เจาะลึก 6 เทรนด์การสร้าง Google Ads เพื่อสร้างธุรกิจให้สำเร็จบนโลกออนไลน์

ในสนามการแข่งขันธุรกิจออนไลน์ ผู้ประกอบการต่างงัดกลยุทธ์ทางการตลาดมาใช้ เพื่อสร้างจุดแข็งให้แก่แบรนด์ และแน่นอนค่ะ ว่าสิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ที่ทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้บนโลกโซเชียลมีเดีย นั้นคือ การสร้าง Organic Traffic * เพื่อให้ลูกค้าสามารถเจอหน้าเว็บไซต์ของหน้าร้านและเป็นที่รู้จักมากยิ่งขึ้น

(*Organic Traffic คือ จำนวนของผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ของเรา จากการที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตทำการค้นหาคำที่เป็น Key Word ผ่านช่องทาง Search Engine ที่หน้าเว็บไซต์ Google ซึ่งการเข้าชมเว็บไซต์จากคำค้นหาของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นแบบธรรมชาติ)

ข้อมูลสถิติที่น่าสนใจจาก Bluelist.co ได้เปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้อินเทอร์เน็ตเพื่อการค้นหาข้อมูลสูงถึง 63,000 ครั้งต่อวินาที  ดังนั้น Google จำเป็นต้องใช้ระบบอัลกอริทึ่มเพื่อประเมินเว็บไซต์ที่มีคุณภาพให้ขึ้นไปอยู่ในลำดับต้น ๆ ของการค้นหา และคอยอัปเดตตระบบอยู่ตลอดเพื่อให้ผู้ใช้สามารถค้นหาสิ่งต้องการเจอได้ง่ายและรวดเร็วที่สุด

 #1: Google Ads Smart Bidding

 

การสร้างโฆษณาจากการใช้กูเกิ้ล

 

การสร้างโฆษณาด้วยการใช้ Smart Bidding เหมาะกับธุรกิจทั้งขนาดเล็กและใหญ่ ซึ่ง Google จะใช้ระบบ Smart Bidding แนะนำให้ผู้ประกอบการใช้เพื่อสร้างโฆษณาบนหน้าเว็บ Google เมื่อผู้ประกอบการใช้ระบบโฆษณาก็จะถูกยิงไปยังผู้ที่เคยเข้ามาในหน้าเว็บไซต์ของเรา รวมไปถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มว่าอาจจะเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของแบรนด์ โดย Google จะค้นหากลุ่มเป้าหมายที่มีพฤติกรรมการชอปปิงหรือค้นหา Key Word ที่ใกล้เคียงกันกับลูกค้าที่แบรนด์มี ด้วยการยิงโฆษณาไปที่กลุ่มผู้ใช้เหล่านั้น ซึ่งข้อดีของการใช้  Smart Bidding มีดังนี้ค่ะ

  • แบรนด์มีโอกาสได้ลูกค้าเพิ่มขึ้นจากกลุ่มเป้าหมาย CPA (Target Cost-Per-Action) หรือการคิดค่าโฆษณาเมื่อลูกค้าเข้ามากระทำบางอย่างบนหน้าเว็บไซต์ เช่น การสมัครสมาชิก การสั่งซื้อสินค้า และการลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนด
  • แบรนด์ได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่คุ้มค่า
  • แบรนด์สามารถสร้าง Conversion* ให้กับเว็บไซต์ (Conversion คือการที่แบรนด์สามารถสร้างยอดขายได้จากการโฆษณา หรือการที่กลุ่มเป้าหมายตอบสนองต่อโฆษณาสินค้า)

นอกจากนี้  ผู้ประกอบการสามารถตั้งค่าระบบ Smart Bidding ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย โดยที่ผู้ประกอบการสามารถปรับการตั้งค่าได้ดังนี้

 

การใช้ Smart Bidding
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าตัว Bid จะมีเครื่องหมายต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้สามารถเห็นโฆษณาของแบรนด์ได้แม่นยำมากขึ้น เช่น

หากแบรนด์มีแนวโน้มว่า ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตนิยมชอปปิงออนไลน์ในช่วงเวลาหลังเลิกงานเป็นประจำ โอกาสที่คนจะเข้าไปเสิร์ชหาสินค้า ควรเป็นช่วงเวลา 5 โมงเย็นถึง 1 ทุ่มทุกวันจันทร์ถึงศุกร์ ที่เป็นช่วงเวลาเลิกงานของกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นผู้ประกอบการสามารถตั้งค่า Bid ให้แสดงโฆษณาไปยังกลุ่มเป้าหมายได้โดยเลือกการตั้งค่าที่ปุ่ม Smartphone, Time of the Day และ Remarketing List เพื่อแสดงโฆษณาไปที่กลุ่มเป้าหมายที่เคยเข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ก่อนหน้านี้

 

 #2: การใช้ Google Discovery Ads

วิธีการนี้ โฆษณาที่เกี่ยวข้องจะแสดงขึ้นบนหน้าจอของผู้ใช้ โดยกลมกลืนไปกับหน้าฟีดของเว็บไซต์ เมื่อทำการค้นหา Key Word ผ่านเว็บไซต์ Google, YouTube และ Gmail

 

การใช้ Google Discovery Ads
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

การใช้ Discover Ads สามารถสร้างโฆษณาเพื่อนำเสนอสินค้าให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในคำค้นหาประเภทเดียวกัน หรือมีลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ตัวอย่างเช่น หากกลุ่มเป้าหมายกำลังค้นหาภาพยนต์เรื่อง A Star is born แน่นอนค่ะว่าจะมีข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อเรื่อง บทความ บล็อก หรือคลิปวิดีโอที่น่าสนใจ และนอกเหนือจากนั้น โฆษณาที่เกี่ยวข้องกับการค้นหาก่อนหน้านี้ จะถูกนำเสนอที่หน้าฟีดอย่างแนบเนียน ซึ่งมีโอกาสสูงที่ผู้ชมจะเต็มใจคลิกเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์นั้น ๆ

จากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่า หน้าเว็บไซต์ YouTube จะมีการโฆษณาสินค้าโผล่ขึ้นมาให้เห็น ซึ่งกลุ่มเป้าหมายอาจจะรู้สึกสนใจ เนื่องจากโฆษณาเหล่านี้เป็นสิ่งที่ลูกค้าเคยค้นหามาก่อน หรือมีความใกล้เคียงกัน เช่น เป็นบทความแนะนำที่มีประโยชน์

การใช้ Discover Ads สามารถสร้างโฆษณาเพื่อนำเสนอสินค้าให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในคำค้นหาประเภทเดียวกัน
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

นอกจากนี้ แบรนด์สามารถใช้  Discovery Ads เพื่อแสดงสินค้าที่มากกว่ารูปภาพเพียงรูปเดียว เช่นการแสดงโฆษณา Carousel Ads บน Facebook

ข้อดีจากการทำโฆษณาในรูปแบบนี้ สามารถทำให้ลูกค้าได้รับประสบการณ์ใหม่ ๆ ที่ไม่รู้สึกยัดเยียดจนเกินไปค่ะ

 

 #3: การใช้ Gallery Ads

 

ภาพจาก: https://www.singlegrain.com
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

ในช่วงกลางปี 2019 Google ได้พัฒนาการสร้างโฆษณาในรูปแบบของ Gallery ขึ้น ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับการนำเสนอสินค้าและบริการบน Facebook (หรือที่เรียกว่า Carousel Ads)

การทำโฆษณาประเภทนี้ แบรนด์สามารถใส่ภาพเพื่อนำเสนอสินค้าที่ต้องการได้มากกว่า 1 รูปภาพ โดยที่แบรนด์สามารถนำเสนอสินค้าผ่านการเล่าเรื่อง ซึ่งนักการตลาดจะนิยมสร้างแกลเลอรี่โดยการใช้รูปภาพ 4-8 รูป โดยแต่ละรูปจะมีเนื้อหาข้อความกำกับไว้ และมีลิงก์ที่สามารถกดเพื่อเปิดไปยังหน้าต่างใหม่ได้

นอกจากนี้ ข้อมูลสถิติจาก Google ได้เผยผลลัพธ์จากการสร้าง Gallery Ads ที่ผ่านมาว่า 25% ของผู้เล่นอินเทอร์เน็ตจะกดโฆษณาเข้าไปดูเนื้อหาเพิ่มเติม ดังนั้นนักการตลาด หรือผู้สร้างโฆษณาสามารถสร้างโอกาสในการนำเสนอสินค้า หรือโปรโมชันพิเศษให้แก่ลูกค้าได้จากการทำการโฆษณาที่มากกว่าการต้นหาแบบปกติทั่วไปได้ด้วยเทคนิคค่ะ

 

การสร้างโฆษณาในรูปแบบ Gallery Ads
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

 #4: การขยายกลุ่มเป้าหมาย

การเพิ่มโอกาสให้แก่ธุรกิจของท่านเอง เพื่อขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้นด้วยการทำโฆษณาผ่าน Google เป็นเหมือนกับการสร้างผลประโยชน์แบบพึ่งพากัน ซึ่ง Google ได้ประกาศให้ผู้ทำธุรกิจสามารถสร้างโฆษณาได้จากการตั้งค่าในระบบ Audience Segments เมื่อปลายปี 2019 ที่ผ่านมา

การทำโฆษณาเพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่มีแนวโน้มว่าจะเข้ามาเป็นลูกค้าของเรานั้น สามารถใช้ Audience Segments ได้ 2 วิธีนั่นคือ

1. กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในระยะยาว (Affinity Audiences)

วิธีนี้ Google จะหากลุ่มเป้าหมายที่มักใช้คำค้นหาใน Search Engine แบบเดิมซ้ำ ๆ หรือมีประวัติการค้นหาบางอย่างที่มักใช้อยู่เป็นประจำ โดยคำค้นหาเหล่านั้นแสดงออกถึงรสนิยมหรือตัวตน ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

ตัวอย่างเช่น ไลฟสไตล์การแต่งตัว กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้มักเข้าไปอัปเดตเทรนด์การแต่งกายสไตล์มินิมัล หรือค้นหาเสื้อผ้าที่มีลักษณะเรียบง่ายแต่ดูดี หรือเข้าไปดูเทรนด์การแต่งกายของดาราที่ตนชื่นชอบ เป็นต้น

การตั้งค่าวิธีนี้ สามารถสร้าง Conversion Rate ให้แก่แบรนด์ได้เป็นอย่างดีซึ่ง บริษัทรถอย่าง Volkswagen ประสบความสำเร็จมากถึง 250% ในปี 2019

 

การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในระยะยาว (Affinity Audiences)
การกำหนดกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจในระยะยาว (Affinity Audiences)

ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

2. การกำหนดกลุ่มเป้หมายที่มีความสนใจบางสิ่งในระยะเวลาหนึ่ง (In-Market Audiences)

สมมติว่าคุณไม่มีแผนจะซื้อรถมาก่อน แต่จู่ ๆ รถของคุณที่ใช้อยู่ในขณะนี้ดันเสียและเกินเยียวยาที่จะซ่อม คุณอาจะใช้เวลาทำการค้นหาข้อมูลเพื่อออกรถใหม่ว่าจะใช้รถรุ่นไหนที่ประหยัดน้ำมันที่สุด หรือคล่องตัวที่สุดสำหรับการเดินทาง ซึ่งคุณจะใช้เวลาค้นหาข้อมูลเหล่านั้นในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น 2 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน เพื่อเปรียบเทียบราคาที่ดีที่สุด ฉะนั้น Google จะจัดกลุ่มเป้าหมายประเภทนี้เอาไว้ในรูปแบบ In-Market Audiences ค่ะ

ตัวอย่างบริษัทใหญ่ยักษ์ที่ประสบความสำเร็จจากการทำการตลาดโดยการใช้วิธีนี้คือบริษัท Toyota ที่สามารถสร้าง Conversion Rate จากการคลิกโฆษณาได้สูงถึง 67 % ยิ่งไปกว่านั้นการทำโฆษณาในรูปแบบนี้สามารถสร้างผลลัพธ์ให้แก่การทำอีเวนต์ชั่วคราวเช่น เทศกาลวันคริสต์มาส และฉลองเทศกาลวันปีใหม่ เนื่องจากนักชอปทั้งหลายจะมองหาของขวัญเพื่อมอบให้แก่คนรักค่ะ

 

การกำหนดกลุ่มเป้หมายที่มีความสนใจบางสิ่งในระยะเวลาหนึ่ง (In-Market Audiences)
การกำหนดกลุ่มเป้หมายที่มีความสนใจบางสิ่งในระยะเวลาหนึ่ง (In-Market Audiences)

ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

#5: รวบรวมแคมเปญเด็ด ๆ เอาไว้ใน Google Lens 

 

เทรนด์การค้นหาข้อมูลด้วยภาพจากฟีเจอร์ Google lens

 

Google Lens เป็นฟีเจอร์จาก Google สามารถใช้ได้ทั้งในระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์และไอโอเอส โดยมีระบบเทคโนโลยี AI เพื่อวิเคราะห์รูปถ่าย และนำเสนอข้อมูลที่เป็นประโยชน์และเกี่ยวข้องกับภาพถ่ายนั้น ๆ ซึ่งความพิเศษจากการใช้ลูกเล่นนี้ ผู้ใช้สามารถนำรูปถ่ายประเภทต่าง ๆ ไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งได้แก่

  • รูปถ่ายภาพทั่วไป: 

Google จะช่วยค้นหาสินค้าที่มีลักษณะเหมือนกันหรือมีความใกล้เคียง มานำเสนอ และแนะนำเว็บไซต์เพื่อซื้อขาย

  • รูปภาพบาร์โค้ด: 

Google สามารถค้นหาสินค้าที่มีบาร์โค้ดนี้อยู่บนตัวสินค้าและแหล่งซื้อขาย

  • นามบัตร:

Google จะสืบค้นข้อมูลภาพนามบัตรของคน ๆ นั้น โดยการค้นหาที่อยู่ และเบอร์โทรศัพท์ รวมไปถึง e-mail สำหรับการติดต่อ

  • หนังสือ:

เป็นเรื่องดีกับนักอ่านที่สามารถสืบค้นข้อมูลได้จากรีวิวจากผู่อ่าน บทสรุปเนื้อเรื่อง และคะแนนความนิยมของหนังสือ ซึ่ง Google จะทำการรวบรวมข้อมูลจากเว็บต่าง ๆ มาให้ผู้ใช้ได้เลือกค่ะ

  • ป้ายโฆษณาหรืองานอีเวนต์ :

Google สามารถเพิ่มอีเวนต์วันสำคัญที่ผู้ใช้ต้องการบันทึกลงในปฏิทินได้

  • สถานที่ ๆ สำคัญ:

Gggole จะทำการค้นหาข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ชั่วโมงทำการของสถานที่ และสิ่งที่เป็นประโยชน์อื่น ๆ เพื่อให้ผู้ใช้เลือกอ่าน

  • รูปภาพจิตรกรรมในพิพิธภัณฑ์:

Google จะหยิบยกข้อมูลที่เป็นความรู้ของจิตรกรมาให้อ่านและความรู้ในศาสตร์แขนงนั้น ๆ

  • Plant or animal: พันธ์ุพืชและสัตว์

Google จะแสดงผลลัพทธืที่เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น

ตัวอย่างการนำ Google Lens มาใช้เพื่อโฆษณาสินค้าและบริการให้น่าสนใจ สามารถนำไอเดียจากโฆษณาตัวอย่างไปปรับใช้ได้ดังนี้ค่ะ

กรณีศึกษาที่ 1  

Netflix ได้โปรโมตซีรีย์เรื่องดังที่มีชื่อ “Stranger Things” โดยการใช้เทคโนโลยีภาพเสมือนแบบสามมิติมาใช้ ( เทคโนโลยี AR) เพื่อสร้างประสบการณ์ที่แปลกใหม่ให้กับลูกค้า

สำหรับผู้ที่ทดลองใช้ภาพถ่ายจากซีรีย์ Stranger Things จากหนังสือพิมพ์ The New York Times จะเห็นโฆษณาโปรโมตซีรีย์ที่เป็นซีซันใหม่ในรูปแบบสามิติให้ดูเสมือนจริงขึ้นมาค่ะ

 

Netflix โฆษณาผ่าน Google Lens
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

กรณีศึกษาที่ 2: 

เกมส์ “Pokémon Sword and Shield” ในประเทศญี่ปุ่น ได้มีการโปรโมตโฆษณาผ่าน Google Lends เมื่อมีการนำภาพการ์ตูนจากเรื่อง Pokemon ไปใช้ โดยนำเสนอภาพแบบสามมิติเช่นเดียวกันค่ะ

ภาพจาก: https://www.singlegrain.com
ภาพจาก: https://www.singlegrain.com

 

 #6: การใช้เสียงเพื่อการค้นหา

 

สถิติการใช้เสียงเพื่อการค้นหา
ภาพจาก: https://www.emarketer.com

จากข้อมูลด้านบนจะเห็นได้ว่า ปัจจุบันมีผู้ใช้เสียงเพื่อการค้นหาข้อมูลผ่านสมาร์ทโฟนเป็นจำนวนมากโดยจากสถิติในปี 2016 -2019 มีผู้ใช้เสียงเพื่อการค้นหา ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้ค่ะ

  • ชาวอเมริกันจะมีลำโพงอัจฉริยะ (Smart Speaker) เพิ่มขึ้น 55 %ในปี 2022
  • 72% จากผู้ใช้ทั่วโลกเผยว่าการใช้เสียงเพื่อทำการค้นหากลายเป็นหนึ่งในกิจวัตรประจำวันไปแล้ว
  • การใช้เสียงเพื่อค้นหาสินค้าชอปปิงจะสามารถสร้างรายได้ให้แก่ธุรกิจถึง $40 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2022 ซึ่งในปัจจุบัน ธุรกิจออนไลน์ สามารถสร้างรายจากการค้นหาด้วยเสียงมากถึง 2 พันล้านดอลลาร์
  • บุคคลทั่วไปจาก 2 ใน 5 คนใช้ Voice Search

ถึงแม้ว่าในตอนนี้ Google จะยังไม่สามารถโฆษณาผ่านลำโพงอัจฉริยะอย่าง Google Home and Amazon Alexa ได้ แต่อย่างไรก็ตาม อาจมีข่าวดีเร็ว ๆ นี้ เนื่องจาก Google กำลังทดสอบการนำเสนอโฆษณาผ่าน Google Home ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่า ผู้บริโภคอาจจะได้รับโฆษณาจากการใช้ลำโพงอัจฉริยะได้ในอนาคตค่ะ

 

สรุป

ผู้ประกอบการสามารถนำเทรนด์การสร้างโฆษณาบน Google ไปประยุกต์ใช้ได้ในธุรกิจของท่านตามความเหมาะสม เพื่อมอบประสบการณ์ที่แตกต่างออกไปจากการนำเสนอสินค้าและบริการในรูปแบบเดิม ๆ ได้ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความแตกต่างให้กับแบรนด์ของท่าน ไม่ว่าจะเป็นการนำเสนอโฆษณาในรูปแบบ Smart Bidding หรือ Gallery Ads ซึ่งสามารถดึงดูดความสนใจจากกลุ่มเป้าหมายได้ค่ะ

 

นอกจากนี้ STEPS Academy มีข่าวดีมาประชาสัมพันธ์บอกทุกท่านให้ทราบ

สำหรับท่านที่มีความสนใจในการสร้างโฆษณา การวางกลยุทธ์ การปรับปรุง

โฆษณาออนไลน์บนแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้ง Facebook Ads, Google Ads และ YouTube Ads ให้

“ช่องทางออนไลน์” ของท่านพัฒนาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน

เรามีคอร์ส Ads Optimization 101 (For Management) มานำเสนอให้แก่ทุกท่านซึ่งจะเป็นรูปแบบการสอนสด

ในวันที่ 9 – 10 กรกฎาคม 2563

สำหรับผู้ประกอบการ นักการตลาด หรือบุคคลที่สนใจสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครเรียนได้ตามลิงก์ที่อยู่ด้านล่างนี้เลยค่ะ

 https://stepstraining.co/ads-optimization-101

 

ข้อมูลจาก :

https://bluelist.co

https://blog.google

www.singlegrain.com

 

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล
8 ตัวชี้วัดธุรกิจออนไลน์ที่น่าใช้ในปี 2020
LIVE STREAMING ฟรี! บนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย แก้ปัญหาธุรกิจช่วงวิกฤติ Covid-19 ด้วยการถ่ายทอดสดออนไลน์