อัปเดตเทรนด์ Digital Marketing 2020 ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง พร้อมลุยตลาดออนไลน์

update-digital-marketing-trend-2020

บทความนี้จะเป็นบทความที่ถ่ายทอดจากประสบการณ์และสิ่งที่ทางทีมงาน STEPS Academy ได้เฝ้าติดตามการเปลี่ยนแปลงของการตลาดออนไลน์มาเป็นเวลาหลายปี ประเด็นสำคัญที่วันนี้ทางเราจะนำมาถ่ายทอดในบทความ จะมุ่งเน้นไปที่เรื่องของเทรนด์การตลาดในปี 2020 ที่กำลังจะมาถึง การเปลี่ยนแปลงต่างๆที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะในเรื่องของการทำคอนเทนต์ ช่องทาง ไปจนถึงด้านกลยุทธ์ จะมีผลกระทบโดยตรงต่อธุรกิจบนโลกออนไลน์ ทั้งผู้ประกอบการและนักการตลาดควรตระหนักและให้ความสำคัญกับการเตรียมตัวเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และลงมือสร้างโอกาสใหม่ๆให้กับธุรกิจ

สำหรับปี 2020 ที่จะถึงนี้ เห็นได้ชัดว่า Digital Marketing จะไม่ได้เป็นแค่ช่องทางที่ตอบโจทย์ธุรกิจในด้านการสร้างความหวือหวาของการทำคอนเทนต์เพื่อสร้างชื่อเสียงให้คนรู้จัก หรือการเข้าถึงกลุ่มคนเพียงจำนวนมากเท่านั้น แต่ในปี 2020 Digital Marketing จะกลายเป็นช่องทางที่ประกอบร่างเข้ากับช่องทางของ Sales หรือที่เรียกว่า SMARKETING คือการที่ฝั่งของ Sales และ Marketing จะต้องรวมเข้าด้วยกัน 

SMARKETING อธิบายแบบง่ายๆก็คือ ทั้งฝั่งทีมขาย (Sales) และฝั่งทีมการตลาด (Marketing) จะต้องประสานงานกัน ร่วมมือกันมากขึ้น ทีมขายก็จะต้องคอยเก็บข้อมูลลูกค้า พฤติกรรมต่างๆ มารวบรวมเป็นข้อมูลของลูกค้าที่มีคุณภาพ เพื่อให้ทางฝั่งการตลาดสามารถนำข้อมูลไปใช้ดำเนินการต่อ ทางฝั่งการตลาดเองที่เคยศึกษาข้อมูลลูกค้าจากแค่ทางโซเชียลมีเดีย และอาจเคยทำคอนเทนต์แบบเน้นสร้าง  Awareness และ Engagement ก็จะต้องมีการพูดคุยกับทีมขาย เพื่อมุ่งเน้นให้คอนเทนต์ที่ผลิตออกมา สามารถตอบโจทย์ในด้าน Conversion มากขึ้น โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาแต่ทีมขาย เพื่อปิดการขายเพียงอย่างเดียว เพราะการทำงานร่วมกันทั้งสองฝั่งในลักษณะนี้ จะเพิ่มโอกาสในการปิดการขายได้มากขึ้น และการทำงานร่วมกันของสองทีมจะช่วยให้ธุรกิจสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ดีกว่าเดิมมากขึ้นอีกด้วย

เช่นเดียวกันการประเมินประสิทธิภาพของทีมการตลาด จะไม่ใช่การวัดผล KPI จากการสร้างคอนเทนต์เพียงเพื่อให้ได้แค่ยอดวิว ยอดแชร์ แต่ปราศจากยอดขายอีกต่อไป แต่ในการประเมินผลลัพธ์การตลาดให้มีประสิทธิภาพ จะต้องรวมในเรื่องของยอดขายเข้ามาด้วย Digital Marketing ในปี 2020 จึงจะมีความเข้มข้นและให้น้ำหนักกับคำว่า Conversion มากขึ้น 

และแน่นอนว่าส่วนสำคัญอีกส่วนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ นั่นคือ เทรนด์ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทกับการตลาดในปี 2020 ตั้งแต่ในด้านของกลยุทธ์ ช่องทาง รวมไปถึงในส่วนของรูปแบบคอนเทนต์ที่จะมีการเปลี่ยนแปลง สำหรับบทความนี้จะขออธิบาย 4 หัวข้อสำคัญ เพื่อให้เห็นภาพรวมที่น่าสนใจของสิ่งที่กำลังจะเข้ามามีความสำคัญกับธุรกิจของทุกท่านมากขึ้น ได้แก่

  • Channel : ช่องทางที่น่าจับตามอง รวมถึงเทรนด์ที่น่าสนใจในแต่ละช่องทาง
  • Content : ภาพรวมเทรนด์ และการเปลี่ยนแปลงของคอนเทนต์
  • Conversational Marketing : แนวโน้มความสำคัญ และประโยชน์ที่น่าสนใจของ Chatbot ต่อธุรกิจในปี 2020
  • Data Driven : บทบาทของ Data ที่จะมีความสำคัญต่อธุรกิจมากขึ้นตั้งแต่ปี 2020

1. Channel : Curation

ในหัวข้อแรกเราจะมาพูดกันถึงเรื่องของ “ช่องทาง” แน่นอนว่าช่องทางยอดนิยมอย่าง Facebook และ Instagram ยังคงครองแชมป์อันดับ 1 และ 2 อยู่ จากสถิติของ Hootsuite ได้บอกว่านักการตลาดในสหรัฐกว่า 87.1% เลือกที่จะใช้ช่องทาง Facebook มากเป็นอันดับ 1 และเลือกช่องทาง Instagram เป็นอันดับที่ 2 อยู่ที่ 75.3% ในการทำการตลาดปี 2020 จากข้อมูลนี้ทำให้เห็นว่าสองช่องทางดังกล่าว ยังคงเป็นช่องทางหลักที่นักการตลาดยังคงให้ความสำคัญ เช่นเดียวกับในประเทศไทย ที่สองช่องทางนี้ก็ยังคงได้รับความนิยม และถูกใช้เพื่อทำการตลาดอยู่ อย่างไรก็ตาม ยังมีช่องทางโซเชียลมีเดียอื่นๆ อย่างเช่น TikTok กับ Twitter ที่เริ่มมาแรง และได้รับความนิยมในไทยมากขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นจนถึงช่วงต้นวัยทำงาน ถือเป็นช่องทางใหม่แห่งโอกาสที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในปี 2020 

และเพื่อให้ครอบคลุมมากที่สุด ในหัวข้อนี้เราจะพูดถึงเทรนด์ในช่องทางที่น่าสนใจรวมทั้งสิ้น 7 ช่องทางดังต่อไปนี้

  1. TikTok
  2. Twitter
  3. Facebook Stories
  4. Facebook Messenger
  5. Instagram
  6. YouTube
  7. Search Engine

 

TikTok

ช่องทางเกิดใหม่อย่าง TikTok ในประเทศไทย เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งช่องทางที่กำลังมาแรง และเติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วมากๆ ด้วยเหตุผลที่ว่า TikTok ตอบโจทย์และโดนใจผู้บริโภคในยุคนี้ ที่ต้องการสร้างตัวตนบนโลกโซเชียล โดยมีพื้นที่ให้ทุกคนสามารถโพสต์วิดีโอสั้นๆ ประมาณ 15 วินาที บวกกับฟิลเตอร์และเพลงสนุกๆที่ทางแอปเตรียมเอาไว้ให้ ทำให้ใครๆก็สามารถสร้างคอนเทนต์ด้วยตัวเอง และแชร์ให้ผู้ใช้คนอื่นๆเห็น จึงทำให้แอปนี้เป็นที่นิยม โดยเฉพาะในกลุ่มวัยรุ่นอย่างรวดเร็ว 

แม้จำนวนผู้ใช้งานอาจไม่ได้เยอะเท่า Facebook แต่ก็มีแนวโน้มที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง สังเกตได้ไม่ยากจาก Growth Rate การเติบโตของผู้ใช้ และจำนวนเวลาที่ผู้ใช้อยู่ในแต่ละช่องทางนั้นๆ

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : aminoapps.com

หลายคนอาจจะไม่รู้ว่า จากสถิติในปี 2019 TikTok เป็นแอปพลิเคชันที่มียอดดาวน์โหลดสูงเป็นอันดับ 3 ของโลก และยังมีอัตราการเติบโตสูงขึ้นถึง 70% จากในปี 2018 

สถิติยอดการดาวน์โหลด TikTok ปี 2019 สูงถึง 188 ล้านคน เป็นอันดับ 3 ของโลก

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://www.oberlo.com/blog/tiktok-statistics

แม้กระทั่งในประเทศไทยเอง ยอดการดาวน์โหลด TikTok ในปี 2018 ก็เติบโตขึ้น จนขึ้นมาเป็นอันดับสองของทวีปเอเชียอย่างรวดเร็วupdate-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://www.businessofapps.com/data/tik-tok-statistics/

ในมุมมองของการตลาด ที่ไหนที่มีประชากรเยอะ ที่นั่นเป็นโอกาสที่จะมีจำนวนคนที่เห็นสินค้าและบริการได้เยอะมากขึ้นเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับยุคปัจจุบันที่คนมักจะเชื่อ Influencer ที่เป็นคนธรรมดา มากกว่าที่จะเชื่อบุคคลที่มีชื่อเสียงในวงกว้าง และเชื่อในคอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ใกล้ตัว เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น นั่นทำให้ช่องทางนี้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจมากๆ โดยเฉพาะสินค้าและบริการที่มีเป้าหมายต้องการตีตลาดกลุ่มวัยรุ่นในอนาคต

ตัวอย่างดารา นักแสดงไทย ที่เริ่มเข้ามาเล่น TikTok กันมากขึ้นupdate-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://pattayatoday.net/

ในต่างประเทศก็มีตัวอย่างแบรนด์ดังที่เริ่มมีการโปรโมทสินค้าบน TikTok แล้ว นั่นก็คือแบรนด์ GUESS ที่มีการปล่อยแคมเปญผ่านแฮชแท็ก #inmydenim บน TikTok เพื่อเจาะกลุ่มตลาดลูกค้า GenY และ Gen Z ให้รู้จักและซื้อสินค้าจากแบรนด์มากขึ้น ซึ่งแคมเปญดังกล่าวเป็นการนำเสนอวิดีโอเปรียบเทียบก่อนและหลังการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าของแบรนด์ GUESS โดยได้รับความร่วมมือจาก Influencer ที่โด่งดังบน TikTok อย่าง @ourfire สร้างสรรค์คอนเทนต์วิดีโอนี้ขึ้นมา ซึ่งกระแสของแฮชแท็กดังกล่าว ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ทำให้มีผู้รับชมวิดีโอผ่านแฮชแท็กนี้มากกว่า 38 ล้านยอดวิวเลยทีเดียว ซึ่งถือเป็นการตลาดที่ช่วยเพิ่มการรับรู้ และยังเพิ่มยอดขาย จากการที่เหล่าวัยรุ่นไปหาซื้อเสื้อผ้าแบรนด์นี้ มาทำ Challenge วิดีโอสนุกๆ บน TikTok กันมากขึ้นค่ะ

ตัวอย่างแบรนด์ดังที่เริ่มมีการโปรโมทบนแพลตฟอร์ม Tiktok

 

Twitter

อีกหนึ่งช่องทางมาแรงที่มีอัตราผู้ใช้งานในประเทศไทยเติบโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆปีเลยนั่นก็คือ Twitter 

กราฟแสดงการเติบโตของผู้ใช้งาน Twitter ในประเทศไทย ที่เพิ่มสูงขึ้นทุกปี

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://www.statista.com/statistics/490584/twitter-users-thailand/

ด้วยจุดเด่นในเรื่องของความรวดเร็ว ทันสถานการณ์ เข้าถึงข่าวสารที่อัปเดตอย่างทันทีได้ตลอดเวลา เรียกได้ว่าหากใครอยากรู้ข่าวแบบเกาะติดสถานการณ์ หรืออยากติดตามประเด็นที่กำลังถูกพูดถึงในสังคม ณ ขณะนั้น ก็จะต้องเลือกเข้าแอปพลิเคชัน Twitter เป็นอย่างแรก ซึ่งตอบโจทย์ผู้ใช้งานในยุคสมัยนี้ที่ต้องการความรวดเร็ว เดี๋ยวนี้ ตอนนี้ ทำให้ Twitter เป็นที่นิยมของผู้ใช้งานชาวโซเชียลที่ชอบเสพสื่อข่าวสาร เทรนด์ต่างๆเป็นอย่างมากค่ะ

ภาพแสดงเทรนด์เรื่องราวที่เป็นกระแสผ่าน แฮชแท็กบน Twitterupdate-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : twitter.com

จากสถิติจำนวนผู้ใช้งาน Twitter ส่วนใหญ่คือกลุ่มอายุ 16-34 ปี ใช้ในการติดตามข่าวสาร ความบันเทิงและเทรนด์ต่างๆได้อย่างเรียลไทม์ และเมื่อมีจำนวนผู้ใช้งานที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้หลายๆแบรนด์ก็หันมาให้ความสนใจและลงทุนทำการตลาดในช่องทาง Twitter เพิ่มมากขึ้น เรียกได้ว่าหากคุณมีกลุ่มเป้าหมายที่ตรงกับช่องทางนี้ นี่ก็เป็นอีกช่องทางการทำการตลาดหนึ่งที่จะช่วยให้แบรนด์คุณเป็นที่พูดถึงจำนวนมากในโลกโซเชียล 

ตัวอย่าง แคมเปญการตลาดที่โด่งดังสำหรับกลุ่มที่ชื่นชอบดาราเกาหลีที่มีความเคลื่อนไหวใน Twitter กับ Kbank หรือธนาคารกสิกรไทย ที่ได้ทำแคมเปญ #KBankxBLACKPINK #EmpowerYourBelief ออกแบบลายบัตรเดบิตเป็นรูปไอดอลเกาหลีที่กำลังฮอตมากๆอย่าง BLACKPINK ซึ่งได้เลือกช่องทางในการทำการตลาดหลักเป็น Twitter ที่กลุ่มผู้ใช้งานหลักเป็นผู้ที่ชื่นชอบไอดอลเกาหลี ทำให้เป็นกระแสติด #Top5 อย่างรวดเร็วภายใน 2 วัน ซึ่งล่าสุดได้ข่าวว่าบัตรได้หมดลงแล้วในหลายๆสาขา ถือว่าเป็นแคมเปญที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียวเลยค่ะ

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://twitter.com/i/status/1194419608628977664

หลังจากที่เราได้ดูตัวอย่างการทำแคมเปญการตลาดบนช่องทาง Twitter กันไปแล้ว ต่อมาเราจะมาดูกันค่ะว่าแล้วแนวโน้มของช่องทาง Twitter ในปี 2020 นั้นจะเป็นอย่างไร เพื่อที่เราจะได้เตรียมตัวในการวางแผนทางการตลาดให้เหมาะสมและประสบความสำเร็จบนช่องทาง Twitter ค่ะ

update-digital-marketing-trend-2020

 

1. Twitter จะกลายเป็นแอปพลิเคชั่นแหล่งข่าว

เมื่อ Twitter กลายเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้คนจำนวนมากนิยมใช้เพื่อบริโภคข่าว ไม่ว่าจะเป็นข่าวสารของผู้นำระดับโลก ไปจนถึงข่าวผู้ประท้วงในฮ่องกง รวมถึงข่าวด้านกีฬา ภาพยนตร์ เกม ดาราและอีกมากมาย เช่นเดียวกัน แบรนด์ต่างๆก็ต้องรู้จักใช้ช่องทาง Twitter กระจายข่าวสารเกี่ยวกับสินค้าและบริการของแบรนด์ให้ผู้ชมได้รับรู้ ที่สำคัญคุณสามารถดูแนวโน้มหรือเทรนด์ของกลุ่มเป้าหมายได้ว่ากำลังสนใจเรื่องใด รวมไปถึงสามารถดูความเคลื่อนไหวของคู่แข่งได้ด้วย

กราฟแสดงปริมาณการติดตามข่าวสารของผู้คน ในช่องทางต่างๆซึ่ง Twitter เป็นอันดับสองของทั้งหมดupdate-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://financesonline.com/twitter-trends/#video

2. จำนวนตัวอักษรที่เหมาะสมบน Twitter

เมื่อปี 2017 Twitter ได้ทำการปรับจำนวนตัวอักษรจากเดิมที่จำกัด 140 ตัวอักษร เป็น 280 ตัวอักษร ซึ่งปกติผู้ใช้งานแพลตฟอร์มนี้จะคุ้นเคยกับการใช้ข้อความสั้นๆ กระทัดรัด ง่ายต่อการทำความเข้าใจและรวดเร็วต่อการเขียนถึงแม้ว่าทาง Twitter จะปรับให้เราสามารถเขียนข้อความได้ยาวขึ้นกว่าเดิมแล้ว แต่จากข้อมูลตรงของทาง Twitter ได้ระบุว่ามีเพียง 2% เท่านั้นที่ใช้ตัวอักษรถึง 190 ตัว 

นั้นแปลว่าแบรนด์ต่างๆคุณต้องดูพฤติกรรมผู้ใช้งานจริงว่าพวกเขาชื่นชอบและเสพข้อความแบบไหน ที่สำคัญหากคุณเขียนข้อความให้สั้นลง คุณจะสามารถเพิ่มการมีส่วนร่วมจากผู้ชม รวมถึงช่วยให้พวกเขามีโอกาสพบกับสิ่งที่เราทวีตได้มากขึ้นจากการใส่ #แฮชแท็ก เข้าไปแทนจำนวนข้อความ

update-digital-marketing-trend-2020

 

3. Twitter ช่วยในเรื่องของ SEO 

Twitter ได้มีการร่วมงานกับ Google ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลจากเว็บไซต์โซเชียลมีเดียทำให้ช่วยในเรื่องของการค้นหาบัญชีของแบรนด์ได้ง่ายขึ้นและการปรับปรุงจัดอันดับในการค้นหาบน Google หรือการทำ SEO ซึ่งคุณสามารถทำได้ดังนี้ เพื่อให้บัญชี Twitter ของคุณติดอันดับต้นๆของการค้นหา

    • ทวีตอย่างสม่ำเสมอ
    • โต้ตอบกับบัญชีอื่นๆ
    • สร้างฐานผู้ติดตาม
    • ทวีตเนื้อหามัลติมีเดียที่น่าสนใจ
    • ใช้แฮชแท็กยอดนิยม
    • ทวีตเรื่องตลก
    • ใช้อีโมจิประกอบ
update-digital-marketing-trend-2020

 

4. อนาคตของ Twitter จะเน้นเรื่องวิดีโอมากขึ้น

ถึงแม้ Twitter จะไม่ใช่แพลตฟอร์มที่คุณนึกถึงเมื่อพูดถึงเรื่องของวิดีโอ แต่ผู้บริโภคส่วนใหญ่กว่า 54% ต้องการดูคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอบนช่องทางของ Twitter และนำมาประกอบการตัดสินใจในการเลือกซื้อสินค้าและบริการ แปลว่าแบรนด์จะต้องมีการสร้างสรรค์คอนเทนต์รูปแบบวิดีโอมากขึ้น จะทำให้แบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าบริการได้อย่างน่าสนใจมากยิ่งขึ้นค่ะ ยิ่งไปกว่านั้นทวีตที่มีวิดีโอสามารถดึงดูดการมีส่วนร่วมมากกว่าทวีตที่ไม่มีวิดีโอถึง 10 เท่าทีเดียว

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://financesonline.com/twitter-trends/#video

5. Twitter Live 

เป็นฟีเจอร์ที่ทำให้คุณสามารถติดตามและแบ่งปันเรื่องราวได้อย่างเรียลไทม์ผ่านโทรศัพท์มือถือของคุณและเพิ่มขีดความสามารถของผู้ใช้ในการสร้างคอนเทนต์วิดีโอ ทำให้สามารถส่งต่อข้อมูลข่าวสารกันได้แบบหลายมุมมองมากขึ้น ที่ไม่ใช่แค่การเล่าเรื่องผ่านตัวอักษรเพียงอย่างเดียว โดย Twitter Live จะช่วยในเรื่องของ 

    • Real-time : สามารถแบ่งปันเรื่องราวได้อย่างทันที ทันต่อเหตุการณ์
    • Conversational : เกิดการสนทนาโต้ตอบ ระหว่างแบรนด์และผู้ชมทำให้ลดระยะความห่าง ให้แบรนด์และผู้ชมได้ใกล้ชิดกัน และสามารถสื่อสารกันได้อย่างทันที
    • Engaging : เป็นฟีเจอร์ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมของผู้ชมได้อย่างมหาศาล

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://blog.twitter.com/en_us/a/2016/periscope-broadcasts-live-on-twitter.html

จากที่กล่าวมาทำให้เราเห็นถึงแนวโน้มและทิศทางในการใช้ Twitter เพื่อทำการตลาด ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณให้ประสบความสำเร็จบนช่องทางที่ขึ้นชื่อเรื่องความเร็ว ทันสถานการณ์ปัจจุบันอย่าง Twitter ได้อย่างตอบโจทย์มากยิ่งขึ้นได้ค่ะ

จากอัตราการเติบโตของผู้ใช้ที่สูงขึ้นอย่างชัดเจนบนช่องทาง TikTok กับ Twitter ที่ได้กล่าวไป เราคงเห็นได้ชัดแล้วว่า นี่จะเป็นช่องทางที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว และสามารถสร้างโอกาสทางการตลาดได้ โดยเฉพาะกับแบรนด์ที่มีกลุ่มเป้าหมายอยู่ในช่วงวัยรุ่นจนถึงวัยทำงาน

มาที่คำถามที่ว่า จะมีช่องทางไหนที่กำลังจะไปไหม? ในปี 2020 ตรงนี้ทางทีมมองว่ายังไม่น่าจะมี เพราะต่อให้อัตราในการเติบโตของผู้ใช้ในช่องทางยอดนิยมอย่าง Facebook จะเริ่มเติบโตช้าลงในช่วงปีที่ผ่านมา แต่ประชากรในประเทศเราก็ยังคงใช้ Facebook ในวงกว้างอยู่ Facebook จึงยังเป็นช่องทางที่ยังใช้สร้างการรับรู้ให้กับผู้คนได้ดีอยู่ โดยเฉพาะหากต้องการเริ่มต้นโปรโมทธุรกิจให้เป็นที่รู้จักบนออนไลน์

 

Facebook Stories

สำหรับปี 2020 Facebook ก็ยังคงผลักดันและนำเสนอลูกเล่นใหม่ๆให้ธุรกิจสามารถนำเสนอคอนเทนต์ที่ช่วยสร้างการมีส่วนร่วม ไปจนถึงช่วยให้ผู้ติดตามสามารถตัดสินใจในการซื้อสินค้าหรือบริการได้ ซึ่งจะขอยกฟีเจอร์ที่น่าจับตามอง ที่ทาง Facebook พยายามผลักดันให้มีผู้ซื้อโฆษณาในช่องทางนี้มากขึ้น อย่าง Facebook Stories ถึงขนาดที่ว่าช่วงนี้มีการโปรโมทโฆษณาเกี่ยวกับ Facebook Stories ที่มาพร้อมกับ Template โฆษณาสวยๆมาให้ใช้ได้ฟรี ซึ่งจะมีประโยชน์กับธุรกิจขนาดเล็กที่ไม่ได้มีงบประมาณมากพอที่จะจ้างนักออกแบบมาสร้างสื่อโฆษณา เพราะทาง Facebook ได้ให้ Template สำเร็จรูปที่พร้อมให้นำไปใช้งานได้ทันที โดยที่ทางแบรนด์เตรียมแค่เพียงภาพของสินค้าที่ต้องการจะขาย และเอามาใส่ใน Templates โฆษณาของ Facebook Stories ก็เป็นอันเสร็จ นอกจากทาง Facebook จะผลักดันช่องทางนี้แล้ว ทางด้านจำนวนผู้ใช้งานฟีเจอร์นี้ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆด้วยเช่นเดียวกัน Facebook Stories จึงเป็นอีกช่องทาง ที่น่าจับตามองในปี 2020 ค่ะ

Template โฆษณาที่ทาง Facebook จัดเตรียมไว้ให้ ทั้ง Facebook Stories, Instagram Stories และ Messenger Stories 

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : https://www.facebook.com/business/help/449517262468597?id=369787570424415

แค่ในส่วนของ Facebook Stories ก็มีลูกเล่นต่างๆ ที่ทำให้ช่องทาง Facebook ยังคงไปต่อได้เรื่อยๆ เพราะฉะนั้นแล้ว หากใครที่กำลังสงสัยว่าจะหมดยุค Facebook บอกได้เลยว่าคงยังไม่หมดไปง่ายๆอย่างแน่นอน 

 

Facebook Messenger

ส่วนถัดมาที่ Facebook จะทำการผลักดันให้มีผู้ใช้มากขึ้นคือ Facebook Messenger หลายคนอาจจะหลงลืมในส่วนนี้ไป แต่รู้หรือไม่ว่า จากสถิติในปี 2018 Facebook Messenger มีจำนวนผู้ใช้มากกว่า 1.3 พันล้านคนในแต่ละเดือน และกว่า 20 พันล้านข้อความในแต่เดือนนั้นเป็นการสนทนาระหว่างผู้ใช้งานกับธุรกิจอีกด้วย

update-digital-marketing-trend-2020ที่มา : https://techcrunch.com/2019/04/30/facebook-messenger-desktop-app/

นอกจากนี้ในอเมริกา Facebook Messenger ยังมีอัตราการเติบโตของผู้ใช้งานสูงขึ้นในทุกๆปี ดังแผนภูมิที่แสดงด้านล่าง ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันได้ว่า Facebook Messenger ยังคงเป็นช่องทางที่น่าสนใจอยู่สำหรับธุรกิจ

update-digital-marketing-trend-2020ที่มา : https://www.statista.com/topics/4625/facebook-messenger/

จำนวนผู้ใช้งานที่เยอะมากขึ้นแบบนี้ ทำให้การโฆษณา ผ่าน Facebook Messenger ในอนาคต จึงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจ เข้าถึงกลุ่มคนได้จำนวนมาก ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าโฆษณาในรูปแบบนี้ เกิดขึ้นกับกลุ่มลูกค้าที่ใช่ จะทำให้ปิดการขายได้ง่ายกว่าโฆษณารูปแบบอื่นๆ เพราะ Facebook Messenger จะมีความเฉพาะบุคคลมากกว่า ส่วนตัวมากกว่า เป็นช่องทางที่แบรนด์สามารถสนทนาโดยตรงกับผู้บริโภค ยิ่งในปัจจุบันที่มีเรื่องเทคโนโลยี Chatbot เข้ามาช่วย ยิ่งทำให้โฆษณารูปแบบนี้ปิดการขายได้ง่ายขึ้น เพราะให้ข้อมูลได้รวดเร็ว ไม่ต้องรอ และบางกรณี ลูกค้าก็สามารถจ่ายเงินในช่องทาง Facebook Messenger ได้เลย ครบวงจรตั้งแต่ต้นจนจบในช่องทางเดียว ทำให้ช่องทางดังกล่าวนี้น่าสนใจมากๆทั้งกับฝั่งลูกค้า และฝั่งธุรกิจเองด้วยค่ะ

ตัวอย่าง Facebook Messenger Ads แต่ละรูปแบบ

update-digital-marketing-trend-2020

ที่มา : https://www.falcon.io/

 

Instagram

อีกหนึ่งช่องทางยอดนิยมบนโซเชียลมีเดียที่มีการพัฒนาฟีเจอร์และลูกเล่นใหม่ๆ ออกมาอยู่ตลอดเวลาที่ไม่พูดถึงคงไม่ได้ ในปี 2020 ช่องทาง Instagram มีอะไรน่าสนใจบ้างไปดูกันเลยค่ะ

เทรนด์ Instagramในปี 2020 

update-digital-marketing-trend-2020

 

1. IG Stories 

เป็นฟีเจอร์ที่มาแรงจริงๆในปี 2019 และมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่องในปี 2020

    • สถิติจากทาง Instagram กล่าวว่า 80% ของ IG Stories ที่เป็นวิดีโอหรือภาพเคลื่อนไหว + เสียงสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่า เพราะทำให้ผู้ชมรู้สึกสนใจและหยุดดู มากกว่ากว่าโพสต์ภาพนิ่งหรือโพสต์ที่ไม่มีเสียง
    • เพิ่มการโต้ตอบระหว่างแบรนด์กับผู้ติดตามด้วยการใช้สติกเกอร์ต่างๆ เช่น โพล ถามตอบ แฮชแท็กแล้วยังสามารถเก็บข้อมูลเบื้องต้นจากลูกค้าได้จากการถามความคิดเห็นหรือจากคะแนนโหวตของลูกค้า
    • ใช้ประโยชน์จากฟีเจอร์ IG Stories ในการนำเสนอโปรโมชั่น หรือแนะนำสินค้าเพื่อส่งเสริมการขาย
update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://later.com/blog/get-more-engagement-instagram-stories/

2. กลยุทธ์การใช้ # แฮชแท็ก

ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาคอนเทนต์ของคุณได้เร็วขึ้น ดังนั้นการใช้แฮชแท็กอย่างมีทักษะจึงเป็นสิ่งจำเป็นในปี 2020 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ชมค้นหาแบรนด์คุณได้ง่ายมากขึ้น โดยการใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์และสินค้าบริการของคุณ

มีแฮชแท็กหลายประเภทที่คุณสามารถใช้เพื่อเพิ่มการมองเห็นและการเข้าถึง แนะนำให้ใช้แฮชแท็กยอดนิยม และเฉพาะเจาะจงสำหรับแบรนด์คุณ เพื่อให้กลุ่มคนที่มีความสนใจหรือชื่นชอบที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมายของคุณสามารถเจอคอนเทนต์ของแบรนด์ได้ง่ายมากขึ้นและมีโอกาสที่จะกลายเป็นลูกค้าของแบรนด์

ตัวอย่าง Shopify ที่ใช้ # แฮชแท็ก  #ShopifyShopClass ของแบรนด์ตนเองและใช้แฮชแท็กที่เกี่ยวข้องกับโพสต์อย่าง #quotes #motivation #inspiration

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://www.oberlo.com/blog/best-instagram-hashtags-for-likes

3. เทรนด์ IGTV 

วิดีโอคอนเทนต์ที่ได้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการใช้งานบนโทรศัพท์อย่างแท้จริง ไม่ว่าจะเป็นวิดีโอแบบเต็มหน้าจอและอยู่ในแนวตั้ง ด้วยความยาวถึง 1 ชั่วโมง ประกอบกับฟีเจอร์ที่ทำให้ผู้ชมเข้าถึงวิดีโอได้ง่ายมากขึ้น ด้วยการโพสต์ตัวอย่างวิดีโอ 1 นาทีบนหน้าฟีดและใน Stories ของคุณ ทำให้แบรนด์สามารถนำเสนอเรื่องราวได้ลึกซึ่งและเป็นโอกาสให้ผู้ชมได้รู้จักแบรนด์มากขึ้น 

update-digital-marketing-trend-2020

 

4. ฟีเจอร์ Shoppable 

ที่ช่วยส่งเสริมให้การซื้อของบนออนไลน์ให้เป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้นและเปิดประสบการณ์การซื้อขายอย่างเต็มรูปแบบบน Instagram โดยที่คุณสามารถ ดูภาพ คำอธิบาย และเรียกดูผลิตภัณฑ์ที่คล้ายกัน คลิกหยิบใส่รถเข็นและสามารถเช็คเอาท์ได้ทันทีบน Instagram เรียกได้ว่าเป็นฟีเจอร์ที่ตอบโจทย์แบรนด์ที่ต้องการทำการตลาดและปิดการขายได้ในแพลตฟอร์มเดียว ทำให้ผู้ใช้งานไม่ต้องกดออกจากแพลตฟอร์มและลดรอยต่อของประสบการณ์การช็อปปิ้งออนไลน์

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://creatoriq.com/blog/instagram-shopping/

5. การใช้คอนเทนต์ข้ามแพลตฟอร์ม 

เป็นเทรนด์ที่ช่วงหลังเริ่มเห็นกันมากขึ้นนะคะ โดยการนำโพสต์จากทวิตเตอร์มาทำเป็นรูปโพสต์บน Instagram เป็นการเชื่อมโยงระหว่างแพลตฟอร์มที่สร้างสรรค์และไร้รอยต่อมากขึ้นค่ะupdate-digital-marketing-trend-2020

 

YouTube

สำหรับช่องทาง Social Media ยอดนิยม ช่องทางสุดท้ายที่เราจะพูดถึงก็คือ YouTube

สำหรับปี 2020 ฟีเจอร์ของ YouTube อย่าง Live Streaming จะมีความสำคัญมากขึ้น จากสถิติการใช้งานที่ผ่านมาพบว่า ผู้คนรับชมวิดีโอแบบ Live Streaming ได้ยาวนานกว่าวิดีโอปกติถึง 8 เท่า 

update-digital-marketing-trend-2020

ด้วย Live Streaming ทำให้ผู้ชมรู้สึกเท่าทันเหตุการณ์ รวดเร็ว และยังช่วยให้ผู้ชมและแบรนด์มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันโดยตรง สามารถถามคำถามที่สงสัยได้ ณ เวลานั้น ให้ความรู้สึก “จริง” มากกว่าวิดีโอทั่วไปที่ถูกถ่ายทำและตัดต่อมาก่อนที่จะเผยแพร่ ตรงจุดนี้เองที่ทำให้ผู้ชมเกิดความเชื่อถือในสินค้า บริการ ที่ดูจริงและเข้าถึงได้ ซึ่งจะนำไปสู่ความผูกพันธ์กับแบรนด์ที่มากขึ้น และส่งผลต่อยอดขายอีกด้วย

อีกทั้งวิดีโอประเภท live streaming ยังตอบโจทย์ในเรื่องของเนื้อหาที่ทันสถานการณ์จริง (Real Time) อย่างการถ่ายทอดกีฬา ถ่ายทอดรายการโทรทัศน์ ทันเหตุการณ์ ทันเวลา เช่นเดียวกับการรับชมสดบนทีวีค่ะ

ตัวอย่าง Workpoint ที่ได้ทำการ Live หรือถ่ายทอดสดการแข่งขันวอลเลย์บอลหญิงระหว่าง ไทยกับญี่ปุ่น ผ่านช่องทาง YouTube ซึ่งมียอดผู้ชมมากถึง 3.3 ล้านครั้ง

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://www.youtube.com/watch?v=bXHdgbBYni4

จากที่กล่าวไป นั่นจึงทำให้คนรับชม Live Streaming ยาวนานขึ้นกว่าวิดีโอปกติ และมีแนวโน้มการรับชมที่เพิ่มมากขึ้นด้วย จึงถือเป็นกลยุทธ์ที่สำคัญของการทำการตลาดบนช่องทาง YouTube ต่อๆไป 

นอกจาก Live Streaming ที่มีสถิติการรับชมที่มากขึ้นแล้ว ยังมีผลสำรวจจากทาง Thinkwithgoogle เกี่ยวกับรูปแบบวิดีโอที่สนับสนุนลูกค้าในด้านการ Shopping อีกว่า

  • ผู้คนถึง 90% ค้นหาแบรนด์และสินค้าใหม่ๆบนช่องทาง YouTube
  • 80% ของลูกค้าจะรับชมวิดีโอเกี่ยวกับสินค้าและบริการที่สนใจบน YouTube ก่อนตัดสินใจซื้อ

นอกจากนี้ยังมีผลสำรวจจาก HubSpot ว่า 72% ของลูกค้าชอบเรียนรู้สินค้าและบริการจากวิดีโอ ไม่ว่าจะเป็นการแนะนำสินค้า รายละเอียดสินค้า รวมถึงแนะนำวิธีการใช้ เพราะเข้าใจง่ายและเห็นภาพที่ชัดเจนมากว่า

นั่นทำให้วิดีโอในรูปแบบดังต่อไปนี้ จะเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ช่วยเพิ่มการรับรู้ โดยเฉพาะช่วยในการตัดสินใจของลูกค้า

  • How to Video : วิดีโอในรูปแบบการแบ่งปันเทคนิค วิธีการในการทำสิ่งต่างๆ ที่สามารถแก้ไขปัญหาที่ลูกค้ากำลังพบเจอได้ โดยแทรกการใช้งานสินค้า บริการลงไป

ตัวอย่างวิดีโอ How to clear the clutter จาก IKEA

 

  • Shop with Me Video : วิดีโอที่ Influencer พาไปเลือกซื้อสินค้า แล้วสินค้านั้นเกี่ยวข้องกับแบรนด์ของเรา

ตัวอย่างวิดีโอ Come Shop With Me At Sephora! *SEPHORA VIB HAUL*

 

  • Does It Work Video : วิดีโอรีวิวจาก Influencer ที่ทดลองสินค้าก่อน แล้วบอกต่อว่าดีหรือไม่ดี

ตัวอย่างวิดีโอ Peel Off Eye Shadow! Does it work? | TINA TRIES IT

 

  • Everything You Need to Know : วิดีโอแนะนำทุกสิ่งที่ต้องรู้เกี่ยวสินค้า บริการ รวมถึงคำแนะนำก่อนใช้ ขั้นตอนการใช้ต่างๆ เป็นต้น

ตัวอย่างวิดีโอ iPadOS 13: EVERYTHING You Need To Know

รูปแบบวิดีโอเหล่านี้ ที่เป็นเหมือนคู่มือและแหล่งข้อมูลในการซื้อสินค้าจะมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นในปี 2020 ซึ่งจะส่งผลต่อยอดขายของสินค้าและบริการของแบรนด์โดยตรงด้วยค่ะ

 

Search Engine

ในเรื่องของ Channel หรือช่องทางข้างต้นที่กล่าวมา เป็นเพียงในส่วนของ Social Media เท่านั้น แต่จริงๆแล้วช่องทางที่อยากให้หลายๆ ธุรกิจเริ่มโฟกัสกันมากขึ้น นั่นคือช่องทางของ Search Engine ที่หลายๆคนแทบจะไม่ได้ลงเม็ดเงิน หรือทุ่มเทเวลาในการสร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์ เพื่อรองรับการค้นหาของผู้ชมในฝั่งของ Search Engine เลย ทั้งๆที่ช่องทางนี้มีจำนวนการใช้งานที่สูงมาก โดยมีสถิติที่น่าสนใจคือ

  • Google มีจำนวนการค้นหาประมาณ 63,000 รายการต่อวินาที หรือ 228 ล้านการค้นหาต่อชั่วโมง
  • ประมาณการได้ 2 ล้านล้านการค้นหาต่อปี!
  • และจากหลายล้านล้านการค้นหาต่อปีนั้น มีถึง 15% ที่ไม่เคยเข้าใช้ Google มาก่อน

และนั่นหมายความว่าการใช้งาน Search Engine โดยเฉพาะช่องทาง Google ยังคงเพิ่มมากขึ้นและเป็นที่นิยมของผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตจำนวนมาก และแน่นอนทำให้ช่องทางอย่าง เว็บไซต์  ที่หลายๆธุรกิจมองข้ามไปจะมีความสำคัญมากขึ้น 

หากเราดูแลเว็บไซต์ของเราให้ดีมีการผลิตคอนเทนต์คุณภาพและให้ความรู้กับผู้อ่านอย่างสม่ำเสมอก็เป็นการเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้งานเข้ามายังเว็บไซต์ของเราได้มากขึ้น และแน่นอนผู้ใช้งานเหล่านั้นก็จะได้เห็น สินค้าและบริการในเว็บไซต์ของเราร่วมด้วย ซึ่งเป็นโอกาสในการเพิ่มยอดขายของช่องทางเว็บไซต์ที่มีปริมาณคนใช้งานเยอะอีกด้วย

update-digital-marketing-trend-2020 update-digital-marketing-trend-2020

นอกจากนี้การมีเว็บไซต์ของตัวเอง ยังทำให้ธุรกิจสามารถเก็บข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ไม่ว่าจะเป็นหน้าสินค้าที่พวกเขาสนใจ การเดินทางในหน้าเว็บไซต์ต่างๆก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นข้อมูลที่จะช่วยให้เราสามารถพัฒนาสินค้า บริการ ให้ตรงจุดและโดนใจลูกค้าได้มากขึ้นค่ะ

 

2. Content : Creative

สำหรับเทรนด์ฝั่งคอนเทนต์ในปี 2020 จะมีความเข้มข้นขึ้น ซึ่งทุกธุรกิจไม่เพียงแต่จะต้องลงมือทำคอนเทนต์เท่านั้น แต่จะต้องพัฒนาคอนเทนต์ขึ้นไปอีกขั้น โดยเฉพาะในเรื่องของความคิดสร้างสรรค์ด้วย

หากย้อนเวลากลับไปเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ในช่วงแรกๆของยุค Digital Marketing ในประเทศไทย คุณภาพคอนเทนต์บนออนไลน์ มักจะมีการวัดผลจากยอดไลก์ ยอดการเข้าถึงกลุ่มคน ถัดมาจากนั้นไม่นานในระยะเวลา 2-3 ปี การวัดผลของคอนเทนต์ก็กลายเป็นเรื่อง Engagement มากขึ้น ถัดมาก็เป็นเรื่องของ ยอด View และการถูกพูดถึงตามการ Track ของ Social Listening และแฮชแท็กทั้งในเชิงบวกและลบจากความคิดเห็นของผู้ชม ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

แต่สำหรับในปี 2020 จนถึงปี 2021 การวัดผลของคอนเทนต์จะเป็นเรื่องของยอดขาย มากขึ้น เพราะฉะนั้นแล้ว การครบเครื่องเรื่องของการสร้างสรรค์คอนเทนต์จึงกลายเป็นสิ่งที่ธุรกิจต้องมี ดังนั้น บางธุรกิจอาจจะต้องพิจารณา การสร้างทีมคอนเทนต์ของตนเองมากกว่าการพึ่งพา Outsource เพียงอย่างเดียว เพราะการสร้างคอนเทนต์เป็นสิ่งที่หลีกเหลี่ยงไม่ได้ และถ้าเราตัดสินใจจะบุกช่องทาง Digital คอนเทนต์ก็ต้องมาคู่กันด้วย 

สำหรับทีมผู้เขียนเอง เราได้ลองตั้งเป้าหมายสำหรับการทำคอนเทนต์หลายรูปแบบ เรามีการตั้งเป้าหมายคอนเทนต์ในฝั่งของ Awareness (การสร้างการรับรู้), Engagement (การมีส่วนร่วม), Lead (การเก็บข้อมูลผู้ที่มีโอกาสเป็นลูกค้า), Conversion (การปิดการขาย) แต่อาจจะยังไม่ถึงเรื่องของ Sales Repetition (การซื้อซ้ำ)

ทางทีมของ STEPS Academy เองก็ได้พบว่าการทำให้เป้าหมายคอนเทนต์เหล่านั้นประสบความสำเร็จ 

หากเราวางแผนตาม Content Funnel เพียงอย่างเดียวก็อาจจะทำให้เราขาดความสร้างสรรค์ในการสร้างคอนเทนต์ไป เพราะฉะนั้นเราเลยทำการทดลองในการวางเป้าหมายใหม่ของการทำคอนเทนต์นั้นก็คือ “เรื่องของประโยชน์ที่ผู้อ่านจะได้รับ” 

โดยทำการวัดจาก คอนเมนต์ ของผู้อ่านที่เกิดขึ้น หากคอนเทนต์ไหนที่เป็นประโยชน์มากๆ ผู้อ่าน ผู้ติดตามอ่านแล้วรู้สึกว่าดีจริงๆ เขาจะลงทุนเสียสละเวลาในการคอมเมนต์และแสดงความคิดเห็นในเชิงบวก ดังนั้นเป้าหมายของการทำคอนเทนต์ ทีมเราจึงมุ่งประเด็นไปเรื่องของความก้าวหน้าของผู้อ่าน จะทำอย่างไรให้คอนเทนต์เป็นประโยชน์สูงสุดกับผู้อ่านได้

update-digital-marketing-trend-2020

เมื่อตั้งเป้าแบบนี้ความคิดสร้างสรรค์ก็จะไม่ถูกปิดกั้น เราเริ่มมองหาคอนเทนต์ใหม่ๆ คิดให้ละเอียดมากขึ้น ทำคอนเทนต์ให้เข้าใจง่ายมากขึ้น มุ่งเน้นถึงประโยชน์สูงสุดให้กับผู้อ่าน ซึ่งในมุมของธุรกิจหากผู้อ่านหรือลูกค้า รู้สึกมีประโยชน์ ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับแบรนด์ก็จะพัฒนาขึ้นในทางบวก  และเป้าหมายของธุรกิจก็จะตามมาด้วยเช่นกัน 

ที่กล่าวมาข้างต้น จะเป็นการพูดถึงว่า 

การวางเป้าหมายสำหรับคอนเทนต์ในปี 2020 จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่ความหวือหวาทางด้าน Brand Awareness ,Engagement เพียงอย่างเดียว แต่จะถูกวัดผลในด้านของ Conversion หรือ ยอดขายมากขึ้น 

อีกส่วนหนึ่งคือคอนเทนต์จะเป็นส่วนประกอบสำคัญที่ทำให้ Digital Experience หรือประสบการณ์ของผู้ติดตามดีขึ้นอีกด้วย เพราะฉะนั้น ขั้นตอนในการผลิตคอนเทนต์ของแต่ละธุรกิจ อยากให้มุ่งเน้นในการโฟกัส ความต้องการของผู้ติดตาม เป็นหลักว่าเขาอยากได้คอนเทนต์อะไร แบบไหน ประเภทไหนมากที่สุด ก่อนที่จะนำเสนอคอนเทนต์แบบยัดเยียดเนื้อหาในสิ่งที่เขายังไม่ต้องการ โดยเฉพาะทางด้านโปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่ให้มุ่งเน้นการสร้างความสัมพันธ์ผ่านคอนเทนต์ 70-80% และเสริมคอนเทนต์ในฝั่งโปรโมชั่นเพื่อส่งเสริมการขาย อีก 20-30% ก็จะช่วยให้ได้ทั้ง Brand Relationship และ Sales Target อีกด้วย

ส่วนคอนเทนต์ประเภทไหนที่จะมาแรง?

ต้องขอบอกว่า Visual Content ยังคงมาแรงอย่างต่อเนื่องในช่วงระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โดยในแต่ละปี ก็จะมีการโฟกัสที่แตกต่างกันไป ในช่วงแรกของ Visual Content จะเป็นเรื่องของภาพถ่าย หลังจากนั้นจะเป็นภาพกราฟิกประกอบเรื่องราว ถัดมาเป็นการเล่าเรื่องผ่านรูปภาพและ Infographic สุดท้ายเป็นรูปแบบวิดีโอ 

สำหรับปี 2020 Visual คอนเทนต์ทุกประเภทยังคงมาแรง แต่จำเป็นต้องมีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ตัวอย่างเช่น แบรนด์ที่จะเริ่มมีการสร้างคอนเทนต์รูปแบบ .gif ด้วยตนเอง การสร้างวิดีโอแบบสั้น (Short form) สำหรับการโฆษณา รวมถึงคอนเทนต์รูปแบบเนื้อหายาว (Longform) ในแพลตฟอร์มของตนเอง ที่จะมีการใส่ Visual Content ลงไปเพื่อให้ผู้ชม ผู้ติดตาม ใช้เวลากับคอนเทนต์ของเราได้มากขึ้น

ตัวอย่างประเภท Visual Content 

update-digital-marketing-trend-2020

 

สรุปเทรนด์คอนเทนต์โดยรวมในปี 2020 มีดังต่อไปนี้

1. Creative Visual Content (AR,Gif)

ในปี 2020 Visual Content อย่างเทคโนโลยี AR (Augmented Reality) และ Gif จะมีความสร้างสรรค์ แตกต่าง และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของแบรนด์มากขึ้น 

ตัวอย่างเทคโนโลยี AR และ Gif

สำหรับใครที่ยังไม่รู้จัก AR หรือ Augmented Reality คือเทคโนโลยีที่นำเอาภาพเสมือน 3 มิติจำลองเข้าสู่โลกจริงผ่านกล้องและมีการประมวลผลโดยการทำให้วัตถุ 3 มิตินี้ ทับซ้อนเข้ากันกับภาพจริงเป็นภาพๆเดียว โดยเราสามารถมองผ่านกล้องได้โดยตรง

ตัวอย่าง AR (Augmented Reality) ที่จำลองเฟอร์นิเจอร์ 3 มิติ ทับซ้อนกับภาพจริงของห้องupdate-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : blog.triple.io

ส่วน Gif หลายๆคนคงจะคุ้นเคยกันดี เป็นไฟล์ภาพประเภทหนึ่ง ที่มักจะอยู่ในรูปการเคลื่อนไหวง่ายๆ สั้นๆ 

ตัวอย่างคอนเทนต์ประเภท Gif

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : giphy

อย่างที่กล่าวไปว่าในปี 2020 คอนเทนต์ในรูปแบบ AR และ Gif จะมีความสร้างสรรค์ หลากหลาย และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลและของแบรนด์มากขึ้น เพราะหลายๆแอปพลิเคชันปัจจุบัน ตัวอย่างเช่น Snapchat เราสามารถออกแบบ AR filter ได้เองแล้ว ทำให้เราสามารถสร้างความแตกต่างเฉพาะตัวได้ รวมถึงหลายๆธุรกิจก็ทำการออกแบบ AR filter ของแบรนด์ตัวเอง ให้ผู้ใช้งานอื่นๆโหลดไปเล่นกัน เพื่อโปรโมทแบรนด์ไปด้วยในตัว

ตัวอย่าง AR filter ที่ผู้ใช้งานสามารถออกแบบด้วยตนเองได้

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://www.searchenginejournal.com/content-trends/329253/#close

ตัวอย่าง AR filter ที่แบรนด์สร้างสรรค์ขึ้นมาอย่าง Taco Bell

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : brandswithfansblog.fandommarketing.com

รวมไปถึงอีกเทรนด์หนึ่ง อย่างคอนเทนต์ประเภท Gif ที่ผู้ใช้งานโซเชียลสามารถสร้างคอนเทนต์รูปแบบนี้เป็นของตัวเองได้แล้ว ผ่านเว็บไซต์อย่าง GIPHY

update-digital-marketing-trend-2020ภาพจาก : giphy

แทนที่เราจะดึงภาพจากภาพยนตร์ รายการทีวี หรือตัวละครที่ชอบ แบบแต่ก่อน เราสามารถสร้าง Gif ที่เป็นตัวเอง หรือตัวละครจากแบรนด์ของเราเองได้

เว็บไซต์ GIPHY ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์แบบ Gif ของตัวเองได้

update-digital-marketing-trend-2020

และนั่นทำให้ในปี 2020 มีแนวโน้มที่จะเห็นการตลาด ที่ใช้คอนเทนต์รูปแบบดังกล่าวทั้ง AR Content และ Gif ในแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของแบรนด์เองมากขึ้น แน่นอนว่าเราก็จะได้เห็นความหลากหลายของคอนเทนต์มากขึ้นด้วยเช่นกันค่ะ

 

2. Video Content

สำหรับคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ มีสถิติแสดงแนวโน้มของพฤติกรรมผู้ใช้ออกมาว่า ผู้คนในโซเชียลรับชมวิดีโอเป็นเวลานานขึ้นจากในปี 2019 ที่รับชม 84 นาทีต่อวัน จะเพิ่มขึ้นมาเป็น 100 นาทีต่อวันในปี 2020 และ ปี 2021 ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งบอกให้แบรนด์ต่างๆควรหันมาลงทุน กับคอนเทนต์ประเภทวิดีโอมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ยังมีข้อมูลระบุอีกว่า 64% ของผู้บริโภค กล่าวว่าวิดีโอการตลาด มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของพวกเขา ซึ่งแนวโน้มและสถิติทั้งสองนี้ เป็นเครื่องบ่งชี้ให้ธุรกิจต้องหันมาเตรียมตัวพัฒนาคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ เพื่อรองรับกับผู้ชมในปี 2020 ให้มากขึ้นค่ะ

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://www.smartinsights.com/digital-marketing-platforms/video-marketing/video-marketing-trends-2020/

โดยสิ่งที่ธุรกิจต้องให้ความสนใจมากขึ้นเพื่อพัฒนาคอนเทนต์ประเภทวิดีโอในปี 2020 มีดังต่อไปนี้

  • Video Personalization

มีความแตกต่างจากวิดีโอทั่วในในเรื่องของการนำเสนอวิดีโอคอนเทนต์ที่มีการปรับแต่งเนื้อหาให้เหมาะสมกับผู้ชมแบบรายบุคคลมากที่สุด ทำให้ตอบโจทย์กับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งผู้บริโภคกว่า 72% จะมีส่วนร่วมกับคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับตัวเขาเองเท่านั้น 

ทำให้นักการตลาดต้องสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ต่อความต้องการหรือเกี่ยวข้องกับผู้ชมโดยตรง ดัง นั้นการทำ Video Personalization จึงเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ทางการตลาดที่จะทำให้คุณแตกต่างและเป็นผู้นำในตลาดได้ โดยการยกระดับความสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับลูกค้าให้ใกล้ชิดมากขึ้นทำให้ลูกค้ารู้สึกเป็นคนพิเศษที่ได้รับคอนเทนต์ที่คัดเลือก จัดทำขึ้นมาเพื่อเขาโดยเฉพาะ

ตัวอย่าง Nike ได้ทำการส่งวิดีโอที่ไม่ซ้ำกันถึง 100,000 รายการให้กับสมาชิก Nike+ เพื่อฉลองความสำเร็จในการออกกำลังกายของลูกค้า โดยการสร้างวิดีโอที่ใช้ข้อมูลของลูกค้ามาประกอบวิดีโออย่าง ชื่อลูกค้า สถานที่ จำนวนระยะทางที่วิ่งได้ ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีและน่าสนใจของการนำเสนอวิดีโอที่เฉพาะเจาะจงแบบรายบุคคล

  • การใช้ Data ในการสร้างสรรค์วิดีโอ

การใช้ข้อมูลเป็นรากฐานในการทำการตลาดที่จะทำให้คุณสามารถทำการสื่อสารไปถูกคน ถูกข้อความและถูกเวลา มากที่สุดเพื่อให้เกิดการมีส่วนรวมและยอดขายซึ่งเป็นวิธีที่จะนำไปใช้กับการตลาดรูปแบบวิดีโอ โดยการนำข้อมูลต่างๆเป็นสารตั้งต้นในการคิด ออกแบบวิดีโอ ซึ่งจะทำให้เราสามารถเชื่อมต่อตัวตนของแบรนด์ให้เข้าใกล้ตัวตนของผู้ชมได้มากขึ้นว่าผู้ชมเป็นแบบไหน เขาชื่นชอบอะไร มีความเชื่อแบบไหน อะไรที่ทำให้เขากังวลซึ่งในปี 2020 แบรนด์สามารถเลือกใช้กลยุทธ์และแพลทฟอร์มที่ถูกต้องเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

ตัวอย่าง H&M ได้ใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลของลูกค้ามาประกอบในการสร้างสรรค์วิดีโอได้ดีขึ้นและตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายมากขึ้นตั้งแต่ประเภทเรื่องราว นักแสดง เสื้อผ้าที่ใช้ เพื่อเข้าถึงกลุ่มผู้ชมที่เฉพาะกลุ่มและถ่ายทอดถึงคุณค่าที่แบรนด์ให้ความสำคัญในเรื่องของความหลากหลายของเพศ รูปร่าง ความชอบ ได้ออกมาอย่างชัดเจน

  • วิดีโอ 360 องศา 

รูปแบบวิดีโอที่ทำให้ผู้ชมได้รับประสบการณ์การโต้ตอบที่สมจริง โดยที่ผู้ชมสามารถกดเลื่อนดูภาพได้รอบทิศ 360 องศา ทำให้คอนเทนต์ของคุณแตกต่างและโดดเด่นจากผู้อื่นด้วยวิธีการบอกเรื่องราวที่ไม่เหมือนใคร จึงช่วยสร้างการรับรู้ การมีส่วนร่วมของแบรนด์ และยังช่วยเพิ่มอัตราการซื้อสูงขึ้นถึง 7% 

ตัวอย่างวิดีโอ 360 องศาจาก National Geographic

ตัวอย่างแบรนด์ที่เห็นผลลัพธ์ที่ยอดเยี่ยมจากวิดีโอ 360 องศาคือ Kit Kat ในแคมเปญ Matcha Chocolate Bar บนช่องทาง Youtube ส่งผลให้อัตราการสำเร็จมากกว่าค่าเฉลี่ยถึงสองเท่า

Have a 360° Zen Break

Three hundred and sixty degrees of serenity awaits. Have a Zen break with our new Matcha Green Tea KITKAT.

โพสต์โดย KitKat เมื่อ วันพุธที่ 11 กรกฎาคม 2018

 

  • Live Streaming

วิดีโอแบบถ่ายทอดสดทำให้ผู้ชมรู้สึกเหมือนกำลังพูดคุยกับแบรนด์โดยตรงช่วยสร้างความรู้สึกใกล้ชิดทำให้กระตุ้นให้เกิดการมีส่วนร่วม เนื่องจากผู้ชมสามารถโต้ตอบ ตอบคำถามหรือความคิดเห็นได้แบบเรียลไทม์ 

ข้อดี คือวิดีโอรูปแบบถ่ายทอดสดใช้งานง่ายและฟรี ไม่ต้องอาศัยเทคนิคหรือขั้นตอนการผลิต การตัดต่อที่ยุ่งยาก ซึ่งปัจจุบันหลายๆแพลตฟอร์มก็ได้สร้างฟีเจอร์ Live ออกมาให้ใช้บริการกันมากขึ้นอย่าง Facebook, Instagram, Youtube, Twitter เป็นต้นค่ะ โดยที่ทุกคนสามารถใช้วิดีโอแบบถ่ายทอดสด หากต้องการนำเสนอเนื้อหาดังต่อไปนี้

    • แนะนำสินค้าใหม่
    • ขั้นตอนการดำเนินการของผลิตภัณฑ์
    • การสัมมนา
    • การถาม-ตอบ คำถาม
    • การสัมภาษณ์
    • กิจกรรม
update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : https://nmbx.newmusicusa.org/live-streaming-101-why-live-stream/

  • วิดีโอ Vlog สำหรับบริษัท

วิดีโอรูปแบบ Vlog เป็นที่นิยมกันอย่างมากในการบอกเล่าเรื่องราวว่าเขากำลังทำอะไร ที่ไหน อยู่กับใครซึ่งจะเห็นกันได้บ่อยในช่องทาง YouTube 

ซึ่งบริษัทก็สามารถใช้วิดีโอ Vlog ได้เช่นเดียวกัน เพื่อทำให้แบรนด์ได้ใกล้ชิดกับผู้ชม และได้แสดงถึงตัวตน เบื้องหลังการทำงานต่างๆ ในแบบที่เปิดเผยและเป็นกันเองมากขึ้นจะทำให้ผู้ชมสามารถเชื่อมต่อความสัมพันธ์กับแบรนด์ได้ดีมากยิ่งขึ้น หรือคุณอาจจะใช้ในโอกาสนี้การเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ด้วยวิธีนี้ก็น่าสนใจไม่น้อยเลยค่ะ

ตัวอย่าง Karin Bohn

เจ้าของธุรกิจรับตกแต่งภายในได้ทำวิดีโอ Vlog การทำงาน 3 วันของเธอในช่องทาง YouTube ทำให้เห็นถึงเบื้องหลังการทำงานของเธอ ทีมงาน แนวคิด รวมถึงธุรกิจและบริการของ Karin Bohn ด้วยเช่นกัน ทำให้ผู้ชมสามารถรู้จักแบรนด์และสินค้าบริการที่เธอกำลังทำอยู่มากยิ่งขึ้น 

สำหรับในฝั่งของ Social Media ก็ไม่ได้เป็นเพียงส่วนเดียวที่ผู้คนค้นหาคอนเทนต์ เพราะจริงๆแล้วอีกฝั่งที่ตอบโจทย์ และมีผู้ค้นหาคอนเทนต์กันมากขึ้นคือฝั่งของ Search Engine อย่าง Google โดยจากสถิติการค้นหาของคนไทยใน Google เปรียบเทียบระหว่างช่วงปี 2017 ถึงปี 2019 จะเห็นได้ชัดว่าอัตราในการค้นหาข้อมูลต่างๆ เติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

3. E-A-T

อย่างที่ได้กล่าวไปก่อนหน้านี้ว่า ฝั่งของ Social Media ไม่ได้เป็นเพียงส่วนเดียวที่ผู้คนค้นหาคอนเทนต์ เพราะจริงๆแล้วอีกฝั่งที่ตอบโจทย์ และมีผู้ค้นหาคอนเทนต์กันมากเช่นเดียวกันคือฝั่งของ Search Engine อย่าง Google ที่มีจำนวนการค้นหาประมาณ 2 ล้านล้านการค้นหาต่อปี ดังนั้นในปี 2020 เราจึงต้องให้ความสำคัญกับเว็บไซต์ และคอนเทนต์บนเว็บไซต์ด้วยเช่นเดียวกัน ไม่ว่าคุณจะเป็นธุรกิจประเภทใด การมีเว็บไซต์ของธุรกิจเอง รวมถึงการสร้างคอนเทนต์บนเว็บไซต์ที่สามารถค้นหาผ่าน Search Engine และทำ SEO ทั้งแบบ Onsite และ Offsite นั้นสำคัญ

  • SEO Onsite คือ ปรับให้เว็บไซต์ของเราเป็นไปตามกฎของ Google เช่น โหลดหน้าเว็บไซต์ได้เร็ว เนื้อหาน่าอ่าน มีโครงสร้างเว็บชัดเจน 
  • SEO Offsite คือ การพึ่งพาเว็บไซต์จากภายนอกในการโปรโมท โดยโยงลิงก์บนเว็บไซต์อื่นให้กลับมาที่เว็บไซต์ของเรา เป็นต้น 

ไม่ว่าจะเป็น SEO แบบไหนก็สำคัญทั้งนั้น เพราะ Google ยังคงใช้หลักการให้คะแนนเพื่อจัดอันดับเว็บไซต์ 3 ข้อที่เรียกว่า “E-A-T” โดยทั้ง 3 ข้อ มีหลักการดังต่อไปนี้update-digital-marketing-trend-2020

1. Expertise : ความเชี่ยวชาญ 

เว็บไซต์ที่นำเสนอเนื้อหาที่ต้องการความรู้ ความเชี่ยวชาญมากๆ จากประสบการณ์และผลงานที่เกิดขึ้นจริงอย่างด้านการแพทย์ วิทยาศาสตร์ การเงิน เป็นต้น จะต้องมีข้อมูลหรือหลักฐานที่บ่งบอกถึงความเชี่ยวชาญในเรื่องนั้นๆ ไม่ว่าจะเป็นการใส่ประวัติ ประสบการณ์ ยอดขาย การศึกษา หรือใบรับรองต่างๆ ลงในเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น หน้า About Us เพื่อให้ Google รับรู้ถึงความเชี่ยวชาญของเว็บไซต์เราได้ค่ะ

ตัวอย่างการใส่ประวัติในเว็บไซต์ของโรงพยาบาลกรุงเทพ

update-digital-marketing-trend-2020

 

2. Authorise : ความมีอำนาจ

เป็นการแสดงถึงอำนาจ ความเป็นผู้นำในเนื้อหาหรือความเชี่ยวชาญด้านนั้นๆ โดยเว็บไซต์เราจะมีคะแนนที่สูงขึ้น เมื่อเว็บไซต์ได้รับความนิยมจากผู้เข้าชม ที่แสดงถึงการได้รับการยอมรับว่ามีประโยชน์สำหรับผู้ชม ตัวอย่างเช่น มีการแชร์บทความบนเว็บเยอะ มีจำนวนคนอ่านมาก เวลาที่ผู้เข้าชมอยู่บนเว็บไซต์นานโดยที่ยังไม่ออกไปที่อื่น รวมไปถึงถ้าเว็บของเราถูกลิงก์มาจากเว็บไซต์ที่มีความน่าเชื่อถืออื่นๆด้วยแล้ว คะแนนเว็บไซต์เราก็จะมากขึ้นด้วย

ตัวอย่างเว็บไซต์เมื่อถูกลิงก์จากเว็บไซต์ที่น่าเชื่อถืออื่นๆ

update-digital-marketing-trend-2020

 

3. Trustworthy : ความน่าเชื่อถือ

ในลักษณะเดียวกัน ถ้าเนื้อหาบนเว็บไซต์เรามีการอ้างอิงแหล่งที่มา อย่างเช่น งานวิจัยต่างๆ เราก็ควรใส่ลิงก์ไปยังแหล่งข้อมูลแท้จริงที่เชื่อถือได้ เพื่อให้ Google รับรู้ถึงความน่าเชื่อถือของข้อมูลที่เรานำมาใช้นั้นด้วย รวมถึงเว็บไซต์ของเราจะต้องมีการอัปเดตอยู่เสมอ ด้วยเนื้อหาข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ถูกต้อง และเป็นปัจจุบันด้วยค่ะ

ตัวอย่างเว็บไซต์ที่ใส่ลิงก์แหล่งที่งานวิจัยที่ใช้อ้างอิง

update-digital-marketing-trend-2020

 

3. Conversational Marketing 

Chatbot  

การใช้ Chatbot ในประเทศไทยช่วงปีที่ผ่านมา มีเจ้าของธุรกิจเริ่มให้ความสนใจในฝั่งของการใช้ Chatbot เพื่อการทำ Customers Service ในการบริการให้ข้อมูลลูกค้า หรือส่วนงานที่ต้องมีการทำซ้ำมากขึ้น เนื่องด้วยปัญหาของธุรกิจ เกี่ยวกับการหาคนที่มาดูแลเรื่องของ Customers Service ทั้งในส่วนของการตอบคำถามและให้ข้อมูลพื้นฐานของสินค้าหรือบริการแก่ลูกค้า

จริงอยู่ที่ในประเทศฝั่งเอเชียอย่างประเทศไทยเรา ยังคงเป็นกลุ่มประชากรที่ชื่นชอบที่จะรับการบริการจากคนด้วยกันเป็นหลัก แต่การหาคนมาทำงานที่เชี่ยวชาญเรื่องของแชทบอทสำหรับการดูแลลูกค้านั้นกำลังขาดแคลน อีกทั้งยังมีปัญหาในเรื่องความไม่ต่อเนื่องของการตอบแชท ตอบไม่ทันในเวลาที่ลูกค้าต้องการ ไม่ได้สร้างมาตรฐานในเรื่องของ Online Customers Service เอาไว้ บวกกับพฤติกรรมของผู้บริโภคที่ยึดถือในเรื่อง Moment is Now นั่นคือ ต้องการได้ข้อมูลทันทีที่ตนมีคำถาม ต้องการซื้อทันที ณ เวลาที่อยากซื้อ เพราะฉะนั้น หากเราต้องการยกระดับการบริการไปอีกขั้น เราอาจจะต้องมีต้นทุนในการสร้างหน่วยงานสำหรับดูแลลูกค้า อย่างเดียวกับที่บริษัทใหญ่ๆ ทำอย่างจริงจัง 

update-digital-marketing-trend-2020
มองย้อนกลับมา สำหรับธุรกิจขนาด SME แค่เวลาที่เราต้องทุ่มเทไปเพื่อพัฒนาฝั่ง Marketing กับ Sales ก็เยอะมากแล้ว แต่เราก็จำเป็นต้องดูแลในฝั่งของ CRM (Customers Relationship Management) อย่างต่อเนื่องด้วยเพื่อให้ได้ฐานลูกค้า การซื้อซ้ำ และการบอกต่ออย่างครบกระบวนการ 

จากที่กล่าวมา Chatbot จึงเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยให้ธุรกิจขนาด SME และขนาดใหญ่ ได้มีโอกาสพัฒนาระบบการดูแล รักษาฐานข้อมูลลูกค้า และการให้ข้อมูลลูกค้าได้อย่างประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณมากขึ้น ในการพัฒนาบุคคลากรทางด้านนี้ รวมถึงสามารถต่อยอดในการสร้างระบบการพัฒนาฐานข้อมูลลูกค้าได้อีก 

Chatbot จึงเป็นตัวเลือกที่สำคัญ ที่โดยส่วนตัวของทีมผู้เขียนแล้ว อยากให้ผู้อ่านลองได้เริ่มต้นเรียนรู้ และ ศึกษาดู โดยขั้นตอนแรกที่ง่ายที่สุดคือการใช้ Chatbot ในการให้ข้อมูลลูกค้าในช่วงเวลาที่ลูกค้าต้องการ และในช่วงเวลาที่เราอาจจะไม่มีบุคลากรทางฝั่งนี้มาช่วยตอบ อย่างช่วงเวลากลางคืนนอกเวลาทำงาน หรือกลางดึกที่คนส่วนใหญ่มักเข้านอนกันแล้ว

ตัวอย่างเช่น ลูกค้าเห็นโฆษณาสินค้าเราในช่วงเวลากลางคืน แล้วต้องการข้อมูล รายละเอียด ณ ตอนนั้น การมี Chatbot จะเป็นตัวช่วยเบื้องต้นได้ในการให้ข้อมูลได้ในเวลานั้นทันที โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรอคนมาตอบในเช้าวันถัดไป รวมถึงถ้าเราออกแบบ Chatbot ได้ดี ได้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นจนจบ เราอาจจะสามารถปิดการขายได้เลย โดยเฉพาะกับลูกค้าที่มีความต้องการซื้ออยู่แล้ว แต่ถ้าเราไม่มี Chatbot ช่วยตอบในเวลานั้น เราอาจจะเสียลูกค้าที่พร้อมจ่ายเงินคนนี้ไปเลยก็ได้ เพราะให้ข้อมูลไม่ทันท่วงที ไม่ทันต่อความต้องการของลูกค้า ดังนั้นการมี Chatbot อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยลดความรู้สึกในเชิงลบ สำหรับการตอบสนองความต้องการข้อมูลของลูกค้าได้ เริ่มต้นจากตรงนี้ก่อนก็ได้ไม่เสียหายค่ะ

ตัวอย่าง Chatbot ของ McDonalds ที่ช่วยให้ข้อมูลตัวเลือกสินค้าแบบรวดเร็ว โดยที่ลูกค้าไม่ต้องรอ

update-digital-marketing-trend-2020

ที่มา : www.uplabs.com

อีกทั้งในระบบการตอบอัตโนมัติผ่าน Chatbot ขั้นพื้นฐาน มีให้บริการแบบไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายทั้งใน Messenger ของ Facebook รวมถึงฟีเจอร์ Chatbot ใน LINE เองก็ฟรีด้วยเช่นเดียวกัน ถือเป็นโอกาสที่ดีของธุรกิจที่จะเริ่มใช้ Chatbot เพื่อเพิ่มความรู้สึกเชิงบวกของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์ได้มากขึ้น

สำหรับในประเทศไทย แม้ว่าหลายๆธุรกิจจะสร้างระบบ Chatbot ขึ้นมา เพื่อรองรับในเรื่องของ Customer Service ในการให้ข้อมูลแก่ลูกค้า แต่เทรนด์การใช้งาน Chabot ที่กำลังจะมา คือการใช้งานเพื่อช่วยเสริมกระบวนการฝั่งการตลาด และช่วยเพิ่มในส่วน Conversion มากขึ้น โดยการทำระบบติดตามการตัดสินใจของลูกค้า (Follow Up) หลังจากเข้ามาสอบถามข้อมูลสินค้า โดยอาจจะมาในรูปแบบของการเก็บข้อมูลลูกค้าแบบอัตโนมัติ ว่าลูกค้าชื่ออะไร เบอร์ติดต่อคืออะไร และในระหว่างที่มาสนทนาลูกค้าสนใจสินค้าของแบรนด์เราชิ้นไหนบ้าง?

ตัวอย่าง การออกแบบ Chatbot ด้านล่างของแบรนด์ Cruzee ที่นอกจากจะรองรับการให้ข้อมูลในส่วน Customer Service แล้ว ยังมีการ Up Sales สินค้า ช่วยเพิ่มยอดการขายให้เพิ่มมากขึ้นด้วย รวมถึงกรณีตัวอย่าง Chatbot ของ Tallsters ที่นำ Chatbot มาทำเป็นรูปแบบของควิซ ช่วยให้คนที่กำลังกังวลเรื่องส่วนสูง รวมถึงผู้ปกครองที่กังวลเรื่องส่วนสูงของลูก สามารถเข้ามาวิเคราะห์ผลผ่านควิซนี้ได้ เป็นการดึงดูดลูกค้าที่สนใจให้ทักแชทเข้ามา ซึ่งวิธีการนี้ช่วยเก็บข้อมูลลูกค้าเบื้องต้นไปในตัว รวมถึงเป็นการให้ความรู้ในเรื่องที่มีความซับซ้อนอย่างการประเมินส่วนสูงให้กับลูกค้า ก่อนที่จะเสนอขาย และปิดการขายในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งช่วยให้ลูกค้ารู้สึกมั่นใจต่อสินค้าและบริการมากขึ้น ขายง่ายมากขึ้นค่ะ 

อย่างไรก็ตามโจทย์สำคัญของการใช้ Chatbot ก็คือ เราจะใช้ Chatbot อย่างไร ให้ลูกค้าไม่รู้สึกห่างไกลความสัมพันธ์จากแบรนด์ พูดง่ายๆก็คือ เราจะทำอย่างไรให้ Chatbot ของเรามีความเป็นมนุษย์มากที่สุด 

โดยหลักการสนทนาที่จะทำให้ลูกค้ารู้สึกประทับใจได้นั้น เกิดขึ้นจากการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับมนุษย์ ซึ่งประกอบไปด้วย 6 ข้อดังนี้

update-digital-marketing-trend-2020
  1. การสร้างคาแรกเตอร์ของแบรนด์ที่ชัดเจน บ่งบอกถึงตัวตนผ่านการการตอบข้อความ
  2. มีความเข้าใจคู่สนทนา เพื่อสร้างความประทับใจและความสบายใจของลูกค้าที่มีต่อแบรนด์เรา 
  3. การตอบกลับที่กระชับเข้าใจง่าย และไม่ควรส่งเกิน 4 ข้อความต่อครั้งเพื่อไม่สร้างความรำคาญให้แก่ลูกค้า
  4. การใช้อิโมจิในการสื่อสารอารมณ์และความรู้สึก ทำให้การสนทนาเป็นกันเองมากขึ้น
  5. ออกแบบการสนทนาที่สามารถใช้ร่วมกับช่องทางอื่นๆได้
  6. อย่าใช้คำสั่งหรือคำถามที่ห้วนเกินไป แต่จงให้ข้อมูลในการตัดสินใจเลือกสินค้าได้อย่างชาญฉลาดและส่งมอบคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์

 

4. Data Driven 

ในปี 2019 ที่ผ่านมา หากคุณทำงานอยู่ในสายงานดิจิทัล คุณจะได้ยินคำว่า Data Analysis หรือการวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ จากฝั่งดิจิทัล เพื่อไปต่อยอดในการทำให้องค์กรเติบโต แต่สำหรับธุรกิจ SME การใช้ Data เพื่อมาต่อยอดเราคงพูดถึงประเด็นของการเก็บข้อมูลของลูกค้า เพื่อมาต่อยอดในการออกแบบกลยุทธ์ทางด้านการตลาดให้ตรงใจกับลูกค้ามากที่สุด ซึ่งจะตอบรับเข้ากับยุคของ Personalized Marketing ได้เป็นอย่างดี แต่การใช้ Data เพื่อมาตัดสินใจและออกแบบกลยุทธ์ ไม่ได้เกิดขึ้นในฝั่งของการตลาดเพียงอย่างเดียวในปี 2020

Data จะเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องเกี่ยวกับการสร้างนวัตกรรมและฝ่าย Research and Development หรือ วิจัยและพัฒนามากขึ้น เพื่อให้องค์กรทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมไปถึงส่วนของการสร้างผลิตภัณฑ์ให้โดนใจและตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการมากที่สุดด้วย พูดง่ายๆก็คือ Data จะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมตั้งแต่การรับรู้ ไปจนถึงการตัดสินใจซื้อของลูกค้าได้แม่นยำมากขึ้น เพราะฉะนั้น เรื่องของ Data จะถูกนำมาใช้งานทุกภาคส่วนขององค์กร ธุรกิจไหนก็ตามที่ยังคงอยู่ในยุคของ Marketing 2.0 และ 3.0 แน่นอนว่าจะถูก Disrupt ไปตามๆกัน เพราะอาจจะเปลี่ยนแปลงไม่ทันกับธุรกิจที่เอา ระบบ Marketing 4.0 และ 5.0 มารองรับแล้ว

หลายปีที่ผ่านมาเราจึงจะเห็นหลายธุรกิจที่อยู่มานานก็ถูก Disrupt เพราะพฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นกรณีโด่งดังที่หลายคนอาจจะเคยได้ยินอย่างแบรนด์ Kodak ที่เคยครองตลาดด้านภาพถ่าย และภาพยนตร์ในสมัยก่อน ก็ต้องล้มตัวลง อันเนื่องจากสาเหตุสำคัญ เพราะขาดวิสัยทัศน์ต่อการเติบโตของเทคโนโลยีดิจิทัล ธุรกิจไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับพฤติกรรม ความต้องการของคนที่เปลี่ยนไป และที่น่าเศร้าไปกว่านั้นคือ Kodak เป็นเจ้าแรกที่ผลิตกล้องดิจิทัลตัวต้นแบบขึ้นมา แต่เพราะไม่ได้ลงทุนกับมันอย่างจริงจัง และปล่อยผ่านไป จึงทำให้ในที่สุด กล้องดิจิทัลจากแบรนด์อื่นๆ แบรนด์ใหม่ๆ ก็เข้ามาแทนที่กล้องฟิล์มของ Kodak ไปในที่สุด

update-digital-marketing-trend-2020

ภาพจาก : www.flickr.com

เช่นเดียวกันกับเรื่องของ Data ถ้าธุรกิจไหนที่มีวิสัยทัศน์ ก็จะเล็งเห็นถึงโอกาส และมองเห็นการเปลี่ยนแปลงในอนาคตที่จะเกิดขึ้น ว่าถ้ามี Data เราจะเข้าใจพฤติกรรมลูกค้าได้มากกว่า มอบสินค้าและบริการได้ตรงใจลูกค้ามากกว่า และมอบประสบการณ์แบบ Personalized ได้ดีกว่าเจ้าอื่นๆ ถ้าเจ้าไหนขาด Data ก็จะขาดในส่วนนี้ไป และถูก Disrupt ในอนาคตไปได้ง่ายๆ เพราะตามพฤติกรรมลูกค้าไม่ทันนั่นเองค่ะ

อย่างไรก็ตาม การเก็บ Data เพื่อนำมาต่อยอดการตลาดในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มักถูกให้ความสำคัญกับการเก็บ Data โดยผ่านช่องทาง Social Media Marketing เป็นหลัก แต่หากธุรกิจไหนที่เริ่มสร้าง Platform และ เว็บไซต์ของตัวเองเป็นหลักแหล่ง ก็จะมี Data ในด้านพฤติกรรม ความชอบ ความสนใจ ความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า ที่ลงลึกถึงตัวตนที่แท้จริงของลูกค้าได้มากขึ้น 

อย่างช่องทางเว็บไซต์ เราก็สามารถเก็บ และวิเคราะห์ Data จากเครื่องมือ Google Analytics เพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรมลูกค้าได้มากขึ้น ว่าหน้าเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาแบบไหน สินค้าหรือบริการอะไรที่ผู้คนสนใจ และใช้เวลารับชมมากที่สุด รวมถึงสามารถรับรู้ได้ว่าหน้าของสินค้าหรือบริการไหนที่ทำให้เกิด Conversion หรือการซื้อขายได้มากที่สุดด้วย เพื่อนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อต่อยอดในการพัฒนาสินค้า บริการ รวมถึงเป็นสามารถนำข้อมูลที่มีมาสร้างโอกาสใหม่ๆบนช่องทางการขายต่างๆต่อได้ด้วยค่ะ

ตัวอย่างหน้าการแสดงผลข้อมูลบน Google Analytics

update-digital-marketing-trend-2020

 

ในปี 2020 ที่จะถึงนี้ อาจจะหมดเวลาแล้ว ในการวางแผนลุยการตลาดโดยที่ยังขาดข้อมูลลูกค้า เพราะจะทำให้คุณเสียเวลา เสียแรงบุคลากร และทุนทรัพย์ไปเปล่าๆ โดยไม่มีกลยุทธ์และการวัดผลลัพธ์ที่เหมาะสมมารองรับ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นการต่อสู้แบบไม่มีชั้นเชิง เหมือนเป็นการแข่งกับคู่ต่อสู้แบบไม่มีกระบวนทาง สุดท้าย จะแพ้หรือชนะ คุณจะจบด้วยการหมดแรงกันพอดี เพราะฉะนั้นการเริ่มต้นเก็บ Data เข้ามาเพื่อพัฒนาธุรกิจไม่ว่าจะด้านไหนก็ตามขอให้เริ่ม และการเริ่มที่ง่ายที่สุดคือการเก็บข้อมูลลูกค้าที่ซื้อสินค้าเรา ซ้ำ หรือมียอดมากที่สุด

การแบ่งประเภทของลูกค้า ว่าใครคือลูกค้ากลุ่มใหญ่ ที่ใช่สำหรับธุรกิจของเรา จะช่วยในเรื่องของภาพที่ชัดเจนที่สุดว่าลูกค้าของเราคือใคร มีความต้องการอะไร ไปจนถึงวิธีคิดในการตัดสินใจเลือกซื้ออะไรบางอย่าง และเราจะต่อยอดให้พวกเขาช่วยขยายตลาดให้เราได้อย่างไรบ้าง เรียกได้ว่าน่าจะเป็นขั้นตอนที่เริ่มได้ง่ายที่สุดก่อนจะนำ Data มาใช้ในทางการออกแบบโปรโมชั่น ที่ถูกใจลูกค้าที่สุด จนกระทั่งขั้นตอนนำ Data มาช่วยพัฒนาบริการ ไปจนถึงผลิตสินค้าใหม่ ให้เข้ากับความต้องการของลูกค้าที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เพื่อให้ธุรกิจสามารถคงอยู่และเดินหน้าต่อไปได้อย่างทันยุคสมัย

 

สรุป

เราจะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัด ว่าแผนการตลาดจะช่วยให้ธุรกิจเราไปรอดหรือไม่ในปี 2020 จะไม่ใช่แค่การพยายามทำคอนเทนต์ให้เกิดกระแส หรือแค่เน้นสร้างการมีส่วนร่วมบนช่องทางที่ได้รับความนิยมบนโลกออนไลน์ โดยไม่มีการต่อยอดไปสู่การซื้อ เพราะนั่นเป็นเพียงจุดเล็กๆจุดหนึ่งของภาพรวมการตลาดออนไลน์ทั้งหมด

สิ่งที่ควรให้ความสำคัญมากขึ้น คือการที่ธุรกิจคุณจะต้องรู้จักและเข้าใจความต้องการของผู้ที่จะมาเป็นลูกค้าให้มากพอ ไม่ใช่แค่ว่าพวกเขาอายุเท่าไหร่ เพศอะไร แต่ต้องเข้าใจพฤติกรรมในเชิงลึก ไปจนถึงความต้องการที่แท้จริง สิ่งที่พวกเขาต้องการที่จะช่วยแก้ปัญหา หรือทำให้พวกเขาได้รับประโยชน์ที่ควรจะได้ เพื่อตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายด้วยคอนเทนต์ที่เหมาะสม บนช่องทางที่เหมาะสม แน่นอนว่านอกจากธุรกิจจะต้องพัฒนาช่องทางออนไลน์ที่มีอยู่แล้ว การมองหาช่องทางใหม่ๆที่ผู้คนเริ่มให้ความนิยมมากขึ้นก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม โดยเฉพาะหากกลุ่มเป้าหมายของคุณอยู่บนช่องทางนั้นๆ

การส่งมอบคอนเทนต์ในปี 2020 อยากให้มองไปมากกว่าการสร้างคอนเทนต์ เพื่อให้คนจำนวนเยอะๆหันมาสนใจและแชร์ต่อ เพราะการทำคอนเทนต์ที่มีประโยชน์ต่อผู้ชม ที่สามารถช่วยในการแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิต พัฒนาตัวเองในการทำงาน เป็นต้น ซึ่งเนื้อหาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ธุรกิจควรให้ความสำคัญมากขึ้นเพื่อให้ผู้ชมเกิดความประทับใจ และอยากกลายมาเป็นลูกค้า นอกจากนี้อีกสิ่งที่ควรให้ความสำคัญ คือเรื่องของความสร้างสรรค์ ที่แตกต่าง โดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง หรือของแบรนด์มากขึ้น Visual Content ยังเป็นที่นิยม และถูกให้ความสำคัญเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะการทำคอนเทนต์ประเภทวิดีโอที่มีความน่าสนใจและเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในยุคที่อัตราการชมวิดีโอได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น และช่องทางออนไลน์ต่างๆ ก็พยายามสร้างรูปแบบการโพสต์คอนเทนต์วิดีโอในแบบของตัวเอง เพื่อรองรับความต้องการของผู้ชม

นอกจากนี้ ในปี 2020 เทคโนโลยีอย่าง Chatbot จะเข้ามามีความสำคัญในการดูแลรักษาลูกค้ามากขึ้น ในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้านอกเวลาที่แอดมินดูแลได้ จึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้ทันที โดยที่พวกเขาไม่จำเป็นต้องรอนานอีกต่อไป รวมถึง Chatbot จะถูกนำมาใช้ในกระบวนการซื้อขายแบบครบวงจรตั้งแต่แนะนำสินค้าที่มี ตอบข้อสงสัย จนถึงขั้นตอนปิดการขาย และยังสามารถใช้เก็บข้อมูลลูกค้าไว้เพื่อเสนอบริการหลังการขาย หรือแม้แต่รองรับลูกค้าเก่าในเวลาที่พวกเขาต้องการซื้อซ้ำ เรียกได้ว่าอำนวยความสะดวกและสร้างความประทับใจให้ลูกค้าได้ตั้งแต่ต้นจนจบ จนพวกเขาอยากบอกต่อ อีกทั้งยังสามารถนำข้อมูลของคนที่เป็นลูกค้าเราจริงๆ ไปต่อยอดเพื่อทำการตลาดต่อไป เรียกได้ว่า Chatbot จะเริ่มเข้ามาอยู่ในทุกส่วนของการตลาดมากขึ้นนั่นเองค่ะ

ส่วนสุดท้ายที่จะมีความสำคัญอย่างมากในปี 2020 และอนาคตต่อไปหลังจากนี้ คือเรื่องของ Data ในปี 2020 การเก็บ Data จะเป็นเรื่องที่ไม่ทำไม่ได้อีกต่อไป หากคู่แข่งของธุรกิจคุณมี Data ที่ทำให้เข้าถึงข้อมูลของกลุ่มลูกค้าที่แท้จริง ในขณะที่ธุรกิจคุณยังไม่รู้ว่าลูกค้าจริงๆของคุณคือใคร หรือมีความต้องการแบบไหนแล้วล่ะก็ สุดท้ายแล้วธุรกิจคู่แข่งจะทิ้งห่างคุณไปในที่สุด เพราะการที่มีข้อมูลลูกค้าอยู่ในมือ นั่นหมายความว่า คู่แข่งสามารถดำเนินแผนการตลาดที่เข้าถึงลูกค้าได้มากกว่า ตรงใจมากกว่า และสามารถปิดการขายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่านั่นเอง

ในคอนเทนต์ต่อๆไป ของ STEPS เอง เราก็จะมุ่งเน้นพัฒนาหาความรู้และประสบการณ์ด้าน Data มาถ่ายทอดผ่านแพลตฟอร์มของ STEPS เพื่อเป็นประโยชน์กับผู้อ่าน ผู้ติดตาม ให้มากยิ่งขึ้นอีกด้วยเช่นเดียวกันค่ะ

 

ที่มา

https://influencermarketinghub.com/tiktok-statistics/
https://financesonline.com/YouTube-trends/
https://www.oberlo.com/blog/YouTube-statistics
https://serpwatch.io/blog/how-many-google-searches-per-day/
https://moz.com/blog/google-e-a-t
https://www.searchenginejournal.com/content-trends/329253/#close
https://valuer.ai/blog/50-examples-of-corporations-that-failed-to-innovate-and-missed-their-chance/
https://financesonline.com/twitter-trends/
https://digitalsquad.com.sg/15-big-instagram-trends-in-2019-2020/
https://www.cyberclick.es/numericalblogen/10-exciting-instagram-trends-to-keep-track-of
https://financesonline.com/instagram-trends/#trend9
https://www.cyberclick.es/numericalblogen/top-10-video-marketing-trends
https://www.smartinsights.com/digital-marketing-platforms/video-marketing/video-marketing-trends-2020/
https://landbot.io/blog/guide-to-conversational-design/
https://topdigital.agency/how-to-create-a-data-driven-video-strategy-that-makes-an-impact/

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล
โอกาสใหม่! ของธุรกิจอาหาร อาหารเพื่อสุขภาพ สำหรับคนรักสุขภาพ