Click Through Rate หรือ CTR ตัวชี้วัดที่จะบอกว่าคอนเทนต์ของคุณน่าคลิกหรือไม่

CTR คืออะไร


คอนเทนต์ของเรามีความน่าสนใจหรือไม่ ? 

หัวข้อที่เราเขียนไปตอบโจทย์จริง ๆ หรือเปล่า ? 

สำหรับใครที่ทำการตลาดทั้งผ่านโฆษณา และผ่าน การเขียนคอนเทนต์ คำถามเหล่านี้คงเป็นคำถามยอดฮิต ที่หลาย ๆ คนน่าจะยังสงสัยในเรื่องความน่าสนใจว่าเราจะใช้อะไรเป็นตัวชี้วัด ซึ่งวันนี้เราจะมาแนะนำตัวชี้วัดที่เรียกว่า “Click Through Rate หรือ CTR” หรือที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า “อัตราการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น”

Click Through  Rate หรือ CTR คืออะไร ? 


Click Through  Rate (CTR) หรือ อัตราการคลิกต่อจำนวนการมองเห็น คือ ตัวชี้วัดที่ใช้ในการดูอัตราการคลิกโฆษณา หรือ เว็บไซต์ ต่อจำนวนการเห็นของผู้ใช้งานทั่วไปในอินเทอร์เน็ต  ซึ่งค่า Click Through Rate (CTR) ยิ่งสูงยิ่งแปลว่าคอนเทนต์ หรือ
โฆษณาของเรามีความน่าสนใจ เมื่อถูกเห็นแล้วผู้ใช้มีความรู้สึกอยากคลิกเข้ามาดูรายละเอียด โดย ค่า Click Through Rate (CTR) จะถูกคำนวณด้วยสูตรด้านล่าง

ูสูตรคำรวณค่า Click Through Rate (CTR)
สูตรคำนวณค่า Click Through Rate หรือ CTR


ตัวอย่างเช่น หากเราทำการปล่อยคอนเทนต์ตัวหนึ่งออกไปเพื่อผลลัพธ์ทางด้าน
SEO หรือ Search Optimization แล้วคอนเทนต์นั้นถูกแสดงผล (ในหน้า Search Engine) ไปทั้งสิ้น 200 ครั้ง แล้วมีการคลิกทั้งหมด 10 ครั้งแปลว่าค่า Click Through Rate (CTR) ของคอนเทนต์นั้นเท่ากับ (10/200) X 100 = 5% นั่นเอง

ทำไมเราต้องใส่ใจ ค่า Click Through Rate (CTR) 


อย่างที่ได้กล่าวไปด้านบน เนื่องจากเราทุกคนล้วนที่จะต้องจ่ายต้นทุนไม่ว่าจะเป็นด้านเงินหรือเวลาในการผลิตชิ้นงานโฆษณา หรือ คอนเทนต์ โดยเฉพาะกับ
โฆษณาที่เราจำเป็นจะต้องจ่ายเงินเพื่อให้ถูกกระจายออกไปในวงกว้าง ซึ่งหลาย ๆ คนก็อาจจะอยากรู้บ้างว่าที่ทำไปคุ้มค่าหรือไม่ ? 

ดังนั้นค่า Click Through Rate (CTR) จะช่วยให้เรารู้ว่าโฆษณาหรือบทความที่เราลงแรงไป มีความน่าสนใจหรือเปล่า มีคนคลิกมากแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถนำมาปรับปรุง หรือ พัฒนาได้ในทันที เพื่อการ การเขียนคอนเทนต์ หรือ การทำโฆษณา ที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งความจริงก็ไม่ใช่แค่นั้นเพราะค่า Click Through Rate (CTR) ก็สามารถใช้วัดผลลัพธ์ของอื่น ๆ ได้อีกเยอะ ไม่ว่าจะเป็นอัตราการคลิกดูอีเมลเพื่อการตลาด หรือ อัตราการคลิก Call to Action ที่เราทำการใส่ไว้ใน Landing Page 

นอกจากนั้นค่า Click Through Rate (CTR) ยังสามารถใช้ในการวิเคราะห์กลุ่มเป้าหมายของเราได้อีกด้วย เช่น หากเราทำการโฆษณา แล้วพบว่ามีค่า Click Through Rate (CTR) เกิดขึ้นน้อย เราอาจตีความได้ว่า ถ้าไม่ใช่เพราะความน่าสนใจของโฆษณาก็เป็นไปได้ว่าเป้าหมายที่เราตั้งอาจไม่ใช่ลูกค้าของเรา

เห็นอย่างงี้แล้วคงไม่ต้องบอกก็รู้ว่าค่า Click Through Rate (CTR)  มีความสำคัญไม่แพ้ตัวชี้วัดตัวอื่น ๆ โดยถัดไป เราจะมาดูวิธีการใช้ค่า Click Through Rate (CTR) วิเคราะห์สำหรับการทำการตลาดแต่ละประเภทกัน 

การวิเคราะห์ค่า Click Through Rate (CTR) สำหรับการโฆษณา


สำหรับการวิเคราะห์ค่า Click Through Rate (CTR)
เพื่อวางแผนในการทำโฆษณา เราสามารถแบ่งวิธีการดู และ การวิเคราะห์ได้ตามช่องทางการโฆษณาที่ได้รับความนิยม 2 ช่องทางอย่าง Facebook Ads และ Google Ads 

สำหรับค่า Click Through Rate (CTR) ในการโฆษณา Facebook Ads เราสามารถเข้าไปดูได้ที่เครื่องมือที่เรียกว่า Facebook Ads Manager เพื่อดูว่าโฆษณาแต่ละตัวของเรามีอัตราการคลิกดูเท่าไหร่ เพื่อใช้วิเคราะห์ว่าโฆษณาเรามีความน่าสนใจ หรือ หรือเราตั้งเป้าหมายได้อย่างแม่นยำหรือยัง ? 

ในส่วนของการโฆษณาผ่าน Google Ads  ส่วนใหญ่ค่า Click Through Rate (CTR) มักจะมีความสำคัญมาก ๆ กับการโฆษณาประเภท Pay Per Click หรือ PPC ที่เราจะต้องเสียค่าใช้จ่ายก็ต่อเมื่อมีการคลิกที่ตัวโฆษณาเท่านั้น  เพราะค่า Click Through Rate (CTR) นั้นสามารถส่งผลต่อ “Quality Score” ของโฆษณาตัวนั้น ๆ ได้ ซึ่งเป็นค่าที่ Google ใช้ในการเลือกโฆษณาและจัดอันดับในการแสดงผล 

อย่างไรก็ตามสำหรับค่า Click Through Rate (CTR) ในการโฆษณาก็มีข้อที่เราควรระวังโดยเฉพาะกับประเภท Pay Per Click หรือ PPC

การวิเคราะห์ค่า Click Through Rate (CTR) เพื่อ Email Marketing


ในการทำ
การตลาดผ่านอีเมล ค่า Click Through Rate (CTR) ถือเป็นค่าที่มีความสำคัญมาก เพราะการตลาดผ่านอีเมลจะได้ผลต้องเริ่มจากการที่มีคนเปิด หรือ คลิกดูนั่นเอง โดยจากข้อมูลของ Ascend2 ระบุว่าผู้เชี่ยวชาญด้าน Email Marketing ถึง 53% เห็นด้วยว่าการเพิ่มค่า Click Through Rate (CTR) เป็นสิ่งที่ท้าทายมากที่สุด

โดยการคิดค่า Click Through Rate (CTR) สำหรับ Email Marketing จะอิงตามจำนวนของอีเมลที่เราได้ส่งออกไป โดยมีสูตรดังนี้

การคำนวณค่า Click Through Rate หรือ CTR ของ Email
การคำนวณค่า Click Through Rate หรือ CTR ของ Email


การวิเคราะห์ค่า Click Through Rate (CTR) สำหรับ SEO


ณ ปัจจุบันคงไม่มีใครไม่รู้ว่า
SEO หรือ Search Engine Optimization มีความสำคัญกับการทำคอนเทนต์ประเภทบทความขนาดไหน เพราะหาก SEO ของเราไม่ดีก็อาจจะทำให้เว็บไซต์ หรือ บทความนั้น ๆ ถูกกลืนหายไปใน Search Engine ซึ่งมีบทความหัวข้อคล้ายกันอยู่เป็นพัน ๆ บทความ และสิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญมากสำหรับการทำ SEO นั่นก็คือจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์หรือบทความนั้น ๆ ซึ่งทำให้ค่า Click Through Rate (CTR) มีความสำคัญขึ้นมานั่นเอง

ตัวอย่างหน้าตา Google Search Console
ตัวอย่างหน้าตา Google Search Console

ที่มา Google

โดยค่า Click Through Rate (CTR) นี้เราสามารถดูได้จากเครื่องมือที่ชื่อว่า “Google Search Console” ซึ่งเปิดโอกาสให้เราสามารถวิเคราะห์คีย์เวิร์ด และ เว็บไซต์ของเราได้ว่ามีจำนวนการถูกเห็นเท่าไหร่ มีจำนวนการค้นหามากแค่ไหน และที่สำคัญมีอัตราการคลิกเยอะหรือเปล่า ? 

สำหรับคอนเทนต์ประเภทบทความยิ่งมีค่า Click Through Rate (CTR) ที่สูงยิ่งแปลว่าเราสามารถเลือกหัวข้อออกมาได้อย่างน่าสนใจ ที่ทำให้ผู้ใช้ Google ในการค้นหาตามคีย์เวิร์ดนั้น ๆ เห็นหัวข้อแล้วอยากคลิก และถ้าหากคอนเทนต์ไหนที่มีค่า Click Through Rate (CTR) ต่ำก็แปลว่าคอนเทนต์นั้นอาจจะเขียนหัวข้อออกมาได้ไม่น่าสนใจ หรือ อาจจะบรรยายผ่าน Meta Description ได้ไม่ชัดเจน ไม่ดึงดูดพอ

📌อย่างไรก็ตามการดูค่า Click Through Rate (CTR) และ การใช้งาน Google Search Console เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ซึ่งการทำคอนเทนต์ก็มีอีกหลาย “Data หรือ ข้อมูล” ที่สำคัญที่เราต้องนำมาประกอบการตัดสินใจ โดยเฉพาะกับการทำคอนเทนต์ที่ให้ความสำคัญกับ Search Optimization หรือ SEO 

📌ในวันนี้เราจึงมีหลักสูตรใหม่ที่ชื่อว่า “Data-Driven Content Startegy” ซึ่งเป็นหลักสูตรที่จะสอนให้คุณสามารถใช้เครื่องมือต่าง ๆ และ “Data” ที่ไม่ได้มีแค่ CTR ในการสร้างคอนเทนต์ให้ตอบโจทย์ลูกค้า และ เป้าหมายธุรกิจ รวมทั้งการวางกลยุทธ์เพื่อพิชิตอันดับต้น ๆ บน Search Engine อย่าง Google สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม คลิก

Learning More

เขียนคอนเทนต์ติดอันดับ ด้วยเทคนิคการใช้ Keyword Planner
คู่มือ “Ubersuggest” เครื่องมือฟรี! ที่จะช่วยดัน SEO