ไขปัญหาของลูกค้าได้บ้าง

 

การเขียน Copywriting ที่มีเนื้อหายาว

ภาพจาก https://insights.jumper.ai

จากภาพด้านบนจะเห็นว่า Copywriting มีเนื้อหาที่ค่อนข้างยาว แต่เปิดมาด้วยประโยคที่น่าสนใจ และใช้ Keyword ดึงดูดคนอ่าน เช่น

  • เพียงแค่สัปดาห์นี้เท่านั้น
  • แจกของเล่นฟรี

และข้อความจากหลังจากนั้นจะเป็นการอธิบายเนื้อหา ซึ่งผู้อ่านจะเกิดการกระตุ้นด้วย Keyword ที่สำคัญในตอนต้น ทำให้รู้สึกสนใจและอยากอ่านต่อ แต่ถึงอย่างนั้น ขอให้คุณตระหนักว่า ในหน้าฟีดของผู้ใช้งานมีหลากหลายคอนเทนต์ที่คอยดึงความสนใจอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การเขียนข้อความโฆษณาที่อ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่มีความหมายซับซ้อน และทำให้เกิด Call to Action ได้ไวจะช่วยให้โอกาสในการคลิกเพิ่มสูงขึ้นค่ะ

Try This: เขียนเนื้อหาให้กระชับ จับใจความได้ง่าย ๆ

ลองเลือก Keyword ที่โดนใจคนอ่าน หรือประโยคที่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกอยากคลิกมาเขียนโฆษณา เพื่อสร้างความน่าสนใจให้กับคอนเทนต์ เช่น

 

  • การใช้เทคนิค FOMO เพื่อให้คนอ่านรู้สึกกลัวที่จะเสียสิทธิ
  • การเขียนบรรยายคุณของสินค้าด้วยการใช้ Keyword ที่ตอบโจทย์ผู้อ่าน ไม่เยิ่นเย้อ
  • การบอกไปเลยตรง ๆ ว่าเรานพเสนออะไร ไม่ต้องใช้ประโยคยาว ๆ ที่ซับซ้อน

 

การเขียน Copywiritng ที่กระชับ ได้ใจความ และมี Keyword กระตุ้นการตัดสินใจ
ภาพจาก https://www.wordstream.com

ตัวอย่างการเขียน Copywriting ที่กระชับ ได้ใจความ และมี Keyword กระตุ้นการตัดสินใจ

 

3 เขียนเน้นการขายมากเกินไป ทำให้ผู้อ่านไม่อยากคลิก

การเขียน Copywriting ที่ทำให้ผู่อ่านรู้สึกถูกยัดเยียดมากเกินไป (hard-sell advertising) นอกจากจะทำให้ยอดขายไปไม่ถึงเป้าหมาย อาจทำให้ภาพลักษณ์ของแบรนด์เปลี่ยนไปในเชิงลบ โดยการเขียนที่เน้นการขายจนเกินไป จะมีลักษณะดังนี้

  • การเขียนคำบรรยายสรรพคุณที่ดูเกินจริง
  • การเขียนเปรียบเทียบสินค้าระหว่างแบรนด์เรา และแบรนด์อื่นในเชิงข่ม
  • การเขียนยกยอแบรนด์จนเกินไป เช่น ดีที่สุด ที่อื่นหาไม่ได้อีกแล้ว หรือใช้แล้วชีวิตคุณจะดียิ่งกว่านี้หลายเท่า

ถึงแม้ว่าการเขียน Copywriting ควรนำเสนอเนื้อหาที่ให้รู้ว่าเรากำลังขายสินค้าอยู่ และแสดงออกว่าเรากำลังโฆษณาแบบตรง ๆ ก็จริง แต่เนื้อหา และ Keyword บางอย่างก็ควรหลีกเลี่ยง หากประโยคเหล่านั้น ทำให้ผู้อ่านรู้สึกถูกยัดเยียดมากเกินไป

 

Try This: ลองปรับเนื้อหาให้เป็น Advertorial เพื่อให้น่าสนใจ

การเขียน Advertorial คือโฆษณาที่แฝงอยู่ในคอนเทนต์หรือบทความที่ให้ความรู้แก่ผู้อ่าน เพื่อนำเสนอแบรนด์หรือสินค้าและบริการตามความต้องการของธุรกิจนั้น ๆ โดยไม่ได้เน้นการขายที่ยัดเยียดจนเกินไป ซึ่งในวันนี้เรามีเทคนิคการเขียนมาฝากทั้งหมด 8 เทคนิคด้วยกันค่ะ

ปรับเนื้อหาให้เป็น Advertorial เพื่อให้น่าสนใจ
  1. รู้จักกลุ่มเป้าหมาย 

รู้จักกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสื่อสาร Mood and Tone ให้ตรงจุด

  1. หัวข้อต้องน่าสนใจ 

แบรนด์ของเรานำเสนอสินค้าและบริการอะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับมีอะไรบ้างด้วยการใช้ Keyword ให้รู้สึกอยากอ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

  1. ช่วยลูกค้าแก้ปัญหา 

แบรนด์ของเรานำเสนอสินค้าและบริการอะไร ใครคือกลุ่มเป้าหมาย และประโยชน์ที่ลูกค้าจะได้รับมีอะไรบ้าง

  1. เน้นคุณค่าที่จะได้รับ 

Advertorial เน้นการสื่อสารข้อมูลที่มีประโยชน์ ให้ความรู้และสร้างแรงบันใจ มากกว่าการโปรโมตสินค้าและบริการ

  1. การเล่าเรื่อง 

ใช้เทคนิคการเล่าเรื่องราว เพื่อให้ผู้อ่านสนใจมากยิ่งขึ้น

  1. ตั้งคำถาม 

สร้างคำถาม ที่อาจเป็นปัญหาที่ผู้อ่านกำลังเผชิญ หรือสนใจเพื่อให้ผู้อ่านคิดและอยากหาคำตอบเพิ่มเติม

  1. ใช้เทคนิค FOMO

เขียนลงท้ายก่อนจบบทความด้วยการเร่งให้ลูกค้าตัดสินใจ เช่น ตอนนี้เลย! จำนวนจำกัด เป็นต้น

  1. ใส่ภาพระกอบ

การเลือกภาพประกอบที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหา สามารถช่วยให้ผู้อ่านเห็นภาพได้ง่ายขึ้น

 

ข้อมูลจาก: 

karolakarlson

wordstream

madgicx

Learning More

ทำความรู้จักกับ “ Clubhouse ”แอปโซเชียลแชทที่ใคร ๆ ก็พูดถึงตอนนี้
จับตา 5 เทรนด์การทำ Email Marketing ในปี 2021