5 สิ่งที่ควรทำสำหรับการเขียน Copywriting  ให้โดนใจผู้อ่าน

5 สิ่งที่ควรทำสำหรับการเขียน Copywriting ให้โดนใจผู้อ่าน

Copywriting  จากร้านค้า A

“ 3 ข้อควรระวัง ในการเลือกจองโรงแรมสำหรับมือใหม่ ”

ในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์แบบนี้ หลายท่านอาจจะกำลังมองหาโรงแรมสำหรับการพักผ่อน และใช้เวลาในวันหยุดกับคนที่เรารักกันอยู่ใช่ไหมคะ วันนี้ Traveltime เว็บไซต์จองที่พักของโรงแรมชั้นนำทั่วโลก ขอนำเสนอ 3 ข้อที่ควรระวังในการเลือกจองโรงแรมผ่านออนไลน์สำหรับนักท่องเที่ยวมือใหม่ มาฝากกันค่ะ

1 ตรวจสอบเงื่อนไขในการจองห้องพัก โดยควรเลือกเว็ปไซต์ที่มีการระบุเงื่อนไขในการจองอย่างชัดเจน

2 ดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้าพักก่อนทำการจอง 

3 เลือกเว็ปไซต์เอเจ้นที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ ได้รับการรับรองจากภาครัฐ

สำหรับผู้ที่กำลังมองหาโรงแรมในช่วงวันหยุดนี้สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: www.traveltime.co หรือแอดไลน์ @Traveltime เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติม

 

Copywriting  จากร้านค้า B

“ แนะนำขั้นตอนในการเลือกจองโรงแรมจาก Traveltime” 

สำหรับผู้อ่านที่กำลังมองหาโรงแรม Traveltime ได้รวบรวมข้อแนะนำที่สำคัญมาให้ดังนี้

1 ตรวจสอบเงื่อนไขในการจองห้องพัก โดยควรเลือกเว็ปไซต์ที่มีการระบุเงื่อนไขในการจองอย่างชัดเจน

2 ดูรีวิวจากผู้ที่เคยเข้าพักก่อนทำการจอง 

3 เลือกเว็ปไซต์เอเจ้นที่มีความน่าเชื่อถือ หรือ ได้รับการรับรองจากภาครัฐ

ผู้ที่สนใจสามารถเลือกจองโรงแรมได้ที่ Traveltime ค่ะ

 

เป็นยังไงกันบ้างค่ะ สำหรับตัวอย่างของ Copywriting ทั้ง 2 ตัวอย่างที่ได้นำมาฝากกันในวันนี้ แม้ว่าทั้ง 2 ตัวอย่างต้องการนำเสนอเนื้อหาที่เหมือนกัน แต่กลับให้ความรู้สึกแก่ผู้อ่านที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอาจจะนำไปสู่การปิดการขายที่ต่างกันไปด้วยเช่นเดียวกันค่ะ เป็นเพราะเหตุผลดังต่อไปนี้

  • การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายในการสื่อสาร
  • การเลือกใช้ภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย
  • ความน่าดึงดูดของ Headline
  • และการใช้ Call to Action

 

ดังนั้นเรามาดูสิ่งที่ผู้เขียนทุกท่านควรทำในการเขียน Copywriting ของแบรนด์กันค่ะ

 

1. ทำ Customer personas

 

หัวใจที่สำคัญที่สุดของการเขียน Copywriting คือ การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย เนื่องจากการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่มที่มีความชอบ ความสนใจ และ ประสบการณ์ที่แตกต่างกันต้องอาศัยการสื่อสารที่แตกต่างกันออกไปด้วย เทคนิคนี้จึงเป็นเทคนิคสำคัญที่หลายคนมักมองข้ามเพราะมัวแต่ไปให้ความสำคัญกับสิ่งที่ต้องการขายแต่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้ามาอ่าน Copywriting ของเราค่ะ

customer persona คืออะไร

การทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายสามารถทำได้โดยการกำหนด Customer personas หรือ การกำหนดลักษณะของกลุ่มเป้าหมายที่ผ่านการวิเคราะห์จากข้อมูลโดยทั่วไปเช่น เพศ ลักษณะนิสัย งานที่ทำ เงินเดือนที่ได้รับ พฤติกรรมการใช้ชีวิต บุคคลที่ติดตามหรือชื่นชอบ เป็นต้น ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นหนึ่งจุดสำคัญที่ทำให้ทราบว่า ลูกค้าที่จะเข้ามาใช้บริการของคุณเป็นคนลักษณะยังไง

ตัวอย่างการทำ Customer personas

customer persona templete

โดย STEPS Academy ได้จัดทำแนวทางในการทำ Customer Personas เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายให้ชัดเจนและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดยมีรายละเอียดดังนี้

  • ข้อมูลเชิง Demographic หรือ ข้อมูลโดยทั่วไปเช่น ชื่อ อายุ ที่อยู่อาศัย สถานะ
  • Education หรือ การศึกษา
  • Occupation หรือ ตำแหน่งงานที่ทำอยู่
  • Goal หรือ เป้าหมายในอนาคต
  • Problem หรือ ปัญหาหรือประสบการณ์ที่ไม่ดีที่เคยมี
  • Pain หรือ ปัญหาเรื้อรังที่ต้องการแก้ไข
  • Wish หรือ ความคาดหวังที่ต้องการ
  • Interest หรือ ความสนใจ
  • Top 5 Application
  • Top 5 Fanpage
  • Top 5 Influencer

 

ตัวอย่างการนำ Customer personas ได้ที่มาต่อยอดในการเขียน Copywriting

 

หลังจากที่ทุกท่านได้ทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายกันแล้ว ต่อไปอาจจะยังไม่ทราบว่าจะสามารถนำข้อมูลต่างๆ มาประยุกตร์ใช้ในการเขียน Copywriting ได้อย่างไรบ้างนะคะ ผู้เขียนจึงได้นำข้อมูลบางส่วนในการทำ Customer personas มายกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้นกันค่ะ

 

Goal : คุณนิชาต้องการเปลี่ยนสายงานจาก Offline Marketing มาสู่ Digital Marketing เนื่องจากมีความต้องการของตลาดเพิ่มสูงมากยิ่งขึ้น

Problem : ยังไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นศึกษาอย่างไรบ้างจึงยังไม่ทราบว่าคอร์สเรียนแบบไหนที่จะเหมาะกับตนเอง

ตัวอย่าง Introduction ของ Copywriting : 

คอร์สเรียน Digital Marketing Strategy เข้าใจ Digital Marketing ‘รอบด้าน’ เพื่อการวางกลยุทธ์ที่ ‘ครบถ้วน’ ที่จะเปลี่ยนคุณนักการตลาดออนไลน์ ‘เต็มตัว’ จาก STEPS Academy

 

จะเห็นได้ว่าตัวอย่างของ Copywriting มีคีย์เวิร์ดสำคัญคือ “เปลี่ยนคุณนักการตลาดออนไลน์เต็มตัว” เพื่อให้สอดคล้องกับ Customer Personas ที่ต้องการเข้ามาสู่สายงานของ Digital Marketing

 

2. เลือกใช้ Headline ที่น่าดึงดูด

 

“โดยเฉลี่ยแล้ว 8 ใน 10 คน จะอ่าน Headline แต่มีเพียง 2 ใน 10 คนเท่านั้นที่จะอ่านส่วนที่เหลือ” 

สิ่งแรกที่ผู้อ่านจะสามารถเห็น และเกิดความประทับใจได้จากการ Copywriting ของเราคือ Headline หรือ หัวข้อ ซึ่งเป็นส่วนที่นักการตลาดควรให้ความสำคัญเพื่อใช้ในการสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมาย โดยเทคนิคในการเขียน Headline ให้น่าดึงดูดมีดังต่อไปนี้

  • คิด Headline หลังจากที่เขียนบทความเสร็จแล้วเพื่อดึงหัวข้อย่อยๆ หรือเนื้อหาที่น่าสนใจในบทความขึ้นมาเป็น Headline วิธีนี้จะทำให้คุณสามารถคิด Headline ให้สอดคล้องและน่าดึงดูดมากยิ่งขึ้น
  • บอกประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับบนจากกการอ่านบทความใน Headline 
  • ใช้ Headline ให้เรียบง่ายและตรงไปตรงมาให้สามารถเข้าใจได้ง่าย
  • ใช้ข้อความ หรือ คำขยาย ที่สามารถกระตุ้นอารมณ์หรือความรู้สึก เพื่อเพิ่มความน่าดึงดูดและความน่าสนใจ
  • ใช้เทคนิคการเขียน Headline แบบ How to หรือ วิธีการ
  • ใช้เทคนิค Listing หรือ การบอกจำนวนหัวข้อที่ผู้อ่านจะได้รับ

สำหรับเทคนิคในการเขียน Headline ที่น่าในสามารถอ่านบทความเพิ่มเติมได้ที่ : 3 เทคนิคการเขียน Headline ง่ายๆที่ทำให้คนอ่านอยากคลิกหัวข้อของคุณ

 

3. เลือกใช้ระดับภาษาที่เหมาะสมกับกลุ่มลูกค้า

 

ข้อสำคัญของการสื่อสารคือการคำนึงถึงผู้รับฟังสารของเรา ซึ่งหลายคนอาจจะลืมคำนึงถึงข้อสำคัญตรงนี้ไปค่ะ ดังนั้นหลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจกับกลุ่มเป้าหมายของเราแล้ว ข้อสำคัญอีกอย่างคือการเลือกใช้ภาษาให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายของเรา 

เนื่องจากระดับภาษาที่เราเลือกใช้จะส่งผลต่อการสื่อสารคอนเทนต์ของเราไปยังกลุ่มเป้าหมายดังต่อไปนี้

  • ความน่าเชื่อถือ ซึ่งนำไปสู่ความจูงใจให้เกิด Conversion หรือการซื้อบริการสินค้า
  • ความสัมพันธ์ระหว่างลูกค้าต่อแบรนด์ หากเราเลือกใช้ระดับภาษาที่มีความเป็นกันเองจะทำให้รู้สึกว่าแบรนด์มีความเข้าถึงได้ง่าย
  • ความเข้าใจในการสื่อสารที่แบรนด์ต้องการให้กลุ่มเป้าหมายรับรู้

 

4. สร้างความน่าเชื่อถือ

ความน่าเชื่อถือของคอนเทนต์

ในการเขียน Copywriting มีจุดประสงค์ที่นำไปสู่การเกิด Conversion ทำให้อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญคือ การสร้างความน่าเชื่อถือ ดังนั้นคอนเทนต์ของเราจึงควรมีข้อรองรับสำหรับสิ่งที่เรากำลังนำเสนอ แม้ว่าผู้อ่านยังไม่ได้ตัดสินใจซื้อสินค้าในขณะนั้นแต่ยังถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ผู้อ่านมีปฎิสัมพันธ์กับแบรนด์ของเราได้

โดยเราสามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้โดยการอ้างอิงข้อมูลดังต่อไปนี้

  • ข้อมูลทางสถิติที่มีงานวิจัยรองรับ 
  • กรณีศึกษาที่ประสบความสำเร็จ
  • จำนวนปีที่ก่อตั้งของแบรนด์
  • ข้อมูลที่แบรนด์ได้เก็บเอาไว้เอง
  • ข้อคิดเห็นจากลูกค้า
  • รางวัลที่แบรนด์ได้รับ
  • การจัดอันดับจากหน่วยงาน
  • ผลสำรวจที่น่าสนใจ

 

ในการนำข้อมูลมาอ้างอิงในงานของเราจะทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น โดยผู้เขียนอาจจะนำข้อมูลอ้างอิงมาใส่เพิ่มเติมเพื่อให้เห็นถึงความสำคัญของการซื้อหรือการใช้บริการในแบรนด์ของเรา

 

5 จบด้วยการใส่ Call to action

 

call to action example

ในส่วนสุดท้ายของการเขียน Copywriting คือ การใส่ Call to action หรือ การนำให้ผู้อ่านดำเนินการบางสิ่งบางอย่างตามจุดประสงค์ของการเขียนนั้นๆ หากต้องการเขียน Copy เพื่อการขายโดยการอธิบายถึงประโยชน์ของสินค้าหรือบริการที่น่าสนใจ แต่ในตอนจบไม่ได้มีการกล่าวถึงช่องทางการซื้อสินค้า หรือการใส่ลิงก์บนเว็บไซต์ไปยังหน้าสินค้า อาจทำให้แบรนด์เสียโอกาศในการปิดการขายสินค้าได้

ดังนั้นในส่วนท้ายของ Copywriting จึงจำเป็นต้องใส่ Call to action หรือ CTA โดยมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงดังต่อไปนี้

  • ใส่ Call to action หรือ CTA ที่สอดคล้องไปกับ Stage of buying cycle ของกลุ่มเป้าหมาย
  • ตรวจสอบว่ามีการใส่ Call to action หรือ CTA ที่ถูกต้อง เช่น ลิงก์ไปยังหน้า Sale page ที่ถูกต้อง, ลิงก์สามารถใช้งานได้, ข้อมูลการติดต่อมีความถูกต้อง
  • หาก Call to action หรือ CTA อยู่บนรูปภาพควรตรวจสอบให้แน่ใจว่าสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน

สรุป

ข้อแนะนำในการเขียน Copywriting มีดังต่อไปนี้

  1. ทำ Customer persona เพื่อทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น
  2. เลือกใช้ Headline ที่น่าดึงดูดผู้อ่าน
  3. เลือกใช้ระดับภาษาให้เหมาะสมสำหรับกลุ่มลูกค้าที่ต้องการทำการสื่อสารออกไป
  4. สร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้อ่าน
  5. ใส่ Call to action เพื่อให้ผู้อ่านดำเนินการบางอย่างต่อไป

 

ที่มา

copyblogger.com

www.wordstream.com

 

Learning More

Interesting Topics

เทรนด์สีแห่งปี 2022 จาก Shutterstock