4 เทคนิคช่วยกระตุ้นยอดขายผ่าน Instagram

4 เทคนิคช่วยกระตุ้นยอดขายผ่าน Instagram

Instagram เป็นหนึ่งในแอปพลิเคชันที่มีผู้ใช้งานมากเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก เพราะจากข้อมูลของ Oberlo ระบุว่าในปี 2022 มีผู้ใช้งาน Instagram รวมกว่า 1.3 พันล้านคน และมีธุรกิจกว่า 200 ล้านแห่งที่เข้ามาทำการตลาดในแพลตฟอร์มนี้ 

เรียกได้ว่าถ้าใครอยากทำการตลาดใน Instagram คงเจอคู่แข่งไม่น้อยเลย ในวันนี้ทาง STEPS Academy เลยขอนำเสนอเทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จะช่วยให้การทำคอนเทนต์และทำการตลาดใน Instagram เป็นเรื่องง่ายดายขึ้น 

โดยเทคนิคที่เราจะนำเสนอในวันนี้มีทั้งหมด 4 อย่างค่ะ

1.เทคนิคการโพสต์ภาพใน Instagram

2.เทคนิคการเขียนแคปชันใน Instagram

3.เทคนิคการทำ Instagram Reels 

4.เทคนิคการลง Story IG

หากลองนำเทคนิคเหล่านี้ไปปรับใช้ เราเชื่อว่าคอนเทนต์ของคุณจะน่าสนใจ และดึงดูดกลุ่มเป้าหมายได้มากขึ้นแน่นอนค่ะ

เทคนิคการโพสต์ภาพใน Instagram

เนื่องจาก Instagram เป็นแอปพลิเคชันที่เน้นให้คนลงรูปภาพ ในแต่ละวันจึงมีรูปภาพใหม่ ๆ ถูกอัปโหลดขึ้นไปเป็นจำนวนมาก ดังนั้น ถ้าอยากให้รูปสินค้าบริการของเราโดดเด่นและไม่กลืนไปกับรูปของคนอื่น ๆ ในวันนี้ STEPS Academy มี 3 แนวทางหลักในการลงรูป พร้อมทริคอีกเล็ก ๆ น้อย ๆ มานำเสนอค่ะ

1. Instagram Guides : ลองใช้ฟีเจอร์ Blog ใน Instagram

คนไทยอาจจะยังไม่ค่อยได้ใช้ Instagram Guides เท่าไร ทั้งที่จริง ๆ แล้ว Instagram Guides เป็นอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ใช้โปรโมทสินค้าได้อย่างน่าสนใจค่ะ 

สำหรับใครที่ยังไม่รู้ว่าฟีเจอร์นี้คืออะไร Instagram Guides จะคล้าย Blog ขนาดย่อม โดยเราสามารถกำหนดหัวข้อของคอนเทนต์ภาพได้ ตัวอย่างเช่น 

  • ถ้าเป็นแบรนด์เสื้อผ้า เราอาจจะทำ Instagram Guides โดยตั้งหัวข้อเป็น “เสื้อผ้าสำหรับใส่ไปทานอาหารในเดตแรก”
  • ถ้าเป็นแบรนด์ขายขนม เราอาจจะตั้งหัวข้อว่า “รวมขนมน่าซื้อให้แม่สำหรับวันแม่” 
  • ถ้าเป็นร้านอาหาร ลองตั้งหัวข้อว่า “รวมเมนูซีฟู้ดน่าทานของร้าน” เป็นต้นค่ะ
ไอเดียการลงคอนเทนต์ด้วย instagram guides
รูปจาก fairytalemindy

ตัวอย่างของภาพด้านบนคืออินฟลูเอนเซอร์ที่มาแนะนำสถานที่ดื่มค็อกเทลดี ๆ ในดิสนีย์แลนด์รีสอร์ท ผ่านฟีเจอร์ Instagram Guides ค่ะ

ตำแหน่งของ instagram guides
รูปจาก latermedia

โดยตำแหน่งของ Instagram Guides จะอยู่ในแถบเดียวกับวิดีโอ Reels และรูปที่มีคน Tag มาค่ะ

2. Instagram Shop : ฟีเจอร์ที่ช่วยให้ซื้อขายสินค้าได้สะดวกขึ้น

ถ้าสร้าง Instagram Shop สำหรับร้านตัวเอง ลูกค้าจะเห็นภาพรวมสินค้าของร้านเราได้ง่ายและสะดวกขึ้น เพราะ Instagram Shop จะโปรโมทสินค้าในรูปแบบแค็ตตาล็อก 

โดยเราสามารถลงรูปสินค้า ใส่รายละเอียดและราคา ทำให้ลูกค้าไม่ต้องเสียเวลาเลื่อนฟีดหาเหมือนเมื่อก่อน เพราะโดยปกติแล้วแบรนด์ส่วนใหญ่มักลงภาพสินค้าหลาย ๆ อย่างสลับกัน ทำให้ไม่เป็นระบบ และไม่ง่ายต่อการหาเท่าไรนัก

การใช้ instagram shop ของร้านค้า
รูปจาก hanahanabeauty

ซึ่งนอกจากทางร้านจะลงรูปภาพด้วยตัวเองแล้ว เมื่อเราส่งสินค้าให้อินฟลูเอนเซอร์รีวิว ทางอินฟลูเอนเซอร์ยังสามารถแท็กสินค้านั้นเพื่อลิงก์ไปที่รายละเอียดต่าง ๆ ของสินค้าได้เลย 

ในทางกลับกัน ถ้าเป็นสมัยที่ยังไม่มี Instagram Shop อินฟลูเอนเซอร์จะทำได้แค่การแท็กชื่อร้านค้าเท่านั้น ทำให้ผู้ที่สนใจต้องเสียเวลาเลื่อนหาภาพสินค้านั้นด้วยตัวเอง แต่ลองนึกดูว่าถ้าเลื่อนแล้วหาไม่เจอ พวกเขาอาจจะเสียอารมณ์จนเปลี่ยนใจไม่อยากซื้อ เลยถือว่าฟีเจอร์นี้เข้ามาช่วยแก้ไข Pain Point ได้ดีเลยค่ะ

การใช้ instagram shop กับ influencer
รูปจาก camilacoelho

3. User Generated Content (UGC) : รีโพสต์รีวิวจากลูกค้า

ผลการศึกษาของ Business Wire ระบุว่าคนกว่า 85% จะตัดสินใจซื้อจากการดู User Generated Content (UGC) หรือคอนเทนต์ที่ผู้ใช้จริงรีวิวสินค้านั้น ๆ 

เมื่อรู้อย่างนี้แล้วให้เราขยันโพสต์ภาพ User Generated Content ตัวอย่างเช่น 

  • รูป แชท ที่ลูกค้าทักมาชมสินค้าบริการ 
  • รูปที่ลูกค้า ลองใช้สินค้า แล้วแท็กทางร้าน 
  • รูปจาก Story ที่ลูกค้าลงว่าสินค้าดี เพื่อบอกต่อเพื่อน

ยิ่งธุรกิจไหนยังมีผู้ติดตามน้อย ยิ่งควรโพสต์ User Generated Content บ่อย ๆ และอย่าลืมเก็บรีวิวเหล่านี้ไว้ใน Highlight เพื่อให้คนเข้ามาดูรีวิวได้ง่าย ๆ ค่ะ

ไอเดียการลง user generated content
รูปจาก Starbucks

ตัวอย่างของภาพด้านบนคือทางแบรนด์ Starbucks รีโพสต์รูปจากลูกค้าที่ซื้อเครื่องดื่มสตาร์บัคส์มาทานกับเพื่อนค่ะ

นอกจากนี้ เรายังมีไอเดียเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการทำคอนเทนต์ภาพมานำเสนอค่ะ

  • หารูปเก่า ๆ เพื่อเล่าความเป็นมาของแบรนด์ 

เพื่อให้ลูกค้ารู้จักและรู้สึกผูกพันกับแบรนด์มากขึ้น เช่น ถ้าเราเป็นแบรนด์เครื่องสำอางที่เปิดตัวมากว่าห้าปีแล้ว เราก็อาจจะลงรูปให้ผู้ติดตามหน้าใหม่เห็นว่าสินค้าตัวแรกของแบรนด์คืออะไร และเราพัฒนาใส่ใจอย่างต่อเนื่องมาอย่างไรบ้างค่ะ

  • โพสต์รูปที่กระตุ้นอารมณ์ขันและร้อยยิ้ม

เพื่อกระตุ้นให้ผู้ติดตามอยากแชร์ภาพนั้นออกไปให้คนอื่นได้ยิ้มหรือหัวเราะตามไปด้วย เช่น ถ้าเราเป็นแบรนด์ที่ขายอาหารสุนัข เราอาจจะลงภาพสุนัขทำหน้าตาขี้เล่น เพื่อเรียกร้อยยิ้มสำหรับผู้ติดตามที่ชื่นชอบสุนัขเหมือนกันค่ะ

ไอเดียการลงคอนเทนต์ภาพใน Instagram
รูปจาก Pedigree
  • ลงรูป Quote สร้างแรงบันดาลใจ

ไม่ว่าจะขายสินค้าหรือบริการอะไร เราสามารถหาโควทสร้างแรงบันดาลใจเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการนั้น ๆ มาโพสต์ได้ เช่น ถ้าขายวิตามินที่ช่วยให้นอนหลับดีขึ้น เราอาจจะลงภาพโควทที่ชี้ให้เห็นว่าการนอนหลับอย่างมีคุณภาพส่งผลดีต่อการใช้ชีวิตมากแค่ไหน

  • ใช้รูปที่แบรนด์มีส่วนร่วมช่วยเหลือสังคม 

งานวิจัยจาก Cone Communications & Echo Research เผยว่า 87% ของผู้บริโภคมักตัดสินใจซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่รับผิดชอบต่อสังคม และ 91% ของลูกค้ามีแนวโน้มเปลี่ยนใจจากแบรนด์เดิมมาซื้อสินค้าจากแบรนด์ที่สร้างประโยชน์เพื่อชุมชนอีกด้วย ถือเป็นการช่วยเสริมให้กลุ่มเป้าหมายมีความรู้สึกที่ดีกับแบรนด์เราค่ะ

  • ทำโปรโมชันสำหรับผู้ติดตามใน Instagram เท่านั้น 

ลูกค้าทั่วไปย่อมชื่นชอบโปรโมชันอยู่แล้วใช่มั้ยล่ะคะ ดังนั้น ถ้าทางแบรนด์ของเราอยากดึงดูดให้มีคนมาติดตามช่องทาง Instagram มากขึ้น เราก็อาจใช้การตลาดโดยโพสต์รูปภาพพร้อมแจกโค้ดโปรโมชันสุดพิเศษใน Instagram เท่านั้น ลูกค้าที่ติดตามเราในช่องทางอื่นอยู่แล้วจะได้เข้ามาติดตามใน Instagram ด้วยค่ะ

เทคนิคการเขียนแคปชันใน Instagram

เคยเป็นกันไหมคะที่ไม่รู้จะเขียนแคปชันอย่างไรให้เข้าถึงใจลูกค้า วันนี้เราจะมาบอกเคล็ดลับกัน เพราะแคปชันที่ดีจะช่วยกระตุ้นยอดขายได้ไม่แพ้รูปภาพหรือวิดีโอสวย ๆ เลย แต่ก่อนจะเข้าสู่วิธีการมาทำความเข้าใจพื้นฐานของการตั้งแคปชันกันก่อนว่า

  • โดยทั่วไปผู้ใช้ Instagram ส่วนใหญ่มักเลื่อนฟีดอย่างรวดเร็ว เราจึงควร เขียนแคปชันให้กระชับหรือชวนสงสัย ด้วยคำถามหรือคีย์เวิร์ดน่าสนใจ เพื่อกระตุ้นให้คนอยากคลิกอ่านข้อมูลต่อ เพราะโดยทั่วไปแคปชันจะแสดงเพียง 3 บรรทัดแรก และผู้ใช้งานต้องแตะอ่านส่วนที่เหลือเพิ่มเติม ซึ่ง Instagram แนะนำให้เขียนแคปชันไม่เกิน 125 ตัวอักษรค่ะ
  • อย่าลืมใส่ Call to Action (CTA) เพื่อโน้มน้าวให้กลุ่มเป้าหมายเกิดการกระทำบางอย่าง เช่น ทักเข้ามาสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมผ่าน Inbox ทักมาสั่งจองหรือสั่งซื้อ แท็กชวนเพื่อนมารับส่วนลด คอมเมนต์เพื่อลุ้นรับเวาเชอร์จากทางร้าน หรือบางครั้งเราอาจจะวางกลยุทธ์ให้ผู้ติดตามทักมาขอโค้ดส่วนลดผ่าน Direct Message ก็ได้นะคะ เพราะเมื่อได้แชทกันแล้วก็มีโอกาสว่าครั้งต่อไปผู้ติดตามเหล่านั้นจะเห็นโพสต์ของแบรนด์เรามากขึ้นค่ะ

พอรู้หลักการคร่าว ๆ แล้วลองมาดูกันค่ะว่า 3 เทคนิคที่เกริ่นไปในข้างต้นนั้นมีอะไรบ้าง 

1. Brand Voice : ออกแบบสไตล์การเขียนแคปชันที่เป็นเอกลักษณ์

เราจะออกแบบสไตล์การเขียนแคปชันที่เป็นเอกลักษณ์ได้ก็ต่อเมื่อรู้ว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นใคร ด้วยการทำ Customer Persona เกี่ยวกับพฤติกรรม ความชอบ ความสนใจ ความคิด ทัศนคติ และความต้องการของลูกค้า เพื่อที่เราจะได้เขียนแคปชันโน้มน้าวใจอย่างตรงจริตของผู้ติดตาม อย่างถ้ากลุ่มเป้าหมายเป็นวัยรุ่น เราก็อาจจะใช้แคปชันที่มีคำฮิตติดกระแสเป็นช่วง ๆ ค่ะ

ย้อนกลับมาที่ Brand Voice ซึ่งเราพูดถึงในตอนแรก Brand Voice คือแนวทางการสื่อสารของแบรนด์ซึ่งสะท้อนผ่านรูปแบบการบรรยายต่าง ๆ อย่างถ้าแบรนด์เราต้องการความน่าเชื่อถือก็ควรใช้ภาษาในแคปชันแบบทางการหรือกึ่งทางการ แต่ถ้าอยากให้คนทั่วไปรู้สึกว่าแบรนด์ของเราเข้าถึงง่าย เราก็อาจจะใช้ภาษากันเอง 

เทคนิคการเขียนแคปชันใน Instagram
รูปจาก Disneyland

อย่างตัวอย่างด้านบนนี้คือแคปชันของทาง Disneyland ซึ่งคุมตีมเวทมนตร์และความมหัศจรรย์ โดยในแคปชันแปลว่า “ขอให้มีวันจันทร์ที่แสนวิเศษ” ค่ะ

2. Unique Hashtag : คิดแฮชแท็กสำหรับแบรนด์ตัวเองโดยเฉพาะ

นอกจากทางแบรนด์จะใส่แฮชแท็กใต้รูปสินค้าของตัวเองตามปกติแล้ว เมื่อลูกค้าซื้อสินค้าบริการแล้วแท็กรูปพร้อมใส่แฮชแท็กร้านก็เหมือนเป็นการช่วยเพิ่ม Brand Awareness ด้วยค่ะ ซึ่งนอกจากชื่อแบรนด์แล้ว ถ้าแบรนด์ของเรามี Tagline หรือสโลแกนอะไร เราสามารถนำคำพูดเหล่านี้มาเป็นแฮชแท็กได้เช่นกัน เพราะจะช่วยสร้างความแตกต่างได้มากทีเดียวค่ะ

เทคนิคการใส่แฮชแท็กของแบรนด์
รูปจากแบรนด์ madewell

อย่างของแบรนด์นี้จะใช้สโลแกนว่า #everydaymadewell เพื่อสื่อว่าเสื้อผ้าแบรนด์นี้ดูดี ใส่ง่าย ใส่ได้ทุกวันค่ะ

อย่างไรก็ดี ถ้าเราเลือกแฮชแท็กทั่วไปที่คนส่วนใหญ่ใช้กันอยู่แล้วก็มีข้อควรระวังคือหากคอนเทนต์ของเราไม่เด่นมากพอก็จะกลืนหายไปกับคอนเทนต์ของคนอื่น ๆ ที่ใช้แฮชแท็กนั้นเช่นเดียวกันค่ะ 

ก่อนเลือกใช้แฮชแท็กอะไร เราเลยควรคิดดี ๆ ว่าจะปรับแฮชแท็กอย่างไรให้มีความหมายเฉพาะเจาะจงขึ้น และมีคนแย่งกันใช้น้อยลงนะคะ เช่น ถ้าแบรนด์เราขายสินค้าเกี่ยวกับการท่องเที่ยว แทนที่จะใช้แฮชแท็ก #travel ที่มีคนใช้งานกว่า 407 ล้านโพสต์ ก็อาจจะเปลี่ยนมาใช้แฮชแท็ก #backpacking ซึ่งมีผู้ใช้งานแค่ 12 ล้านคน เป็นต้นค่ะ

3. Feedback Is The Key : ขอความคิดเห็นจากคนรอบข้าง

เมื่อเขียนแคปชันต่าง ๆ เรียบร้อยแล้ว เราสามารถปรับแคปชันให้เหมาะสมขึ้นได้โดยการขอให้เพื่อนร่วมงานหรือทีมช่วยกันอ่านและแสดงความคิดเห็นก่อนโพสต์แคปชันจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้อ่านจะเข้าใจ รวมถึงสนใจสิ่งที่เรานำเสนอไปค่ะ

ยิ่งถ้าขอคอมเมนต์จากคนที่มีลักษณะคล้ายกลุ่มเป้าหมายของโพสต์นั้น ๆ ได้จะยิ่งดีนะคะ เช่น ถ้าเราจะเขียนแคปชันเพื่อขายอาหารคลีน ให้ลองทักไปถามเพื่อนที่ทานอาหารคลีนอยู่แล้วว่าอ่านแล้วอยากลองซื้อทานไหม หรือถ้าเราขายชุดออกกำลาย ลองขอความคิดเห็นจากเพื่อนผู้รักสุขภาพเพิ่มเติมว่าควรเพิ่มเนื้อหาส่วนไหนไหม เพื่อให้น่าซื้อมากยิ่งขึ้นค่ะ

เทคนิคการทำ Reels 

Reels คือวิดีโอใน Instagram ที่มีระบบการทำงานคล้ายกับ TikTok เพราะผู้ใช้งานสามารถกดถ่ายและปรับแต่งวิดีโอได้ภายในแอปพลิเคชัน ทั้งใส่ Filter, Caption, Sticker และเพลง ถือเป็นอีกหนึ่งช่องทางสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่น่าสนใจ นำไปสู่ยอด Engagement ที่เพิ่มขึ้นค่ะ

ลองมาดูกันค่ะว่าเราจะใช้ Reels ในการทำคอนเทนต์เพื่อกระตุ้นยอดขายให้น่าสนใจได้อย่างไรบ้าง 

1. Instagram Reels Shopping : ฟีเจอร์ที่ช่วยให้การอธิบายสินค้าน่าสนใจขึ้น 

เมื่อโปรโมทสินค้าในรูปแบบวิดีโอ ทางแบรนด์จะอธิบายสินค้าได้อย่างละเอียด น่าสนใจ ดูไม่เบื่อ ตัวอย่างเช่น 

  • ถ้าขายกระเป๋า เราสามารถทำคลิป Reels ให้ผู้ติดตามเห็นว่าจะแมตช์กระเป๋าใบนั้น ๆ เข้ากับเสื้อผ้าลุคไหนได้บ้าง
  • ถ้าขายน้ำหอม เราจะทำคลิป Reels อธิบายได้ว่าน้ำหอมแต่ละกลิ่นให้ความรู้สึกอย่างไร เหมาะกับการใช้ในโอกาสไหน เพื่อให้คนในออนไลน์เห็นภาพมากขึ้น แม้จะไม่ได้ดมกลิ่นจริงค่ะ
  • ถ้าขายเสื้อผ้า เราจะหยิบเสื้อผ้าขึ้นมาแล้วพลิกให้ผู้ติดตามดูใกล้ ๆ ได้ว่าเนื้อผ้าเป็นแบบไหน รายละเอียดการเย็บเป็นอย่างไร รวมถึงลองเทียบกับขนาดตัวให้ดูได้ชัด ๆ ด้วย 
การโปรโมทสินค้าผ่าน instagram reels shopping
รูปจาก centinelle

ซึ่งถ้าผู้ติดตามอยากคลิกดูรายละเอียดเพิ่มเติมหรือซื้อสินค้า ให้กดที่คำว่า ‘View Products’ ค่ะ

เราแนะนำว่ายิ่งถ้าอยากโปรโมทสินค้าใหม่ ยิ่งน่าลองใช้ Reels นะคะ เพราะนอกจากการนำเสนอสินค้าจะดูมีมิติขึ้นแล้ว อัลกอริทึมของทาง Instagram จะช่วยดันให้คนมองเห็น Reels ของเราเป็นการเพิ่ม Brand Awareness ด้วย

ในขณะเดียวกัน เราสามารถอัปเดตส่วนลดหรือสิทธิพิเศษต่าง ๆ ลงใน Reels ได้เช่นกัน โดยทำเป็นแค่คลิปสั้น ๆ ไม่กี่วินาทีก็ได้ค่ะ

2. Edutainment Content : ทำคอนเทนต์ให้ความรู้และแฝงความบันเทิงด้วย

เทรนด์ของ Edutainment (Education+Entertainment) กำลังมาแรงในช่วงเวลานี้ เพราะถ้าทำวิดีโอให้ความรู้อย่างเดียวคนดูก็จะเบื่อ แต่ถ้าทำวิดีโอให้ความบันเทิงอย่างเดียวคนส่วนหนึ่งก็อาจจะมองว่าไม่ได้เนื้อหาสาระเท่าไร ดังนั้น ถ้าเรานำแนวคิดทั้งสองอย่างนี้มารวมกัน คนดู Reels ก็จะได้ทั้งสาระและความบันเทิง โดยไม่รู้สึกว่าเสียเวลาค่ะ

ตัวอย่างเช่น 

  • ถ้าขายแป้งแพนเค้ก เราอาจทำ Reels อธิบายวิธีทำแพนเค้กให้นุ่มฟูใน 5 นาที 
  • ถ้าขายเครื่องมือทำครัว เราอาจทำ Reels อธิบายวิธีทำข้าวมันไก่จากหมอหุ้งข้าว 
  • ถ้าขายเครื่องปรุง เราอาจทำ Reels อธิบายวิธีทำปรุงข้าวผัดให้อร่อยกลมกล่อม 
  • ถ้าขายบริการรับถ่ายรูป เราอาจอัป Reels สอนวิธีการถ่ายรูปธรรมดาให้ดูมีมิติค่ะ 
การลง edutainment content
รูปจาก design

โดยจุดประสงค์ของคอนเทนต์แนวนี้คือการแบ่งปันเคล็ดลับหรือเทคนิคที่มีประโยชน์ให้ผู้ติตดามนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน แถมยังทำให้ผู้ติดตามเห็นว่าจะนำสินค้าของเราไปประยุกต์ใช้อย่างไรช่วยให้ตัดสินใจซื้อง่ายขึ้นด้วยค่ะ

3. Behind the Scene : ถ่ายทอดเบื้องหลังการทำงาน

เพื่อให้ลูกค้าเห็นว่ากว่าจะมาเป็นสินค้าบริการแต่ละอย่างนั้นต้องผ่านขั้นตอนหรือกระบวนการอะไรบ้าง เพราะโดยทั่วไปคนเรามักจะมีความอยากรู้อยากเห็นระดับหนึ่งอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับว่าเรานำเสนอเบื้องหลังการทำงานให้กลุ่มเป้าหมายสนใจได้มากน้อยแค่ไหนเท่านั้นเองค่ะ

ยิ่งถ้าเราลงรายละเอียดจนผู้ติดตามเห็นว่าทางแบรนด์ออกแบบ ผลิต และสร้างสรรค์สินค้าบริการต่าง ๆ อย่างใส่ใจแค่ไหน ยิ่งจะช่วยให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึกเชื่อใจและอยากให้โอกาสแบรนด์ของเรามากขึ้นทั้งในปัจจุบันและอนาคตค่ะ 

นอกจากนี้ ถ้าแบรนด์ของเราผลิตสินค้าตัวไหนออกมาแล้วขายดีมาก อย่างเช่นสินค้า Bestseller เราก็สามารถทำ Reels เล่าเบื้องหลังได้ว่าทำไมสินค้าตัวนี้ถึงขายดี และกว่าจะมาเป็นสินค้าตัวนี้ได้ผ่านการปรับแต่งไอเดียอะไรมาบ้าง เป็นต้นค่ะ

เทคนิคการลง Story IG

การโพสต์ Story IG สามารถสร้าง Engagement ได้มากกว่าคอนเทนต์ทั่วไป 2-3 เท่า และปัจจุบันมีผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ถึง 500 ล้านคนต่อวัน ซึ่ง 1 ใน 3 จะคอยอัปเดตเรื่องราวต่าง ๆ ผ่าน Story IG ทุกวัน

เพราะฉะนั้น ลองมาดูกันดีกว่าว่าจะใช้ Story IG สร้างคอนเทนต์อย่างไรให้น่าสนใจและตอบโจทย์ในกรณีต่าง ๆ โดยหลักการพื้นฐานของการทำ Story IG  มีอยู่ 2 ข้อค่ะ

  • ให้ใช้ข้อความที่สื่อสารอย่างกระชับตรงไปตรงมา เพราะคนที่อยู่ใน Instagram จะชอบเสพรูปภาพมากกว่าตัวหนังสือ 
  • ออกแบบคอนเทนต์ที่เน้นการสื่อสารผ่านภาพโดยไม่ต้องฟังเสียงเป็นหลัก เพราะหลาย ๆ คนมักดู Story IG โดยไม่เปิดเสียง

พอเข้าใจหลักการคร่าว ๆ แล้ว ลองมาดูทริคกระตุ้นการขายผ่าน Story IG กันค่ะ

1. Storytelling In Story : เล่าเรื่องสินค้าให้น่าสนใจใน Story

คำว่า Story หมายถึงเรื่องราว เพราะฉะนั้น ลองใช้ Story เพื่อเล่าเรื่องราวที่ทำให้ผู้ติดตามรู้จักแบรนด์ของเรามากขึ้นดูไหมคะ เช่น ถ้าเราเป็นแบรนด์ที่ทำขนมไทย เราอาจจะไล่เรียงว่ากว่าจะมาเป็นขนมแต่ละชนิดได้ใช้วัตถุดิบอะไร หรือมีขั้นตอนอย่างไรบ้าง เพราะคนเราชอบฟังเรื่องราวหรือเรียนรู้เรื่องใหม่ ๆ อยู่แล้วค่ะ เพียงแต่ว่าถ้าอยากให้คนหยุดดูหรือหยุดอ่านได้ เราต้องใช้รูปถ่ายที่มีสีสันน่าดึงดูดใจ และไม่เขียนบรรยายใน Story ยาวจนเกินไปค่ะ

เทคนิคการเล่าเรื่องใน story ig
รูปจาก Starbucks

นอกจากนี้ เรายังสามารถนำสินค้าที่ยังขายไม่ดีเท่าไรมาโปรโมทใน Story ได้ โดยใช้เทคนิค Storytelling ว่าสินค้านั้นน่าสนใจอย่างไร ต่างจากที่อื่นตรงไหน และทำไมถึงควรซื้อค่ะ

2. Create GIf-Stickers-Filter : ออกแบบ GIf, Stickers, Filter ของแบรนด์โดยเฉพาะ 

เพื่อให้ความเป็นแบรนด์ของเราถูกสะท้อนออกมาอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้น และทำให้คนจดจำแบรนด์ของเราได้ดีขึ้นด้วยค่ะ ยิ่งถ้าเราครีเอท GIf, Stickers, Filter ได้น่าใช้ คนที่ยังไม่เคยซื้อสินค้าของแบรนด์เรามาก่อนก็อาจจะสนใจสินค้าของเราขึ้นมา ถือเป็นการโปรโมทไปในตัวค่ะ

การออกแบบฟิลเตอร์ไอจี
รูปจาก cocacola

การครีเอทสิ่งเหล่านี้มีข้อดีตรงที่ลูกค้าจะรู้สึกสนุก รวมถึงมีส่วนร่วมกับแบรนด์มากขึ้น โดยไม่รู้สึกว่าถูกบังคับหรือขายตรงจนเกินไปค่ะ เพราะปฏิเสธไม่ได้เลยว่ายุคนี้ใคร ๆ ก็ใช้ฟิลเตอร์ต่าง ๆ ช่วยเสริมตอนลง Story กันทั้งนั้นค่ะ

3. Use Call To Action : ใช้ Call To Action เพื่อกระตุ้นการขาย

นอกจากจะใส่รูปภาพ วิดีโอ หรือคำอธิบายใน Story แล้ว เรายังควรใส่ปุ่ม See More, Swipe Up, Shop Now, Join Now เพื่อกระตุ้นให้ผู้ติดตามกดเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับสินค้าบริการด้วย ยิ่งถ้าเรามอบโค้ดหรือโปรโมชันผ่าน Story เป็นประจำ รวมถึงใช้ฟีเจอร์นับเวลาถอยหลัง ผู้ติดตามจะยิ่งอยากเข้ามาดู Story บ่อย ๆ เพื่อไม่พลาดสิทธิพิเศษต่าง ๆ ค่ะ

การลง story ig เพื่อกระตุ้นยอดขาย
รูปจาก brandskyltd

ทั้งนี้ ถ้าเราไม่อยากลง Story กระตุ้นยอดขายบ่อยเกินไป เราก็สามารถสร้าง Engagement ร่วมกับผู้ติดตามได้นะคะ ผ่านการทำให้ผู้ติดตามมีส่วนร่วมตอบคำถามหรือแสดงความคิดเห็นผ่านการตั้งโพล ตั้งชอยส์ หรือตั้ง Q&A ทาง Story IG แล้วพวกเขาจะรู้สึกว่าแบรนด์เราเข้าถึงง่ายและใส่ใจรับฟังลูกค้าด้วยค่ะ

🔍 หากคุณเป็นนักการตลาดหรือผู้ที่ต้องทำงานด้านคอนเทนต์ ทาง STEPS Academy ขอแนะนำหลักสูตร Content Marketing ซึ่งจะช่วยให้คุณวางกลยุทธ์การทำคอนเทนต์ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ผ่านการทำความเข้าใจกลไกของ Marketing Funnel การวิเคราะห์ Customer Avatar รวมไปถึงกรณีศึกษาต่าง ๆ ที่จะช่วยให้คุณมีไอเดียดี ๆ ในการทำคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายและสร้างยอดขายได้มากขึ้นค่ะ 

คลิกเพื่อดูรายละเอียดคอร์สเรียนเพิ่มเติมได้ที่ลิงก์นี้ค่ะ : https://stepstraining.co/digital-content-marketing

สำรองที่นั่งหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ 

Facebook: Inbox STEPS Academy 

LINE OA: @STEPStraining https://lin.ee/jRRdsrN หรือโทร 065-494-6646

#STEPSAcademy #Stepstraining #DigitalMarketing 

Learning More

Recommended Topics

SOdA PrintinG แบรนด์ต้นแบบที่ใช้ Digital Marketing เข้าถึง เข้าใจลูกค้า เพิ่มยอดขายให้ธุรกิจกว่า 15 ปี
อาชีพ Copywriter VS UX Writer ต่างกันอย่างไร