ผู้เขียน: Nuttawee Tantisajjatham

Digital Marketing Trends 2025 : เทรนด์การตลาดออนไลน์ปี 2025

Digital Marketing Trends 2025

Digital Marketing Trends 2025 : วางแผนการตลาดปี 2025 ด้วย Live Commerce, Data Collection Plan, Omni-channel commerce, Marketing Automation และ AI for Marketing

ในปี 2024 ที่กำลังจะผ่านไป การทำการตลาดออนไลน์มีการเปลี่ยนแปลงที่เปลี่ยนวิถีทั้งการทำการตลาดและการทำธุรกิจไปอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าจะเป็นด้านของพฤติกรรมผู้บริโภค เทคโนโลยี ช่องทางการสื่อสาร

เพราะฉะนั้นแล้วในปี 2025 ที่จะถึงเราจึงอยากรวบรวมประเด็นสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการ นักการตลาด และ Content Creator ได้เตรียมตัวไว้ก่อนล่วงหน้าผ่าน 5 องค์ประกอบสำคัญดังต่อไปนี้

1. Live Commerce 

Live Commerce คืออะไร 

Live Commerce คือการเอาการถ่ายทอดสดที่ผู้ชมอาจจะดูเพื่อความบันเทิงมาสอดแทรกการขายสินค้าและเกิดธุรกรรมการค้าขายภายใน Live เกิดขึ้น

Live Commerce  ถือว่าเป็นองค์ประกอบที่เกิดขึ้นจากการมี Social Commerce อย่าง TikTok ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่นๆ จะมีฟีเจอร์การ Live หรือถ่ายทอดสดก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็น Facebook และ Instagram แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า แพลตฟอร์มที่หยิบยกเรื่อง Live มาประกอบกับการขายสินค้าบนออนไลน์แบบเปลี่ยนกระแส และพฤติกรรมของผู้บริโภคได้จริงๆ นั้นก็คือ TikTok

และแม้ว่า Live Commerce จะเกิดขึ้นมาพร้อมกับ Social Commerce นั้นเองก็ตามแต่ Live Commerce ก็ถูกประยุกต์และมีส่วนสำคัญ มาใช้กับ Marketplace อย่าง Shopee และ Lazada เป็นต้น

Live Commerce ต่อจากนี้ก็จะถูกเริ่มนำมาใช้กับ Website E-Commerce ของแบรนด์ด้วยเช่นกัน

Live Commerce กลายเป็นอีกหนึ่งส่วนสำคัญที่รวบรวมการสร้างคอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์ทุกจุดประสงค์ไม่ว่าจะเป็นการทำ

  • Awareness ( การทำให้แบรนด์เข้าถึงและมองเห็นโดยวงกว้าง) 
  • Engagement ( การร่วมมีปฎิสัมพันธ์กับกิจกรรมที่เกิดขึ้นคอนเทนต์ ) 
  • Conversion ( การซื้อขาย ) 
  • Repurchase ( การซื้อซ้ำ ) 
Benefits of livestream ecommerce for sellers

ผลสำรวจจาก GoodFirms ถึงประโยชน์ของทำ Live Commerce

ซึ่งจากผลสำรวจของ GoodFirms เกี่ยวกับประโยชน์ของการทำ Live Commerce ได้ตอบโจทย์ทั้ง 4 จุดประสงค์เบื้องต้น ก่อนหน้านี้ประมาณ 3 ปี เรามีสูตรการทำคอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์แบบเชื่อมโยงในแต่ละจุดประสงค์ของ Marketing Funnel

เราอาจจะต้องทำคอนเทนต์ออกมา กว่า 4 ชิ้น สำหรับ 4 จุดประสงค์

แต่สำหรับ ณ ปัจจุบัน อย่างที่กล่าวไปข้างต้น Live Commerce คือการตอบโจทย์ Zero Moment of Truth ของจริง ตรงที่เรากดเข้าไปดู การ Live เพื่อความบันเทิง เพื่อการแก้เหงา หรือ เพื่ออัพเดทเทรนด์อัพเดทกระแส ก็อดไม่ได้ที่จะตื่นเต้นไปกับโปรโมชั่นสุดลุ้นในแต่ละช่วงเวลา บ้างก็มีการเล่นเกมส์เพื่อชิงของรางวัลต่างๆ และยังได้ฟังเรื่องเล่าจาก Live Entertainer อีกด้วย สุดท้ายได้จับจ่ายใช้สอยในการซื้อสินค้าผ่าน Live Commerce โดยจากผลสำรวจของ GoodFirms พบว่าผู้บริโภคกว่า 66.7% เลือกซื้อสินค้าผ่าน Live Commerce เนื่องจากมีโอกาสที่จะได้รับโปรโมชั่นส่วนลดพิเศษ มากกว่าซื้อหน้าร้าน ทั้งออนไลน์ และ ออฟไลน์

Survey live streaming ecommerce future of ecommerce

ผลสำรวจจาก GoodFirms ถึงอนาคตของ Live Commerce

พบว่า 61.9% เชื่อว่า Live Commerce คืออนาคตของอีคอมเมิร์ซ ผลสำรวจนี้ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่า Live Commerce เริ่มมีบทบาทสำคัญ และมีแนวโน้มที่จะกลายเป็นกลยุทธ์หลักของการซื้อขายสินค้าออนไลน์ ที่ตอบโจทย์เหล่าผู้บริโภคโดยไม่ต้องสลับช่องทางไปไหนเลย

Top five categories most purchased via live commerce

ด้วยข้อมูลจาก Mckinsey บริษัทที่ปรึกษาระดับโลกมีข้อมูลที่กล่าวไว้ว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา 57% ของจำนวนผู้ชม Live Commerce นั้นมีการซื้อของผ่าน Live Commerce ต่อเนื่องมาแล้วถึง 3 ปี

ข้อมูลจาก Research ของ Mckinsey มีการกล่าวถึง ประเภทของสินค้าที่ผู้บริโภคซื้อมากที่สุด 5 อันดับใน 4 ภาคพื้นจากทั่วโลก ที่น่าสนใจคือข้อมูลของในประเทศจีนมีการซื้อ Groceries ของอุปโภคบริโภคทั่วไปในหลายวันมีการถูกซื้อผ่าน Live Commerce มากที่สุดในประเทศจีน รองลงมาเป็นเสื้อผ้า รองเท้า สกินแคร์ และ ผลิตภันฑ์บำรุงเส้นผม ซึ่งอาจมีกการจัดอันดับที่แตกต่างจากโซนยุโรป ละตินอเมริกา และ สหรัฐอเมริกา

คำถามถัดมาคือ เมื่อ Live Commerce เริ่มแสดงบทบาทที่ชัดเจนมากขึ้น แล้วก็ทำการตลาดแบบเรียงตาม Marketing Funnel ไปนั้นยังสำคัญอยู่หรือไม่ คำตอบคือแน่นอนว่ายังสำคัญ เพราะท้ายที่สุดแล้วผู้บริโภคต้องการความหลากหลาย ยังคงต้องการข้อมูลที่พิสูจน์ได้ แท้จริง จากหลายแพลตฟอร์มในเวลาเดียวกัน สำหรับสินค้าประเภทที่อาจจะต้องการ High Involvement หรือ การเกี่ยวข้องในการอธิบายด้วยข้อมูล และ ความน่าเชื่อถือเพิ่มเติม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจ อสังหาริมทรัพย์ ธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพทางการแพทย์ ธุรกิจในเชิงบริการ และ ธุรกิจ B2B (Business to Business) รวมถึงธุรกิจที่ต้องการขยายไปสู่ตลาดโลกด้วยเช่นกัน จากข้อมูลตรงนี้ ในฐานะเจ้าของธุรกิจ หรือผู้บริหารนั้นสิ่งที่เราควรทำเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของผู้บริโภคควรทำอย่างไรสำหรับในบทความนี้เราเลยอยากขอสรุปประเด็นหลัก ๆ ที่น่าจะช่วยเป็นทิศทางให้วางแผนสำหรับ Marketing Plan ในปี 2025 ได้มากขึ้น คือ

Marketing plan 2025

1.1 จุดประสงค์ของการทำ Live Commerce 

แม้ว่าการทำ Live Commerce จะตอบโจทย์ และ จุดประสงค์ของ Marketing Funnel ในทุกๆ Funnel

แต่การที่เราตั้งจุดประสงค์ในการ Live แต่ละครั้งยังคงสำคัญอยู่ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งจุดประสงค์ของการเปิดตัวสินค้า การลดกระหน่ำเพื่อเคลียร์ Stock จะเป็นจุดสำคัญที่จะทำให้คอนเทนต์ในการ Live ของเรามีเรื่องราวและต่อเนื่องมากขึ้น คอนเทนต์ที่คมเพียงพอจะตอบจุดประสงค์ในการ Live พร้อมการตัดสินใจที่ลงแข่งอย่างฉลาดและรวดเร็ว

สำหรับธุรกิจที่เป็น สินค้าอุปโภค บริโภค อะไรที่ต้องการการสื่อสารผ่านอารมณ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อนั้น จะต้องรีบตัดสินใจลงเข้าสู่ Live Commerce อย่างมีกระบวนท่า ศึกษาข้อมูลที่คู่แข่งทำก่อนให้ดี และสำหรับ ธุรกิจไหนที่มีงบประมาณเพียงพอ อาจจะเริ่มต้นจากการปรึกษานักวางแผนกลยุทธ์ Digital Marketing หรือ ทีมทำงานผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทำ Live Commerce

STEPS Consulting banner (2)

1.2 เนื้อหาคอนเทนต์ใน Live Commerce ต้องตอบโจทย์ Marketing Funnel 

อย่าละทิ้งการทำการตลาดผ่านช่องทางอื่นๆ เพราะในช่วงต้นที่เราเกริ่นไปนั้น การทำคอนเทนต์ในการเชื่อมโยงแต่ละจุดประสงค์ของ Marketing Funnel นั้นยังสำคัญอยู่เช่นกัน เพียงแต่เราต้องใช้ประตูของ Live Commerce เพื่อให้ผู้บริโภค ค้นหาเราเพิ่มเติมในช่องทางอื่นๆ และเตรียมให้พร้อมเพื่อรองรับปริมาณการค้นหาที่เพิ่มขึ้น นอกเหนือจาก การตั้งจุดประสงค์ของการ Live ในแต่ละครั้งแล้ว ยังมีจุดประสงค์ในระหว่างที่กำลัง Live อีกด้วย

1.3 แบรนด์ต้องคิดต่อยอดในการเก็บข้อมูลจากการทำ Live Commerce 

ระบบหลังบ้านที่เชื่อมต่อไปถึงการซื้อสินค้าผ่านช่องทางข่องทางของแบรนด์มากขึ้น เพราะ Live Commerce มักจะเกิดธุรกรรมจำนวนมากในโซเชียลมีเดีย แต่ท้ายที่สุดแล้ว การเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกของพฤติกรรมของลูกค้านั้นอาจจะไม่ตอบโจทย์เท่ากับการมีช่องทางการซื้อขายของแบรนด์เองอย่างเช่น Website E-Commerce เป็นต้น

2. Marketing Data Collection Plan 

สืบเนื่องจากส่วนที่ 3 ที่ไม่ว่าเราจะมีการใช้ Live Commerce / Social Commerce / หรือแม้แต่เว็บไซต์ของแบรนด์เพื่อเป็นช่องทางในการขายบนโลกออนไลน์ สิ่งสำคัญคือการเก็บข้อมูลลูกค้า ที่ไม่ใช่เพียงข้อมูล Demographic หรือเป็นข้อมูลพื้นฐานทั่วไปเท่านั้น แต่เป็นข้อมูลที่ช่วยให้ธุรกิจของเราคาดเดาการทำการตลาดที่ถูกใจกลุ่มลูกค้ามากขึ้น

data driven marketing

ผลสำรวจเกี่ยวกับประสิทธิภาพของการตลาดที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในปี 2024 จาก Ascend2

จากผลสำรวจชี้ให้เห็นว่า 2 อันดับแรกที่มีการนำข้อมูลมาใช้แล้วช่วยเพิ่มประสิทธิภาพได้มากที่สุด คือ การตลาดผ่านอีเมล (47%) และการทำ Customer Journey / Journey Mapping ของลูกค้า (46%) ซึ่งแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการสื่อสารแบบเจาะจง และเป็นส่วนตัวในด้านการตลาด รองลงมาเป็น การซื้อโฆษณา (41%) และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ / บริการ (38%) ก็แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของข้อมูลในการปรับปรุงการใช้จ่ายด้านโฆษณา และการพัฒนาสินค้าให้ตรงกับความต้องการของลูกค้า

ที่น่าสนใจคือ การใช้ข้อมูลในการทำการตลาดแบบซื้อโฆษณานั้นมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 29% ในปี 2022 เป็น 41% ในปี 2024 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าธุรกิจเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของการใช้ข้อมูลในการเพิ่มประสิทธิภาพ และผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ในการโฆษณามากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ยังมีหลายธุรกิจที่กำลังเผชิญกับปัญหาในการเก็บข้อมูลที่มีคุณภาพเพื่อนำไปต่อยอดในการทำ Digital Marketing ให้มีประสิทธิภาพ โดยปัญหาที่พบบ่อยในการเก็บข้อมูลมีดังต่อไปนี้

Digital Marketing Data Collection

2.1 ขาดข้อมูลของช่องทางที่ลูกค้าเลือกใช้เพื่อมาเจอแบรนด์ เพื่อไปต่อยอด Customers Journey 

มีหลายธุรกิจที่กำลังเลือกใช้ช่องทางในการทำการตลาดโดยที่ไม่รู้ว่า กลุ่มลูกค้าตัวจริงมาจากช่องทางนั้นจริงหรือไม่ ทำให้เกิดการเลือกช่องทาง ที่ผิดพลาด เสียเงินทุน เสียเวลาและโอกาสในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่แท้จริง

2.2 ขาดข้อมูลของผลลัพธ์ โฆษณา 

การไม่ได้สำรวจข้อมูลเชิงลึกว่าเราใช้เม็ดเงินในการซื้อโฆษณาบนโลกออนไลน์ไปกับแคมเปญไหนบ้าง ผลลัพธ์ สำหรับการสื่อสารในแต่ละกลุ่ม Target เป็นอย่างไรบ้าง ทำให้การใช้เงินของหลายธุรกิจในการซื้อโฆษณาออนไลน์ เปรียบเหมือนการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำไป

2.3 ขาดข้อมูล Customers Personas

ซึ่งเป็นจุดกำเนิดของการทำคอนเทนต์ การวางแผนการซื้อโฆษณา การปล่อยโปรโมชั่น การใช้ Influencer การต่อยอดเรื่องของการทำ Affiliate Marketing และอีกมากมาย

2.4 ขาดข้อมูลของลูกค้าที่เป็น Top Spender 

ในที่นี้หลายคนน่าจะเคยได้ยิน กฏ 20:80 กลุ่มลูกค้า 20% คือคนที่ซื้อสินค้าเรา 80% ของยอดขายซึ่ง ณ ปัจจุบันอาจจะเป็น 10 : 90 ก็เป็นได้ หากเราไม่รู้กลุ่มลูกค้าเหล่านั้นเลยเราจะไม่สามารถต่อยอดในเรื่องของการทำ CRM และ หากเรามีสินค้าใหม่ขึ้นมาเราอาจจะต้องออกแรงกันใหม่ตั้งแต่เริ่มในการทำ Product Marketing ตั้งแต่เริ่มต้น แต่หากมีข้อมูลเหล่านี้ก็จะทำให้เดินหน้าต่อได้ไวและเร็วมากยิ่งขึ้น

และหากใครที่อยากเริ่มต้นเรื่องของการวางแผนเพื่อนำ Data กลับมาใช้สำหรับแผนการตลาด

สามารถอ่านบทความนี้เพื่อไปต่อยอดในการวางแผนได้เลยค่ะ

วางแผนการตลาดด้วยหลักการ Data Therapy Canvas 

3. Omni-channel Commerce : Social Commerce / Marketplace / Website E-Commerce

เตรียมรับมือกับค่า GP ในช่องทาง Social Commerce และ Marketplace ที่เพิ่มขึ้น

แน่นอนว่าในข้อที่ 1 เราพูดถึงเรื่องของ Live Commerce และ Social Commerce แต่พอมาถึงจุดนี้

เรากำลังสื่อสารว่า การแข่งขันที่สูงขึ้นจนหลีกเหลี่ยงไม่ได้ ทำให้พื้นที่และค่าโฆษณาของ Social Commerce และ Live Commerce ผ่านตัวกลาง สูงขึ้นด้วยในเวลาเดียวกัน โดย Shopee ได้มีการเพิ่มอัตราเรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงขึ้นถึง 13% ในเดือนกรกฎาคม จากเดิม 10% ในขณะที่ TikTok เรียกเก็บค่าธรรมเนียมสูงถึง 8% และ Lazada สูงถึง 10%

Impact on Sellers of Amazon FBA Fee Changes

แผนภูมิแสดงผลอัตราค่าธรรมเนียมที่เพิ่มขึ้นของ Amazon FBA จาก ThreeColts

จากแผนภูมิของ ThreeColts แสดงให้เห็นถึงอัตราค่าธรรมเนียบที่ปรับตัวสูงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในเดือนตุลาคม 2022 ผู้ขายต้องจ่ายค่าธรรมเนียมสูงถึง 40% ของราคาขายต่อหน่วยให้กับ Amazon ซึ่งถือเป็นจุดสูงสุดในช่วงปีที่ผ่านมา

คำถามต่อมา E-Commerce ที่เป็นเว็บไซต์ของแบรนด์ยังสำคัญอยู่ไหม หากวันนี้แบรนด์มีเป้าหมาย อยากเติบโตในโลกออนไลน์ แบบแข็งแกร่งและยั่งยืน และ โตไปไกลได้ถึงตลาดระดับโลกนั้น ก็แน่นอนว่า Website E-Commerce ของแบรนด์ยังมีความสำคัญอยู่ เหตุผลหลักๆคือ

1. การเก็บข้อมูลของลูกค้าเพื่อต่อยอดผ่านการติดต่อ GA4 หรือการ Track ด้วยข้อมูลเว็บไซต์ เพื่อหาโอกาสในการนำเสนอสินค้าได้เหมาะกับลูกค้ามากขึ้นทั้งบนเว็บไซต์แพลตฟอร์ม และ นอกแพลตฟอร์มของแบรนด์เองก็ตาม

2. แม้ว่าเรื่องของ AI จะเข้ามามีบทบาทสำคัญกับมนุษย์ ในการค้นหาข้อมูลแต่ Search Engine ยังเป็นประตูบานสำคัญ ที่เข้าถึงกลุ่มคนในวงกว้างสำหรับการใช้งาน เพราะฉะนั้นแล้ว Website ยังคงเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้คนเข้าหา ธุรกิจของคุณได้มากขึ้น

3. สำหรับธุรกิจที่อยากเติบโตในต่างประเทศ การมีเว็บไซต์ ยังเป็นเรื่องตอบโจทย์ด้านความน่าเชื่อถือและรองรับความต้องการของลูกค้าต่างประเทศอีกด้วย

เหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น เป็นส่วนหนึ่งสำคัญ ว่าหากเราเตรียมตัวแพลตฟอร์มของเราให้ดี ในการวิ่งระยะยาว เรื่องของ GP ก็ยังพอทางเฉลี่ยไปได้ แต่แน่นอนว่าการที่จะพาลูกค้าที่มีความเคยชินกับการซื้อผ่าน Marketplace และ Social Commerce มาอยู่ในแพลตฟอร์มของแบรนด์ก็ต้องอาศัยเรื่องของ Special Offer ในช่องทางเว็บของเรา

แต่คำว่า Special Offer นี้ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ โปรโมชั่นเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงสิ่งดังต่อไปนี้

Special Offer Techniques

3.1 มีสินค้าจำหน่ายเฉพาะช่องทาง Ecommerce ของแบรนด์ 

สินค้าที่สามารถหาซื้อผ่านช่องทางนี้ได้เท่านั้น แต่ให้แน่ใจว่ามีการสร้าง Demand หรือความต้องการสินค้านั้นๆ ผ่านแผนการตลาดที่วางไว้

3.2 สิทธิพิเศษกับการเข้าซื้อครั้งแรกในเว็บ Ecommerce : First Time Purchase Offer 

การมาครั้งแรกยิ่งต้องสร้างความประทับใจไม่ว่าจะเป็น สิทธิพิเศษ หรือข้อแถมในการซื้อครั้งแรกก็ช่วยเพิ่มประสบการณ์แบบ Micro Experience หรือประสบการณ์เล็กๆ น้อยๆ และ ความรู้สึกที่ดีให้กับแบรนด์ได้ไม่มากก็น้อย

3.3 ส่วนลดสุดพิเศษที่ไม่มีช่องทางอื่น : Super Special Discount 

ลดแล้วลดอีก ไม่ว่าจะเป็นการใช้ส่วนลดจากการเข้ามาซื้อครั้งแรก และลดเพิ่มจากช่วงเวลาของ Promotion และ แต้มลดพิเศษสำหรับสินค้าบางประเภท

ที่กล่าวมาข้างต้นเป็นพื้นฐาน 3 สิ่งที่แบรนด์สามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที และ เป็นเรื่องที่เราเคยพบเห็นกัน แต่อาจจะลืมนำมาใช้ ทางทีม STEPS ยังเห็นว่าเป็นสิ่งสำคัญที่หากใช้อย่างสม่ำเสมอก็จะช่วยดึงดูดลูกค้า กลับเข้ามาได้อย่างแน่นอน

ยกตัวอย่างประสบการณ์ตรงจากผู้เขียนที่ช่วงนี้สนใจกีฬาเทนนิสเป็นพิเศษ และ หาซื้อรองเท้ากีฬาเทนนิส แน่นอนว่าแบรนด์ที่เราสนใจ ก็หนีไม่พ้นแบรนด์ที่เป็นที่รู้จักกันไม่ว่าจะเป็น Nike, Asics รวมถึง ON

แต่อีกปัจจัยที่ต้องพิจารณาก็คือราคา และ โปรโมชั่นที่เราก็ต้องเริ่มฉลาดซื้อเนื่องจากยุคเศรษฐกิจที่แปรผัน อีกส่วนหนึ่งก็ยังรู้สึกว่าได้ใส่แบรนด์เป็นที่รู้จัก เลยลองพิจารณา Nike แต่รองเท้าสำหรับเทนนิสนั้นสามารถหาซื้อได้เฉพาะตามร้านกีฬา และอีกช่องทางคือเว็บไซต์

ผู้เขียนจึงลองเข้าไปในเว็บไซต์ของ Nike ตามคำแนะนำของผู้ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอีกที

และพบว่า Nike มีโปรโมชั่นให้กับ

1.การสมัครเป็น Member ของ เว็บ

2.โปรโมชั่นสำหรับช่วงเวลานั้นๆ เป็นส่วนลด

3.โปรโมชั่นส่วนลดเพิ่มเติมเฉพาะสินค้านั้นๆ อีก

nike website

รูปประกอบจากเว็บไซต์ Nike

เลยเริ่มเข้าใจได้ว่า Nike Brand ยักษ์ใหญ่ระดับโลก เขาพยายามพาลูกค้าไปสู่แพลตฟอร์มของเขามานานพักใหญ่แล้ว เพราะได้ทำการวางแผนไว้ระยะยาว ว่าต้องมีที่เก็บข้อมูลลูกค้า แต่ทำให้ลูกค้าผูกพันธ์กับแบรนด์แบบผ่านตัวกลางในโลกออนไลน์น้อยลงเพราะค่า GP ที่สูงขึ้น

ทั้งนี้ทั้งนั้นสำหรับธุรกิจที่เป็นขนาด SME ก็ไม่ต้องกังวลไป หากเราพึ่งเริ่มต้นเราก็สามารถใช้เว็บไซต์สำเร็จรูปราคาเริ่มต้นเดือนละหลักพัน หรือถ้าธุรกิจขนาดที่ใหญ่ขึ้น เราอาจจะมองหาเว็บไซต์สำเร็จรูปที่มีการรองรับเรื่องของการออกแบบการเก็บข้อมูล และบริการหลังการขายที่ไว้ใจได้ค่ะ

แน่นอนว่าการเริ่มต้นช่องทางใหม่ในช่วงแรกไม่ใช่การเริ่มต้นแล้วได้ผลลัพธ์เลยทันที แต่เป็นการลงทุนระยะยาวค่อยๆ คิด และค่อยๆ วางแผนไป สำหรับใครที่ไม่แน่ใจว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี

สามารถลงทะเบียนเพื่อขอคำปรึกษาฟรีกับทางทีม STEPS Consulting ของเราได้เลยค่ะ

STEPS Consulting banner (2)

4. Marketing Automation Tools 

เรื่องของ  Marketing Automation  หรือระบบการตลาดแบบอัตโนมัติ เป็นอีกหนึ่งกระบวนการที่เชื่อว่าหลายธุรกิจอาจจะยังไม่ได้เริ่มทำความรู้จักว่าระบบเหล่านี้ช่วยแบ่งเบาภาระทางด้านเวลาและต้นทุนค่าใช้จ่ายด้านการตลาดไม่มากก็น้อยอยู่ โดยปัจจุบัน ธุรกิจส่วนใหญ่กว่า 56% มีการใช้เครื่องมือ Marketing Automation ในการดำเนินธุรกิจ

ไม่ว่าจะเป็นการผูกระบบอัตโนมัติ ในการตอบลูกค้า หรือ การผูกระบบอัตโนมัติเข้ากับระบบการซื้อโฆษณาบนออนไลน์ และ นำข้อมูลจัดส่งต่อ เพื่อต่อยอดไปถึงการทำ CRM หรือ Customers Relationship Management หรือแม้กระทั่งการเชื่อมระบบอัตโนมัติพร้อม AI เข้ามาช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้า

5. AI For Marketing and Business 

AI ไม่ได้เป็นเพียงแค่เทรนด์อีกต่อไปแต่ AI เป็นตัวช่วยงานได้อย่างดีขึ้นในทุกๆ วินาทีไม่ว่าจะเป็นงานฝั่งของการตลาดหรือส่วนอื่นๆ ของธุรกิจ  สำหรับในแง่มุมของการตลาดนั้น AI สามารถช่วยเราได้หลากหลายด้านแต่ทางผู้เขียนขอสรุปออกมา 4 ประเด็นด้วยกันค่ะ เริ่มจาก

5.1 AI for Customers Experiences 

AI สามารถช่วยวิเคราะห์ข้อมูลความต้องการของลูกค้า และพัฒนาออกมาเป็นการตลาดที่ตอบโจทย์ด้านประสบการณ์ของลูกค้าที่จะสามารถพบเจอได้ในโลกออนไลน์ และออฟไลน์แบบไร้รอยต่อ

รวมไปถึงการสร้างประสบการณ์ส่วนบุคคล ที่ทำให้ลูกค้ารู้สึกว่า แบรนด์รู้ลึก รู้จริง โดยการใช้ AI ในการช่วยวิเคราะห์ข้อมูลที่มาจากหลากหลายช่องทางในออนไลน์โดยเฉพาะจากฝั่ง เว็บไซต์ อีคอมเมิร์ซ และหากธุรกิจไหนที่มีโอกาสได้ใช้เครื่องมือ Marketing Technology หรือ MarTech เข้ามาช่วยในธุรกิจไม่ว่าจะเป็น ระบบ CRM (Customers Relationship Management ) ระบบ CDP (Customers Data Platform) และหากแพลตฟอร์มเหล่านี้มีเครื่องมือ AI ที่เข้ามาช่วยเสริมในการวิเคราะห์ก็จะช่วยทำให้เราได้ข้อมูลที่ต่อยอดในการทำแคมเปญ เฉพาะบุคคล เพิ่มเติมได้อีก

ตัวอย่าง :

Where deepbrew drives elevated experience

Starbucks ที่มีการพัฒนาเครื่องมืออย่าง Deep Brew ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ร่วมกับ Microsoft Azure เพื่อใช้คาดการณ์ความต้องการของลูกค้า ด้วยวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ เช่น ประวัติการซื้อ ช่วงเวลา และสภาพอากาศ ทำให้ Starbucks สามารถแนะนำเมนูอาหารและเครื่องดื่มที่ตรงกับความชอบของลูกค้าได้อย่างแม่นยำ สิ่งนี้ช่วยให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ที่เป็น Personalized มากขึ้น และช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมกับแบรนด์ ส่งผลให้ยอดขายของ Starbucks เพิ่มขึ้น และทำให้ลูกค้ามีความภักดีต่อแบรนด์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Invest in Machine learning to stay competitive starbucks deep brew

รูปจาก : https://www.youtube.com/watch?v=XxK1PyaF1bw&ab_channel=MicrosoftDeveloper

5.2 การใช้ AI เพื่อสร้างชิ้นงานมีเดียทางการตลาด

top 10 AI Tools

ผลสำรวจ 10 อันดับเครื่องมือ AI ที่ได้รับความนิยมในปี 2024

เชื่อว่าหลายคนที่รู้จัก AI น่าจะเคยใช้ AI ในการช่วยผลิตชิ้นงานในทางการตลาดไม่มากก็น้อย และสำหรับในปี 2025 เราจะเริ่มเห็นชิ้นงานในด้านคอนเทนต์และมีเดียมากขึ้นในรูปแบบที่หลากหลายไม่ใช่เพียงตัวอักษรหรือรูปภาพเพียงอย่างเดียวแต่จะมีออกมาในรูปแบบวิดีโอที่มีคุณภาพมากขึ้น ประกอบกับเสียงที่มีความเสมือนจริงมากขึ้น และแน่นอนว่าสิ่งที่มีประโยชน์ย่อมมาพร้อมกับโทษด้วยเช่นกันแพลตฟอร์มต่างๆ ยังคงไม่ได้เปิดรับคอนเทนต์ที่มาจาก AI 100 % และบางแพลตฟอร์มก็อาจจะไม่ได้ปิดกั้น แต่หากมีกรณีในการสร้างคอนเทนต์โดยการใช้ AI  ขึ้นมาในทางที่ผิดเรื่อยๆ ก็อาจจะมีกฎในการใช้ที่เยอะขึ้นเช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้นการใช้ AI เพื่อช่วยงานเราก็ต้องมีการพลิกแพลงเพิ่มเติมเพื่อให้ช่วยผ่อนแรงในขณะเดียวกันก็ตอบโจทย์ ประโยชน์ให้กับผู้รับข้อมูล คอนเทนต์ ในโลกออนไลน์ด้วย

5.3 AI สำหรับการช่วยวิเคราะห์ผลลัพธ์ของโฆษณา

อย่างที่เราทราบกันว่าแต่ละแพลตฟอร์ม เริ่มนำเอา AI เขามาช่วยเรื่องของการวิเคราะห์ ผลลัพธ์โฆษณาและต่อยอดในส่วนของ Programatics Ads เพื่อทำให้การซื้อโฆษณาได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำขึ้น คุ้มค่ามากขึ้น

เพิ่มเติม AI จะสามารถช่วยให้การวิเคราะห์ผลลัพธ์ของ Interaction หรือปฏิสัมพันธ์ของผู้เห็นโฆษณาได้แบบเรียลไทม์ หรือทันทีมากขึ้น ทำให้นักการตลาด หรือฝ่ายซื้อมีเดียโฆษณาได้ผลลัพธ์ที่ทำให้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ได้ไวขึ้น และ คาดการณ์ได้อย่างแม่นยำ

ตัวอย่าง :

Meta มีการใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของแคมเปญโฆษณา Meta’s Advantage+ shopping campaign บนโซเชียลมีเดียทั้ง Facebook และ Instagram โดย AI จะช่วยลดขั้นตอนการตั้งค่าโฆษณา โดยสามารถสร้างและปรับแต่งโฆษณาได้สูงสุดถึง 150 รูปแบบ ช่วยให้นักการตลาดสามารถระบุโฆษณาที่ทำงานได้ดีที่สุดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้แคมเปญมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น

Advantage shopping campaigns

https://about.fb.com/news/2022/08/introducing-new-automation-tools-to-increase-sales-and-drive-growth/

นอกจากนี้ Discovery Engine ที่ขับเคลื่อนด้วย AI ของ Meta ยังมีบทบาทสำคัญในการเพิ่มการมีส่วนร่วมของผู้ใช้ ตัวอย่างเช่น ระบบแนะนำคอนเทนต์ที่ขับเคลื่อนด้วย AI บน Reels ของ Instagram ทำให้เวลาที่ผู้ใช้ใช้บนแพลตฟอร์มเพิ่มขึ้นถึง 24% ระบบนี้ช่วยให้ผู้ใช้เห็นเนื้อหาที่ตรงกับความสนใจของตนเอง ทำให้โฆษณามีความเหมาะสมมากขึ้น

https://about.fb.com/news/2023/06/how-ai-is-powering-marketing-success-and-business-growth/

5.4 AI สำหรับการทำ Marketing Automation 

AI กำลังเปลี่ยนแปลงวงการ Marketing Automation อย่างไร้ขีดจำกัด สำหรับเจ้าของธุรกิจและนักการตลาด การนำ AI มาใช้สามารถเชื่อมโยงกับกระบวนการอัตโนมัติทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย AI ถูกนำมาใช้กับหลากหลายระบบในการทำงานไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มสำหรับ Project Management อย่าง Trello / Clickup / Monday / Notion และอีกหลากหลายแพลตฟอร์ม รวมถึงการทำระบบการตลาดแบบอัตโนมัติอย่าง Zapier

แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาของ Beta ที่หลากหลายแพลตฟอร์มกำลังนำ AI มาทดลอง ทดสอบผลลัพธ์อยู่ เทคโนโลยี AI ในปี 2025 นี้จะเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่น่าจับตามองและเป็น Game Changer อย่างแน่นอน

Marketing Automation

ตัวอย่าง :

AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำ Email Automation เช่น การตั้งเวลาส่งอีเมลแบบอัตโนมัติตามเขตเวลา หรือ พฤติกรรมการเปิดอีเมลของลูกค้า ทำให้การทำ Email Marketing มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ AI ยังช่วยวิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า เช่น ทริกเกอร์อีเมลหลังการซื้อ หรือการส่งอีเมลเตือนเมื่อลูกค้ามีสินค้าในรถเข็นแต่ยังไม่ได้ทำการสั่งซื้อ ซึ่งช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มโอกาสในการปิดการขาย ระบบ Email Automation ที่ผสมผสาน AI เข้ามาช่วยยังสร้างการสื่อสารที่มีความเป็นส่วนตัว และตรงกลุ่มเป้าหมายมากยิ่งขึ้น

และนี่เป็นแนวโน้มของ Digital Marketing ที่กำลังจะเปลี่ยนไปในปี 2025 ที่จะถึงนี้ เหล่าผู้ประกอบการ และเจ้าของธุรกิจควรเริ่มวางแผนเพื่อเตรียมตัวรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีโดยเฉพาะ AI และพฤติกรรมของผู้บริโภค สำหรับผู้ประกอบการ หรือเจ้าของธุรกิจที่ต้องการปรึกษาในการวางแผนกลยุทธ์ Digital Marketing ให้กับธุรกิจ สามารถติดต่อขอรับคำปรึกษาฟรีกับทางทีมงาน STEPS Consulting ได้เลย!

STEPS Consulting banner (2)

Ref :

Livestream Ecommerce :  Market and Future Scope

Ready for prime time? The state of live commerce

DATA-DRIVEN MARKETING TRENDS 2024

Sea’s Shopee raises seller fees above those of TikTok and Temu to lift margins

Impact on Sellers of Amazon FBA Fee Changes

The 20 Best Marketing Automation Tools Available to You

The AI-Powered Advertising Era: Your Guide to Navigating AI in Paid Media

[Report] Generative AI Top 150: The World’s Most Used AI Tools (Feb 2024)

How AI is Powering Marketing Success and Business Growth

Introducing New Automation Tools to Increase Sales and Drive Growth

Marketing Automation

เพิ่มยอดขายลดต้นทุนทางการตลาดให้กับธุรกิจ ด้วย Performance Marketing

Data  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
PMT Blog Banner

ปรับกลยุทธ์การโฆษณาจากหลาหลายช่องทางด้วยการบริหารจัดการเพื่อสร้างผลลัพธ์ตามแบบ Performance Marketing

 

Introduction

การซื้อสื่อโฆษณาบนออนไลน์กลายเป็นปัจจัยหลักสำคัญ ที่สามารถสร้างโอกาสความสำเร็จให้กับธุรกิจได้ทุกขนาดตั้งแต่ธุรกิจที่เพิ่งเริ่มต้น ธุรกิจ SME จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ในขณะเดียวกัน ก็ถือเป็นส่วนหลักที่อาจจะทำให้ก่อเกิดต้นทุนมหาศาล หากเราไม่ได้เข้าใจถึงหลักและวิธีการบริหารจัดการงบประมาณ แต่ละช่องทางให้เหมาะสม ร่วมถึง อาจจะเกิดจากการไม่รู้เทคนิคในการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าผ่านการโฆษณาบนโลกออนไลน์อีกด้วย  

ช่องทางการโฆษณาบนโลกออนไลน์ไม่ได้มีแค่ 1 ช่องทาง

การบริหารจัดการโฆษณา ณ ปัจจุบัน ไม่ได้มีแค่ 1 ช่องทางแต่มีช่องทางหลากหลายไม่ว่าจะเป็น
Google Ads, Facebook Ads, Tiktok Ads, Instagram Ads, Youtube Ads และ ช่องทางอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้การร้อยเรียงช่องทางต่างๆให้เกิดเป็นผลลัพธ์ตามที่เราวางเป้าหมายให้กับธุรกิจไว้ ก่อเกิดเป็นงานที่มีรายละเอียดเพิ่มเติมไม่ว่าจะเป็นการสร้างสื่อประชาสัมพันธ์ที่ต้องเหมาะสมกับแต่ละช่องทาง เทคนิคการโฆษณาแต่ละช่องทาง การติดตามผลลัพธ์ แต่ละช่องทางก็มีความแตกต่างกัน 

การบริหารจัดการโฆษณา ณ ปัจจุบัน จึงมีความซับซ้อนมากกว่าในอดีตค่อนข้างมาก แต่หากเรารู้หลักการในการบริหารจัดการงบประมาณ ก็จะทำให้เราสามารถ สร้าง Return on Investment (ROI) หรือผลตอบแทนที่เกิดจากการลงทุนเม็ดเงินในการโฆษณาออนไลน์ ในหลากหลายแพลตฟอร์ม 

และไม่ว่าคุณจะเป็นเจ้าของธุรกิจ หรือ นักการตลาดที่เพิ่งเริ่มต้น ขั้นตอนต่อไปนี้จะเป็นแนวทางสำคัญให้คุณจับหลักในการบริหารจัดการโฆษณาบนโลกออนไลน์ได้ง่ายขึ้น และได้ผลลัพธ์ที่ดีขึ้นอีกด้วย  

สำหรับบทความนี้เราจะรวบรวมขั้นตอนสำหรับการทำความเข้าใจภาพรวมของการสร้างผลลัพธ์ให้กับโฆษณาบนโลกออนไลน์ด้วยหลักการ Performance Marketing ผ่าน 5 ขั้นตอนด้วยกันเริ่มต้นจาก 

ขั้นตอนที่ 1: ทำความเข้าใจภาพรวมของ Online Performance Marketing กันก่อน 

Online Performance Marketing คืออะไร?

Online Performance Marketing คือ กระบวนการสร้างผลลัพธ์เพื่อให้ตอบโจทย์เป้าหมายทางธุรกิจและการกลยุทธ์การตลาดของธุรกิจนั้นผ่านผลลัพธ์ของการโฆษณาบนช่องทางออนไลน์ ประสิทธิภาพของการโฆษณา สามารถวัดผลได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นการวัดผลจากจำนวนการคลิกโฆษณา  จำนวนข้อมูลของลูกค้าที่สนใจ (Prospect Leads), ยอดขาย และจำนวนการมองเห็นเป็นต้น 

ทำไม Online Performance Marketing ถึง จำเป็นต่อธุรกิจ

เพราะสำหรับธุรกิจแล้ว Performance Marketing คือองค์ประกอบที่จะทำให้เราสามารถวัดผลลัพธ์จากสิ่งที่เราลงทุนไปได้ และ ยังทำให้เราสามารถวิเคราะห์ไปถึงว่าช่องทางไหนที่คุ้มค่า สื่อไหนที่คุ้มค่าและเหมาะสมสำหรับสินค้าตัวไหนของธุรกิจในการทำการตลาดสำหรับการเข้าถึงและยอดขาย ทำให้เรารู้ที่มาที่ไปของลูกค้าและยอดขาย ต่อยอดให้การวางแผนในอนาคตสามารถตั้งต้นจากข้อมูลจากการทำ Performance Marketing โดยไม่ต้องเริ่มคิดกลยุทธ์ใหม่ทุกครั้งที่ต้องการสร้างสื่อโฆษณาบนออนไลน์ 

ขั้นตอนที่ 2: การกระจายของงบประมาณให้เหมาะสม

ก่อนที่เราจะเริ่มต้นเทงบประมาณไปกับช่องทางใดช่องทางหนึ่ง สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราต้ทางองรู้ว่า งบประมาณของเราถูกกระจายไปช่องทางไหนแล้วจะคุ้มค่ากับสิ่งที่เราลงไป เพราะไม่ใช่ทุกช่องจะตอบโจทย์ ในจุดประสงค์ของธุรกิจที่เราวางไว้ และกลุ่มตลาดแต่ละช่องทางก็จะมีวิธีการในการสื่อสารโต้ตอบกลับมากับโฆษณาในช่องทางต่างๆ แตกต่างกันไปอีกด้วย เพราะฉะนั้นขั้นตอนย่อยๆ สำหรับการกระจายและบริหารงบประมาณโฆษณาออนไลน์ให้เหมาะสมมีอยู่ด้วยกัน 4 ขั้นตอน เริ่มจาก 

  1. การระบุกลุ่มเป้าหมายที่เราต้องการ: การระบุเป้าหมายถึงกลุ่มที่เราต้องการให้มาเป็นลูกค้าของเรา หากเราสามารถระบุได้ละเอียดมากกว่าข้อมูลพื้นฐาน เช่น การระบุ ความชื่นชอบ งานอดิเรก ไลฟ์สไตล์ช่องทางที่เขาใช้ในการค้นหาข้อมูล ปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าได้มากที่สุด หากเราสามารถระบุ รายละเอียดเหล่านี้ของกลุ่มเป้าหมายได้ กลไกของช่องทางการโฆษณาก็จะสามารถประหยัดเวลาในการเรียนรู้ได้มากขึ้น เราจะมีโอกากสเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็วขึ้น และ และ ค่าโฆษณาจะคุ้มค่ามากขึ้นเพราะประหยัดเวลาจากการลองผิดลองถูกได้มากขึ้นเช่นกัน

ตัวอย่างเพิ่มเติมจากการรู้ถึงกลุ่มเป้าหมายสำหรับการโฆษณาให้คุ้มค่าบนโลกออนไลน์

การรู้ถึงกลุ่มที่มีโอกาสเป็นลูกค้าของเราได้เป็นสิ่งสำคัญ เราอาจจะเริ่มต้นจากการ ค้นหากลุ่มที่มีปฏิสัมพันธ์มากที่สุดกับคอนเทนต์หรือสื่อโฆษณาของเราเรียกได้ว่ากลุ่มที่ engage กับสิ่งที่เราสื่อสารออกไป และเราสามารถตั้งสมมติฐานจากกลุ่มเหล่านั้นได้ว่า อาจจะมีความสนใจ เพื่อต่อยอดในการทดลองโฆษณาสำหรับการขายได้เพิ่มเติม 

  1. การตั้งเป้าหมายที่ชัดเจน: การตั้งเป้าหมายของแคมเปญการโฆษณาที่ชัดเจนสำหรับแต่ละช่องทางเป็นเรื่องที่สำคัญ บางครั้งเราอาจจะมองว่าหากเราหว่านการซื้อโฆษณาในทุกช่องทางได้ จะครอบคลุมและกระตุ้นยอดขายได้มากขึ้น จึงตั้งเป้าหมายแคมเปญในทุกช่องทางเป็นการขาย แต่ในความจริงแล้ว โฆษณาบนบางช่องทางอาจเป็นเพียงตัวช่วยย้ำข้อความสำคัญของแบรนด์หรือ Key Message เพื่อให้จดจำได้ แล้วเมื่อไหร่ก็ตามที่กลุ่มเป้าหมายนั้นๆ มีความต้องการซื้อก็จะไปค้นหาและต้นสินค้าซื้อจากช่องทางอีกช่องทางหนึ่งอีกที เพราะฉะนั้นแล้วบางช่องทางจึงเหมาะกับการซื้อโฆษณาเพื่อวัตถุประสงค์ของการเข้าถึงหรือ Brand Awareness บางช่องทางเหมาะสำหรับการกระตุ้นให้เกิดการจดจำ และ บางช่องทางอาจจะเหมาะสำหัรบการโฆษณาเพื่อการขาย เป็นต้น เพราะช่องทางการเลือกใช้จุดประสงค์การโฆษณาให้เหมาะสมกับพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายและช่องทาง จึงเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เราใช้งบประมาณหลายๆช่องทางแบบเกินกำลัง 
  2. การทำความเข้าใจจุดแข็งของแต่ละช่องทาง: บางช่องทางบนโลกออนไลน์เหมาะสำหรับการโฆษณาเพื่อการเข้าถึง การมองเห็น บางช่องทางเหมาะสำหรับการขายอย่างที่กล่าวมาข้อ 2 ว่าให้พิจารณา และ วิเคราะห์ ข้อมูลของพฤติกรรมของผู้บริโภคก่อนตัดสินใจเลือกใช้ช่องทางสำหรับการโฆษณาบนออนไลน์ อย่าวิ่งไล่ตามเพียงแค่เทรนด์ที่เข้ามาอย่างเดียว แต่ให้กลับมาวิเคราะห์เสมอว่า Customers Personas ลักษณะลูกค้าของเราเป็นอย่างไร มี Customers Journey หรือเส้นทางการค้นหาข้อมูลผ่านช่องทางการตลาดอย่างไรบ้าง 
  3. ทดสอบและวัดผลอย่างสม่ำเสมอ: การทดลอง และ ทดสอบการสร้างแคมเปญโฆษณาเป็นสิ่งที่สำคัญมาก มักจะมีคำถามเกี่ยวกับค่าเฉลี่ยของงบประมาณที่ควรใช้ในการซื้อโฆษณาบนโลกออนไลน์ ว่าเราควรใช้กี่ เปอร์เซ็นหรือจำนวนเท่าไหร่ ถึงจะคุ้มค่า คำตอบที่สุดแล้วไม่มีอะไรตายตัว และ จะไม่มีใครทราบดีเท่ากับเจ้าของธุรกิจนั้นๆ หรือ นักการตลาดที่ดูแลแคมเปญการตลาดสำหรับธุรกิจนั้นๆ มาตั้งแต่ต้น แต่หากเรามีการทดสอบ ซึ่งเราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของ A/B Testing การทดสอบเพื่อการเปรียบเทียบและมีการเก็บข้อมูลอย่างสม่ำเสมอ เราจะสามารถมีคลังของต้นแบบในการโฆษณาที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ได้มากขึ้น 

ขั้นตอนที่ 3: การกระจายโอกาสยอดขายผ่านการซื้อโฆษณาบน Google

สำหรับแพลตฟอร์มบน Google มักจะมีจำนวนธุรกิจที่หันมาให้ความสนใจในการสื่อโฆษณา ไม่เทียบเท่าการซื้อโฆษณาผ่านโซเชี่ยลมีเดียต่างๆ รวมกัน เนื่องจากหลายๆคนอาจจะมองว่าการซื้อโฆษณาบน Google Ads มีความซับซ้อนมากกว่า และ กลุ่มลูกค้าอาจจะไม่ได้อยู่ในบ้าน Google แล้ว แต่ก็อย่าลืมว่า Google เองก็มีแพลตฟอร์มอื่นๆเช่น Youtube ที่ยังมีผู้ใช้งานอยู่ต่อเนื่องเรื่อยๆ แม้ว่าจะมีกระแสการใช้งานใน Tiktok ที่เพิ่มทวีขึ้นในทุกๆ ปี และอีกประการคือ Google ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยี AI เข้ามาผ่าน Gemini เพื่อตอบโจทย์การค้นหาผ่าน AI อีกด้วย เพราะฉะนั้นการทำโฆษณาบน Google จึงยังมีความสำคัญอยู่โดยเฉพาะประเทศไทยเราที่ยังค้นเน้นการใช้งาน Search Engine ผ่าน Google อยู่เป็นหลัก

3 สิ่งสำคัญที่ควรจะพิจาณาก่อนตัดสินสินใจซื้อโฆษณาผ่าน Google Ads มีดังต่อไปนี้ 

  1. การวิเคราะห์คำและกลุ่มคำด้วยการทำกระบวนการ Keyword research ผ่านเครื่องมือของ Google อย่าง Google Keyword Planner หรือเครื่องมืออื่นๆ ที่ช่วยเสริมมาเป็นขั้นตอนสำคัญเพื่อสำรวจ Demand หรือความต้องการค้นหาโดยแท้จริง และ ตรงจุดกับสิ่งที่กลุ่มเป้าหมายกำลังมองหาอยู่ ก่อนที่จะลงมือเข้าสู่ขั้นตอนการซื้อโฆษณา เพื่อประหยัดเวลาการลองผิดลองถูก และ ใช้งบประมาณให้คุ้มค่ามากที่สุด ดีกว่าการนั่งเดา ว่าลูกค้าจะใช้กลุ่มคำไหนในการค้นหาเอง
  2. การใช้ Long-Tail Keywords หรือกลุ่มคำที่เป็นประโยคมากขึ้นในการหาข้อมูลเพื่อรองรับการค้นหาที่เกิดขึ้นใน ปัจจุบันและอนาคตอันใกล้นี้คือการค้นหาข้อมูลโดยการใช้ Generative AI ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้โฆษณาของเรารวมถึงการทำคอนเทนต์เพื่อตอบโจทย์ SEO สามารถตอบโจทย์ SEO สำหรับ Generative AI ได้อีกด้วย และ อีกประการคือเพื่อตอบโจทย์ กลุ่มคนที่มีความต้องการสินค้าอยู่แล้วอีกด้วย 
  3. เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่จะทำให้เราต่อยอดเรื่องของการทำ Remarketing Campaign เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจอยู่แล้ว เราสามารถประหยัดงบประมาณจากการซื้อโฆษณาออนไลน์ได้จากช่องทางนี้ด้วยค่ะ 

 

ขั้นตอนที่ 4: ใช้การโฆษณาบนโซเชี่ยลมีเดียเพื่อเพิ่มความสนใจและการเข้าถึง

ไม่ว่าจะเป็นช่องทาง Facebook และ Instagram ที่มีระบบหลังบ้านสำหรับการโฆษณาค่อนข้างละเอียดกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ และยังถือว่าเป็น 2 แพลตฟอร์มที่มีจุดเชื่อมโยงกันสำหรับการโฆษณาอีกด้วย 

Tiktok Ads ที่เป็นแพลตฟอร์มสุดฮิต ณ ปัจจุบัน ระบบหลังบ้านสำหรับการโฆษณาอาจจะไม่ได้ละเอียดเท่ากับบ้าน Facebook แต่ก็ถือว่าเป็นแพลตฟอร์มที่มียอดผู้ใช้ที่เติบโตมาที่สุด ทั้งนี้ทั้งนั้นการซื้อโฆษณาบน Tiktok มีจุดประสงค์ที่หลากหลายก็แล้วแต่ว่า ธุรกิจของเราจะเหมาะสำหรับจุดประสงค์อะไรในการใช้ Tiktok เช่น เราอาจจะซื้อโฆษณาบน Tiktok เพื่อทำให้เกิดการเข้าถึง หรือรู้จักมากขึ้น แต่อาจจะไม่เหมาะกับเรื่องของการขายเพราะสินค้าเราอาจจะต้องการคำอธิบายเพิ่มเติม กระบวนการขายที่มีทีมขายเข้ามาเกี่ยวข้องเป็นต้น หรือสินค้าของเราซื้อมาขายไปได้ง่าย เข้าใจง่ายราคาเอื้อมถึงง่าย ไม่ต้องเปรียบเทียบเยอะหรือหาข้อมูลเยอะ เราอาจจะใช้การโฆษณาบน Tiktok Ads สำหรับจุดประสงค์การขายก็เป็นได้ 

และนอกเหนือจากแพลตฟอร์มข้างต้นยังมี แพลตฟอร์มอื่นๆ อีกด้วยไม่ว่าจะเป็น Youtube Ads, Line Ads Platform อีกด้วยที่สามารถให้เราต่อยอดการโฆษณาออนไลน์ได้อีก

ขั้นตอนที่ 5: การเพิ่ม ROI หรือ Return on Investment โดยการวิเคราะห์และการรายงานผลลัพธ์หรือ Report

การวิเคราะห์ข้อมูลและผลลัพธ์ที่ได้จากการโฆษณาจะทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้นสำหรับการต่อยอดและการบริหารจัดการงบประมาณ สำหรับการโฆษณา เพราะฉะนั้นการใช้เครื่องมือเพื่อติดตามผลลัพธ์จึงเป็นสิ่งสำคัญไม่ว่าจะเป็นการติดตั้ง Google Analytics, การหาข้อมูลจาก Facebook Insight, การวิเคราะห์ผลลัพธืด้วย Tiktok Analytics, Youtube Analytics การใช้เครื่องมือเหล่านี้ก็จะทำให้เราสามารถเห็นข้อมูลสถิติและผลลัพธ์ของแต่ละแพลตฟอร์มได้ชัดเจนขึ้น เราสามารถตรวจสอบข้อมูลไม่ว่าจะเป็น

  • Cost-per-click (CPC): ต้นทุนต่อ การคลิกโฆษณา 
  • Conversion Rates: อัตรายอดขายต่อการเข้าถึงโฆษณา 
  • Cost Per Acquisition: ต้นทุนการได้มาซึ่ง 1 ลูกค้า 
  • Return on Ad Spending: ROAS ผลตอบแทนซึ่งมาเป็นยอดขายจากการโฆษณาไป ได้กลับมากี่เท่าตัว ในการลงทุนโฆษณา

ขั้นตอนที่ 6: ติดตามเทรนด์ และ เทคนิคที่อัพเดทอยู่ตลอดเวลา

การติดตามเทรนด์ความรู้และอัพเดทเทคนิคตลอดเวลาจะทำให้เราสามารถปรับเปลี่ยนและบริหารงบประมาณการซื้อโฆษณาได้ทันก่อนการเปลี่ยนแปลงจะมีผลกระทบต่อกระบวนการทำงานของเรา ตัวอย่างเช่นเทรนด์ที่เกิดขึ้นตอนนี้คือการใช้ AI ค้นหาข้อมูลแทน Search Engine แล้วจะมีผลอย่างไรบ้างต่อโฆษณาของเรา เราจึงต้องปรับเปลี่ยนการใช้ โฆษณาที่มีกลุ่มคำเป็น Long-Tail Keyword มาขึ้นเพื่อตอบโจทย์ การค้นคำตอบใน AI อีกด้วย

Generative AI คืออะไร? Prompt Message คืออะไร? เราจะเริ่มต้นใช้ Generative AI เพื่อสร้างงานให้กับ การตลาดได้อย่างไร?

AI  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
Generative AI and Prompt Message

หากใครทำธุรกิจ หรือ ทำงานสายการตลาดหรือสนใจเรื่องของเทคโนโลยี คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราจะได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับ AI (Artificial Intelligence) กันบ่อยมากๆ และ เราก็จะได้เห็นกรณีศึกษาที่ใช้ Generative AI  ในการสร้างชิ้นงานออกมาได้หลากหลายไม่ว่าจะเป็นด้านคอนเทนต์ ประเภทตัวอักษร ด้านรูปภาพ ด้านวิดีโอ ทำให้เปิดโอกาสในการทำงานได้จำนวนชิ้นงานที่มากขึ้นและหลากหลายมากขึ้น โดยส่วนตัวของเอ็มมี่เองก็ได้มีโอกาสขึ้นพูดในงาน Martech Expo 2024 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องของการพัฒนาทักษะของเราให้พร้อมเพื่อรับมือกับ
เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปไว เปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสที่สร้างผลงานที่คุณภาพให้เราได้มากขึ้น
Generative AI ก็ถือเป็นอีกหนึ่งหัวข้อที่ถูกกล่าวถึงเยอะในงาน Martech Expo 2024 ที่ผ่านมาค่ะ 

Generative AI คืออะไร?

>>>Generative AI (สำหรับผู้อ่านท่านไหนที่อยากเรียนรู้กับ Generative AI เพิ่มเราก็มีรายละเอียดอยู่ในบทความนี้นะคะ)<<<

Generative AI ย่อมาจาก Generative Artificial Intelligence ถ้าเราเปิดหาคำแปลของคำว่า Generative AI คงได้คำที่เป็นการแปลที่ตรงตัว Generative มากรากศัพท์มาจากคำว่า Generate คือการสร้างขึ้นมา หรือการเริ่มต้นสร้าง พอมารวมกับคำว่า Artificial Intelligence แล้ว ก็แปลตรงตัวว่าเป็นการสร้างปัญญาประดิษฐ์สำหรับการใช้งาน และมาเพื่อช่วยงานของมนุษย์ในหลากหลายด้านด้วยกัน และถ้าตามข้อมูลจากเว็บไซต์ Wikipedia สําหรับ Generative AI คือปัญหาประดิษฐ์ที่สามารถสร้างสรรค์ชิ้นงานออกมาเป็นตัวอักษร รูปภาพหรือสื่อต่างๆ ได้เกิดจากการเรียนรู้ที่เป็นแพทเทิร์นและโครงสร้างของข้อมูลที่มนุษย์ป้อนเข้าไปค่ะ 

Generative AI เกิดจากอะไร?

ที่เราเริ่มรู้จักกันในช่วงปี 2020 ที่ผ่านมาไม่ว่าเป็น ChatGPT, Bards หรือ Gemini, Dall-E และ Mid Journey นั้นก็มาจาก Generative AI ที่มีการเรียนรู้จากการป้อนภาษาที่เราเรียกว่า Large Language Model ค่ะ หรือที่ย่อว่า LLM นั้นเองคือการป้อนภาษาเข้าไปหรือข้อมูลขนาดใหญ่และให้ระบบของปัญญาประดิษฐ์ได้เรียนรู้ องค์ประกอบของภาษา ไม่ว่าจะเป็นการใช้คำ บริบท วิธีคิด การสะกด วิธีการตอบจากมนุษย์ค่ะ 

และแน่นอนว่าในปี 2024 นี้ บริษัทไอทียักษ์ใหญ่หลายๆ เจ้าไม่ว่าจะเป็น Microsoft, Google, Baidu และ Amazon ก็กำลังเร่งลงทุน ลงแรง เพื่อนำเรื่องของ Generative AI ไปต่อยอดเทคโนโลยีต่างๆ ขององค์กรอย่างต่อเนื่องค่ะ 

แล้ว Generative AI จะสามารถช่วยงานการตลาดของเราได้หรือไม่? 

คำตอบคือ ได้แน่นอนค่ะ 

สำหรับบทความนี้เราจะไม่ได้เฉพาะเจาะจงเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งเท่านั้นแต่เราจะนำเสนอหลักการที่สามารนำไปประยุกต์ใช้ได้กับทุกเครื่องมือนะคะ  

อยากให้ผู้อ่านลองจินตนาการและ เปรียบ Generative AI เสมือนมนุษย์ที่เพิ่งเกิดใหม่ เรียกว่าแรกเริ่มของทารก เราสามารถสอนให้เขาพูดภาษาเราได้ เข้าใจเราได้เพียงแค่ระบบในการเรียนรู้ของเขา รวดเร็วกว่ามนุษย์หลายเท่าตัว เพราะฉะนั้นหากเรารู้วิธีการที่จะพูดคุยกับ Generative AI และป้อนคำสั่งในการเรียนรู้เข้าไปในระบบอย่างละเอียดและครบถ้วน และสำหรับการใช้งาน Generative AI สำหรับสายงานการตลาดและคอนเทนต์ ก็ถูกนำมาใช้หลากหลาย อย่างรูปภาพด้านล่างนี้ก็เป็นการคัดเครื่องมือทั้ง Martech Tools ต่างๆ ที่มีทั้งเป็นลักษณะ Generative AI และไม่ใช่อยู่ในตารางนี้ด้วยเพื่อให้ผู้อ่านได้เห็นภาพว่า ณ ปัจจุบัน มีเครื่องมือหลากหลายที่สามารถช่วยงานส่วนของ การตลาด (Marketing) ได้ 

การเลือกใช้งานเครื่องมือ Martech สำหรับการสร้าง Content Marketing 

Martech Tools for Content Creators and Marketers

จากภาพด้านบนนี้เป็นตัวอย่างที่เอ็มมี่สรุปมาให้เวลาใช้งานจริงค่ะ ตั้งแต่ 

1. การวางแผนกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ 

หากเราอยากเริ่มต้นทำแผน หรือเป็น canvas เพื่อให้ทุกคนในทีมเข้าใจตรงกัน เราสามารถใช้ whiteboard ของ canva หรือ เราจะใช้ ตัวเว็บของ canvanizer ในการสร้าง canvas ของเราขึ้นมาก็ได้ 

2. การหาข้อมูลเชิงลึก

ใช้ตัว insight tool อื่นๆ ที่ใช้ฟรี เพื่อหาข้อมูลเพิ่มเติมมาต่อยอดไอเดีย คีย์เวิร์ดต่างๆ ค่ะ หากเราไม่ได้มีการเก็บ Survey หรือข้อมูลการวิจัยใดๆ ก็อาจจะแนะนำให้ใช้ Google Trends / Facebook Insight / Tiktok Trends / Trending Video ของ Youtube และ Social Listening Tools อื่นๆไม่ว่าจะเป็น Mandala AI / Wisesight / Real Smart แนะนำให้ใช้ของไทยหากท่านไหนทำการตลาดในไทยอยู่เพราะจะได้ Insight ที่เป็นของคนไทยมากกว่าและประยุกต์ใช้ได้ตรงจุดกว่าค่ะ  

3. Keyword Research เพิ่มเติม 

จะมาจาก Google Keyword Planner / Ubersuggest / ahrefs 

4. Text Content Creation หรือการสร้างคอนเทนต์ตัวอักษร 

ถึงตรงนี้จะเป็นส่วนของ Generative AI แล้วค่ะที่จะเข้ามามีบทบาทช่วยงานสาย Marketing และ Content Marketing จริงๆ มีหลายตัวเลย แต่หลักๆที่เอ็มมี่และทีม STEPS เราใช้กันจะมี ตัว Chatgpt  / Gemini By Google / Jasper.ai / และ Ryte ค่ะ มีทั้งฟรีและคิดค่าบริการเป็นหลายเดือนทั้งนี้ทั้งนั้น สำหรับการใช้ เครื่องมือแต่ละตัวเดี๋ยวเราจะมาอัพเดทกันอีกทีในคอนเทนต์หน้านะคะ 

5. Text to Image Generative Tools 

เราจะใช้เป็น ChatGPT 4 บวกกับ Dall-E และ Canva เป็นหลักค่ะเพราะใช้งานง่าย สำหรับ Gemini เรากำลังอยู่ในช่วงการทดลองเดี๋ยวจะมาอัพเดทกันอีกทีค่ะ

6. Text to Video Tools 

เราใช้ ChatGPT 4 และ บวก Plugin ในส่วนของ Video มาช่วยสร้าง Storyboard / สคริปต์/ และร่างของวิดีโอขึ้นมาค่ะ ตัวอย่างของ Plugin: Video GPT by Veed หรืออาจะใช้ Canva และรอตัว Text Generative to Video อย่าง Sora ของค่าย Open AI ก็ได้ค่ะ

7. Marketing Automation Tools 

Martech Tools สำหรับการทำระบบอัตโนมัติของการตลาดไม่ว่าจะเป็น Zapier / Hubspot / Active Campaign เป็นต้น รายละเอียดด้านบนก็จะทำให้เห็นว่า ณ​ ปัจจุบัน Generative AI มีส่วนในงานของการตลาดเยอะมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหากเราอยากได้ผลลัพธ์ที่ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย และ ตรงใจกับสิ่งที่เราต้องการมากขึ้นเราต้องรู้หลักการ PROMPT Message ค่ะ 

Prompt Message คืออะไร?

ถ้าอธิบายให้ง่ายที่สุดคือการ สั่งการ สั่งงานหรือการบรีฟค่ะ บรีฟอย่างไรให้ Generative AI สามารถผลิตชิ้นงานได้ตรงกับสิ่งที่เราต้องการมากที่สุด โดยหลักการของ Prompt Message ประกอบไปด้วย 

Effective Prompt Message

 

1. Context บริบท

บริบท พูดง่ายคือแบ่งออกมาเป็น 2 ส่วน คือ 

ส่วนที่ 1 บทบาทที่เราอยากให้ AI เป็น และ

ส่วนที่ 2 สิ่งแวดล้อมของ สถานการณ์ นั้นๆ เช่น 

เราบอกว่า ตอนนี้คุณเป็นนักการตลาดของแบรนด์ๆ นี้ ที่มีประสบการณ์ทางด้านการทำ Content Marketing มาแล้วในด้านอุตสาหกรรมอะไรบ้าง คุณเป็นคาแรกเตอร์ครีเอทีฟ ใช้คำเก่ง และแบรนด์นี้มีกลุ่มลูกค้าที่ต้องการสื่อสารดังต่อไปนี้ ธุรกิจนี้ทำเกี่ยวกับอะไรบ้าง  

ยิ่งเราบอกชัดเท่าไหร่ ตัว AI จะสามารถทำความเข้าใจในการ Mapping Data ที่มีอยู่ได้รวดเร็วขึ้น 

อย่าลืมว่า.. เราต้องใช้ Generative AI ให้มีความแตกต่างจากการใช้ Search Engine เพื่อค้นหาข้อมูล เพราะใน Search Engine เราอาจจะพิมพ์คำว่า What หรืออะไร ทำไม และเราก็จะเป็นคนรวบรวมข้อมูลนั้นๆ ประมวลผลว่าใช่สิ่งที่เราต้องการหรือไม่ ทำมาวิเคราะห์ ต่อยอดและขยายความเพิ่มเติม

สำหรับ Generative AI ที่ช่วยเราทำงานในส่วนของการรวบรวม วิเคราะห์และต่อยอดข้อมูลเราต้องทำให้ละเอียดขึ้นไป

เพื่อให้เขาทำงานให้เราเร็วและไวขึ้น คิดง่ายๆว่าเหมือนเรารับคนทำงานสายการตลาดมาอาจจะมีประสบการณ์มาประมาณ 1-2 ปี แต่เราต้องทำ Onboarding Training ให้เขาก่อน ว่าพื้นหลังของธุรกิจของเราเป็นอย่างไรบ้าง?

เราเป็น USP (Unique Selling Point) หรือมีจุดขายอะไร มีลูกค้าเป็นใคร สินค้าของเรามีลักษณะโดดเด่นอะไรบ้าง 

คำถาม คือ Context หรือบริบทต้องละเอียดขนาดนี้เลยหรอ? คำตอบ คือ ต้องละเอียดเพื่อเพราะอย่าลืมว่า Generative AI ไม่ใช่การที่เราจะได้คำตอบจากเขาอย่างเดียวแต่เราต้องสอนเขาด้วย ให้เขาสามารถช่วยเราได้ค่ะ

2. Tasks รายละเอียดงานที่เราอยากให้เขาผลิตให้เรา 

เช่น หัวข้อคอนเทนต์สำหรับลงในช่องทางอะไร โดยใช้คำอะไรประกอบบ้าง เพื่อจุดประสงค์อะไร 

    • ชิ้นงานที่เราอยากให้เขาผลิตเป็นชิ้นงานอะไร
    • มีจุดประสงค์อะไรบ้าง 
    • มีรูปแบบแบบไหน เอาไปใช้เพื่ออะไร 

ในส่วนของ Tasks ก็สำคัญที่สุดสำหรับ Objective หรือจุดประสงค์ของ Tasks ที่เกิดขึ้น เช่น เราบอกให้ AI ผลิตหัวข้อคอนเทนต์สำหรับสินค้าอาหารสุนัขมาให้ อันนี้เขาก็จะคิดหัวข้อคอนเทนต์มาให้แต่ โดยรวมแล้วจะไม่ได้แบ่งออกมาว่าหัวข้อนี้เหมาะสำหรับการนำไปประชาสัมพันธ์เพื่อเปิดแบรนด์ใหม่นะ หรือ หัวข้อนี้เหมาะกับการนำไป กระตุ้นยอดขายนะ แต่ถ้าเราระบุชัดว่า เราต้องการให้เขาคิดหัวข้อคอนเทนต์เพื่อนำไปประชาสัมพันธ์ให้คนรู้จักเรามากขึ้น เพราะเราเพิ่งเปิดแบรนด์ใหม่ มีจุดประสงค์คือ awareness เราต้องการหัวข้อคอนเทนต์สำหรับลงแพลตฟอร์ม …. (อย่างเช่น Facebook, TikTok หรือ Line) ตรงนี้ AI ก็จะผลิตหัวข้ออกมาให้ละเอียดและชัดขึ้นด้วยค่ะ 

3. Boundaries จำนวนชิ้น ขอบเขตของชิ้นงาน 

มีข้อควรอะไรที่ต้องระวังไหมในการใช้คํา ขอบเขต คือให้เราต้องคํานึงถึงอะไรบ้าง เช่น คำที่มันทำให้ดู Over Claim เกินไป หรือคำที่เราอยากให้โฟกัสเป็นพิเศษเพราะเราต้องการให้ติด SEO เป็นต้น ซึ่งขอบเขตเพิ่มเติมอาจจะใส่ข้อมูลด้วยว่า ข้อมูลแบบไหนที่เราไม่ต้องการ ถ้าอยากได้คำตอบเชิงลึก อยากได้ประมาณไหนบ้าง ระบุลงไปให้ชัดเจนได้เลยค่ะ

4. Extra Information ข้อมูลเพิ่มเติม

เช่น Mood & Tone ของภาษาที่ใช้หรืออยากจะสื่อสารออกมา หรือมี Request อะไรพิเศษที่เราอยากได้ มีคำขยายเพิ่มเติมเพื่อให้ผลงานเราออกมาชัดขึ้น เช่น ทำให้เป็นสไตล์โมเดิร์น ทำให้ดูเหมือนมาจากอนาคต ประมาณนี้ค่ะ เอาละค่ะเดี๋ยวเรามาดูตัวอย่างกันนะคะ 

ตัวอย่างของการเขียน Prompt Message สำหรับงานสร้างคอนเทนต์

1. Context: บทบาท 

ตอนนี้คุณมีบทบาทหน้าที่เป็นนักการตลาดที่ต้องทำการโปรโมทแบรนด์เครื่องหอมแบรนด์ใหม่ที่มีชื่อว่า Emmie Scent เป็นแบรนด์สำหรับคนทำงานที่ต้องได้รับการผ่อนคลาย สดชื่น  และ สงบ ในระหว่างวันที่เกิดจากความเครียดของการทำงาน แบรนด์มีคาแรกเตอร์เหมือนเพื่อนที่อยากให้คำแนะนำที่ดีในการดูแลสุขภาพเพื่อการทำงานผ่าน 5 ประสาทสัมผัส กลุ่มเป้าหมายจะเป็นคนวัยทำงาน อายุ 28-38 ปี ที่เริ่มมีตำแหน่งเป็น Senior และ Manager ความรับผิดชอบที่เยอะขึ้น ใช้เวลาทำงานเยอะขึ้น รายได้อยู่ตั้งแต่ 50,000-70,000 บาท  เราอยากให้คุณที่ในฐานะเป็นนักการตลาดที่มีประสบการณ์การทำงานมาแล้ว 3 ปี 

2. Tasks: งานที่เราอยากให้เขาทำให้

วางแผนหัวข้อคอนเทนต์สำหรับทำคอนเทนต์ผ่าน Instagram โดยมีจุดประสงค์เพื่อการเปิดตัวของแบรนด์ทำให้แบรนด์เป็นที่รู้จักได้เยอะขึ้น อยากให้คุณลิสต์หัวข้อคอนเทนต์ที่จะทำลงบน Instagram มา 10 หัวข้อพร้อมบอกรายละเอียดประเภทของรูปภาพ และ แคปชั่น และ Hashtag ที่คุณจะใช้ด้วย

3. Boundaries: ข้อคำจำกัดและเงื่อนไข

จำนวน Hashtag จำนวน 7-8 hashtag 

4. Extra Information: ข้อมูลเพิ่มเติม

Mood & Tone ให้มาในโทนของความเป็นเพื่อน 

จากตัวอย่างด้านบนเป็นการที่เราให้ ChatGPT หรือหนึ่งในเครื่องมือ Generative AI ช่วยสร้างคอนเทนต์สำหรับการเปิดตัวแบรนด์ใหม่ 

ด้านบนเป็นเพียงแค่ตัวอย่างเดียวค่ะ ที่ช่วยให้เราสามารถสร้างคอนเทนต์ และสร้างชิ้นงานด้านการตลาดจาก Generative AI ด้วยหลักการของ Prompt ได้ สำหรับที่สนใจอยากเรียนรู้เกี่ยวกับ Generative AI เพิ่มเติมอย่าลืมติดตามบทความของเราที่จะมีอัพเดทผ่านเว็บไซต์ STEPSTRAINING.CO และ อีเมล์ทุกๆ สัปดาห์ และหากใครอยากเรียนรู้เพื่อนำไปปรับใช้กับองค์กรและธุรกิจของท่านเรามี

หลักสูตร ChatGPT for Content Marketing ในรอบถัดไป เปิดรับสมัครแล้วค่า 

 

เพิ่มยอดขาย ขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ด้วยเทคนิค ROFU

Strategy Customer  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
เพิ่มยอดขาย ขยายความสัมพันธ์กับลูกค้าบนโลกออนไลน์ด้วยเทคนิค ROFU

“ROFU ย่อมาจาก Retention of Funnel
คือการต่อยอดรักษา สายสัมพันธ์ระหว่างแบรนด์กับฐานลูกค้าเดิมที่มีอยู่
เพื่อสร้างการซื้อซ้ำ การ Up-Selling และ Cross-Selling รวมไปถึงการทำ Advocacy หรือเปลี่ยนลูกค้าให้กลายเป็นหนึ่งในทีมการตลาดของแบรนด์

5 เหตุผลทำไมธุรกิจของคุณถึงควรเริ่มต้นมี Weblog

Strategy  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
5 เหตุผลที่ธุรกิจของคุณควรเริ่มมี Weblog

5 เหตุผลทำไมเราต้องใช้การสร้างคอนเทนต์ประเภทเว็บบล็อก (Weblog) หรือบทความให้ความรู้ ในการทำการตลาด และธุรกิจแบบไหนที่ต้องใช้กลยุทธ์นี้

5 Tips สร้างประสิทธิผลให้งานในช่วงเวลา Work from Home

Entrepreneur  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
5Tip_WorkformHome

การเริ่มต้นโครงการ Work from Home เพื่อความปลอดภัยของพนักงานเป็นสิ่งสำคัญส่วนหนึ่งในมุมของเจ้าของธุรกิจมันคือการสร้างความเชื่อใจให้กับทีมงานของเรา

7 ตำแหน่งงานด้าน Digital Marketing ที่เป็นที่ต้องการของตลาดปี 2019

Entrepreneur  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]
7-ตำแหน่งงานด้าน-Digital-Marketing

ประเทศไทยขาดแรงงานการตลาดทางด้านดิจิทัล และ อัตราเงินเดือนของบุคลากรด้าน Digital Marketing จะมีเงินเดือนสูงกว่าตำแหน่งงานทั่วไปสูงถึง 61%

Brand Value Proposition ค้นหาจุดแข็งให้แบรนด์บนโลกออนไลน์

Strategy  [s_stat icon="eye-solid" style="format"]

Brand Value Proposition หรือ วิเคราะห์ ค้นหา และ วางจุดยืนให้ชัด เพื่อประโยชน์ต่อการวางกลยุทธ์บนโลกออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ทักษะจำเป็นที่ต้องมีกับ Content Marketer ตำแหน่งสุดฮิตในสายงาน Digital

cover

เทนิคการพัฒนาทักษะสำคัญที่ต้องมีสำหรับนักเขียนคอนเทนต์ (Content Marketer) และเคล็บลับในการสร้างสรรค์ Content ให้ได้ประสิทธิภาพ

ก้าวต่อไปของการสร้าง Content Marketing ให้เกิดผลลัพธ์ในปี 2019

cover

การสร้างเอกลักษณ์ ดึงจุดเด่นและแสดงความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน พร้อมทั้งการวางกลยุทธ์ ในการเขียนคอนเทนต์สิ่งเหล่านี้เป็นปัจจัยที่ทำให้สามารถจดจำแบรนด์ของเราได้

5 เหตุผลทำไมเราต้องวิเคราะห์ข้อมูลของลูกค้าก่อนวางแผนงานบนโลกดิจิทัล

head-5-digital

Big Data คือข้อมูลขนาดใหญ่ที่อาจจะยังไม่มีการบริหารข้อมูล จึงจำเป็นต้องมีตำแหน่งอื่นที่เกี่ยวข้องโดยตรง ที่สามารถนำไปสร้างประโยชน์ให้กับองค์กรได้

7 เหตุผลทำไมเราถึงต้องมีกลยุทธ์ Digital Marketing ก่อนลงมือลุยธุรกิจบนโลกออนไลน์ !!!

7 เหตุผลทำไมเราถึงต้องมีกลยุทธ์ Digital Marketing ก่อนลงมือลุยธุรกิจบนโลกออนไลน์ !!!

การทำการตลาดบนโลกออนไลน์ที่ปราศจากการวางกลยุทธ์เปรียบเสมือนการเดินทางไปสูงป่าใหญ่ที่ไม่รู้ปลายทาง และการเดินทางครั้งนี้ก็เป็นการเดินทางที่เหมือนถูกปิดตาตลอดการเดินทาง