เทคนิคสร้างโฆษณาเพื่อดึงดูดใจลูกค้า ด้วย Facebook Ads, Instagram Ads และ Google Ads 

การทำธุรกิจ E-Commerce ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอสินค้าราคาดี หรือมีคุณภาพ ให้แก่ผู้บริโภคเพียงเท่านั้น แต่การสร้างโฆษณาแล้วตอบโจทย์ความต้องการผู้บริโภค ทั้งในแง่ของช่องทางการสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการขาย เทคนิคเหล่านี้คือสิ่งที่นักการตลาดยุคดิจิทัลจะต้องเลือกเส้นทางที่ ใช่ ให้แก่แบรนด์ของตนเอง

สถิติการชอปปิงออนไลน์ที่สูงขึ้นจากทั่วโลก
ภาพพจาก: https://adespresso.com/

สถิติจาก Statista แสดงให้เห็นถึงกราฟของผู้ซื้อสินค้าออนไลน์ทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 2016 และมีการคาดการณ์ไปจนถึงปี 2021 โดยแนวโน้มของธุรกิจ E-Commerce มีทิศทางการเติบโตที่สูงขึ้น ซึ่งเราไม่อาจปฏิเสธได้ว่า การสร้างโฆษณาบนโลกออนไลน์มีส่วนช่วยให้แบรนด์ของเรามีโอกาสเข้าถึงผู้บริโภคได้เร็วและสามารถขยายฐานลูกค้าได้เพิ่มขึ้น

ผู้เขียนเชื่อว่า คำถามเหล่านี้ เป็นคำถามพื้นฐานที่ทุกธุรกิจออนไลน์จะต้องมองเกมการตลาดของแบรนด์ตัวเองให้ออก ก่อนลงทุนสร้างโฆษณาจากแพลตฟอร์มจริง ๆ เนื่องจากการโฆษณาแบบสุ่ม ไม่ใช่วิธีที่จะเข้าถึงลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นแล้ว สิ่งสำคัญที่แบรนด์ควรโฟกัสเป็นหลัก ได้แก่:

#1 รู้จักกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ตัวเอง 

การสร้างแบรนด์ขั้นพื้นฐาน สิ่งหนึ่งที่ผู้ประกอบการควรทราบคือกลุ่มลูกค้าของตนเอง เพื่อเข้าใจถึงพฤติกรรมการบริโภค และความคาดหวังของกลุ่มเป้าหมาย เมื่อคุณสามารถวิเคราะห์กลุ่มลูกค้าได้ดีขึ้น การสร้างกลยุทธ์ทางการตลาดจะมีทิศทางที่ชัดเจนขึ้นเช่นเดียวกัน ทำให้คุณประหยัดการลงทุนการโฆษณา หากผู้ที่สนใจอ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับการค้นหาลูกค้าที่ใช่ เรามีบทความเพิ่มเติมมาแนะนำให้อ่านกันค่ะ

Customer Personas : ทำความรู้จักตัวตนของลูกค้าคุณ https://stepstraining.co/content/customer-personas

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการที่เริ่มต้นในการค้นหากลุ่มเป้าหมาย ท่านสามารถใช้โปรแกรม Google Analytics หรือผู้ที่ใช้ Facebook ที่เป็น Business Account สามารถเข้าไปตั้งค่าได้ที่ตัวเลือก Insights เพื่อค้นหากลุ่มลูกค้าแบบเจาะจงให้แก่แบรนด์ค่ะ

 

การตั้งค่ากลุ่มเป้าหมายบนเฟสบุค
ภาพจาก: https://adespresso.com/

 

ภาพจากด้านบน เป็นตัวอย่างการตั้งค่าหากลุ่มเป้าหมายใน Facebook ซึ่ง Google Analytics จะมีตัวเลือกเพื่อให้ระบบค้นหากลุ่มเป้าหมายด้วยการเลือกเพศ อายุ ความสนใจ และเมืองที่ต้องการทำการโฆษณาค่ะ

 

การแสดงผลบน Google Analytics จากการตั้งค่า
ภาพจาก: https://adespresso.com/

 

ภาพจากด้านบน จะเป็นการรายงานแบบละเอียดเพื่อแสดงให้เห็นถึงกลุ่มลูกค้าที่เข้ามาที่หน้าเว็บไซต์ โดยแบ่งตาม Filter ที่ได้ตั้งค่าไว้ในตอนต้น เช่น ภาษาที่กลุ่มเป้าหมายใช้ ลักษณะทางภูมิศาสตร์ และความสนใจ

 

#2 ช่องทางการเข้าถึงแบรนด์ต้องมีประสิทธิภาพ

ก่อนการเริ่มสร้างโฆษณา ผู้ประกอบการควรตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่าช่องทางออนไลน์ที่แบรนด์มีนั้นมีประสิทธิภาพหรือไม่ ซึ่งแบรนด์สามารถพิจารณา 3 สิ่งนี้ ได้แก่:

  • เว็บไซต์ของเราเป็น Mobile-Friendly หรือไม่:

เว็บไซต์ที่ดีต่อการซื้อขายสินค้าและบริการ จะต้องสามารถเปิดใช้งานได้ทั้งหน้าจอคอมพิวเตอร์และบนโทรศัพท์สมาร์ทโฟน เพื่อให้การชอปปิงออนไลน์เป็นไปอย่างราบรื่น ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์  Mobile-friendly testing tool ของ Google เพื่อตรวจสอบว่าเว็บไซต์ของแบรนด์ รองรับอุปกรณ์เคลื่อนที่อย่างโทรศัพท์สมาร์ทโฟนได้หรือไม่

  • ช่องทางการชำระเงินมีหลากหลายวิธีหรือไม่:

มีรายงานจากเว็บไซต์ upwork.com กล่าวว่า นักชอปเกินกว่า 50 % เปลี่ยนใจไม่ซื้อสินค้าออนไลน์กระทันหัน เนื่องจากไม่มีช่องทางการชำระเงินที่ต้องการ ดังนั้นผู้ประกอบการควรตระหนักถึงช่องทางการชำระเงินหลากหลายที่พร้อมให้บริการแก่ลูกค้านะคะ

  • หน้าเว็บไซต์และช่องทางการชำระเงินไม่ซับซ้อน:

ลูกค้าโดยส่วนใหญ่มีความคาดหวังให้การชอปปิงออนไลน์เป็นเรื่องที่สะดวกและรวดเร็ว ฉะนั้นการสร้างหน้าเว็บให้เรียบง่ายต่อการกรอกข้อมูล เป็นสิ่งเล็ก ๆ ที่ผู้ประกอบการควรคำนึงถึงค่ะ

หลังจากที่เราทราบแล้วว่ากลุ่มเป้าหมายของแบรนด์เป็นใคร และช่องทางออนไลน์ของเรามีคุณภาพ สามารถเข้าถึงได้ง่ายแล้ว ทีนี้เรามาดูกันค่ะว่า แพลตฟอร์มโฆษณาหลัก ๆ ที่นักธุรกิจออนไลน์นิยมใช้เพื่อโปรโมตสินค้ามีอะไรบ้าง และแต่ละแพลตฟอร์มมีข้อดีแตกต่างกันอย่างไร และการสร้าง Ads ในรูปแบบไหนเหมาะกับธุรกิจของคุณ

1. Facebook Ads

 

ในปี 2019 Facebook มีผู้ใช้บริการถึง 2 พันล้านคนต่อเดือน โดยที่ Facebook Ads มีค่าเฉลี่ย Conversion Rate ถึง 9.21 % ซึ่งมากกว่า Google Ads

เมื่อเราดูภาพจากด้านล่าง จะเห็นได้ว่า กราฟของผู้ใช้ Facebook ทั่วโลกมีเกณฑ์เติบโตเพิ่มขึ้นในทุก ๆ ไตรมาส โดยเฉพาะประเทศในแถบเอเชีย

 

ภาพจาก: https://www.socialmediatoday
ภาพจาก: https://www.socialmediatoday

 

สำหรับผู้ที่สนใจสร้าง Facebook Ads ควรวางแผนทางการตลาด ว่าจุดประสงค์ของการทำ Ads ของแคมเปญนั้น ๆ คืออะไร ซึ่งจุดประสงค์ในการสร้าง Ads ควรคำนึงถึงการรับรู้ของแบรนด์ และเป้าหมายของ Conversion ที่จะได้รับ

นอกจากนี้สิ่งที่แบรนด์จะต้องคำนึงถึงเมื่อเริ่มสร้าง Ads คือประเภทคอนเทนต์ที่ต้องการนำเสนอ ซึ่งเรามีตัวอย่างมาแนะนำกันค่ะ

1. รูปภาพ

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

2. วิดีโอ

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

3.สไลด์โชว์

 

ภาพจาก: https://www.wordstream.com/
ภาพจาก: https://www.wordstream.com/

4. การนำเสนอแบบ Carousel (Carousel คือรูปแบบการโฆษณาที่สามารถใส่รูปได้หลาย ๆ รูป และลูกค้าสามารถเลื่อนดูรูปได้ทีละรูป หากต้องทราบข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านบทความได้ที่: https://bit.ly/3asZQdx)

 

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

5. แพล็ตฟอร์มเพื่อ Lead Generation เช่นการสมัครสมาชิก การขอรับสิทธิพิเศษ การรับข่าวสารเพิ่มเติมจกช่องทางอิเมล เป็นต้น

 

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

 

การทำ  Ads นั้นมีกลยุทธ์อีกอย่างหนึ่งคือ แบรนด์สามารถโฆษณาซ้ำเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการให้แก่ผู้ที่เคยเข้ามาดูหน้าเว็บไซต์ของเราไปแล้ว โดยกลุ่มเป้าหมายจะเห็นสินค้าหรือ Ads ซ้ำ ๆ ทำให้แบรนด์มีโอกาสในการขายสินค้าให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ได้ดีขึ้น ซึ่งกลุยทธ์นี้เราเรียกว่า การทำ Remarketing หรือ การ Retargeting ค่ะ

วิธีการ Retargeting สามารถตั้งค่าได้โดย:

  • ติดตั้งโปรแกรม Facebook Pixel ที่หน้าเว็บไซต์ของแบรนด์
  • เลือกจุดประสงค์ของการโฆษณา เช่น เราต้องการสร้างการรับรู้ของแบรนด์ หรือเราเน้นการขาย จากนั้นจะมีการตั้งงบประมาณที่ต้องการทำ Ads ในแคมเปญนั้น ๆ
  • เลือกประเภทการโฆษณา หากผู้ประกอบการเพิ่งเริ่มต้นทำ Ads ครั้งแรก ให้ลองทำคอนเทนต์ประเภทรูปภาพก่อนก็ได้ค่ะ และหลังจากนั้นอาจจะลองสร้างคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ หรือ Carousel เพื่อสร้าง Conversion Rate หรือโอกาสในการคลิก
  • เลือกคำสั่ง Facebook ads manager: และคลิกที่ปุ่มแฮมเบอร์เกอร์ (แถบซ้ายด้านบน)
  • ภายใต้คำสั่ง Create and Manage”  เลือก “Ads Manager.”
  • คลิก Create

 

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

 

  • เลือกกลุ่มเป้าหมาย: ท่านสามารถจำแนกกลุ่มเป้าหมายด้วยอายุ เพศ หรือลักษณะทางภูมิศาสตร์ หลังจากนั้น เลือก Use info from your pixel or app to create a retargeting audience เพื่อทำการ Retarget กลุ่มเป้าหมาย หรือทำการโฆษณาซ้ำในภ่ายหลัง
  • ตั้งค่างบประมาณที่ต้องการ เช่น 200 บาทต่อวัน และหลังจากนั้นค่อย ๆ ปรับงบประมาณให้เพิ่มขึ้นในภายหลัง ซึ่งงบประมาณนั้นขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของแต่ละท่านนะคะ
  • คอยติดตามผล โดยสามารถตรวจสอบอีกครั้ง หลังจากที่ทำการโฆษณาไปแล้ว หนึ่งสัปดาห์ ว่าการทำ Ads ของเรานั้นได้ผลหรือไม่

อ่านบทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิค Remarketing ได้ที่: https://bit.ly/3dcl0hh

 

วิธีการทำ Facebook Ads ที่มีคุณภาพ 

  • นำเสนอรูปที่มีคุณภาพ มีความคมชัดเพื่อสื่อสารกับลูกค้าอย่างชัดเจนว่าสินค้าและบริการของเราคืออะไร
  • Ads ที่นำเสนอสินค้าแบบเฉพาะเจาะจง ควรมีลิงก์เชื่อมไปยัง Landing Page หรือหน้าเว็บไซต์ของสินค้านั้นโดยเฉพาะ
  • ติดตั้ง Facebook Pixel เพื่อใช้เทคนิคการ Remarketing อีกครั้ง

 

2. Instagram Ads

Instagram หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า IG เป็นช่องทางที่มีผู้เล่นแอปมากกว่า 1 พันล้านคน อีกทั้งกลุ่มคนเหล่านี้ยังใช้ Instagram เพื่อซื้อสินค้ามากกว่า 72%  จึงไม่แปลกใจที่นักธุรกิจหันหน้ามาเปิดตัวแบรนด์สินค้าออนไลน์กันอย่างล้นหลาม ทั้งผู้ประกอบการรายใหญ่และรายย่อยไม่แพ้ Facebook เลยทีเดียว ซึ่งวิธีการใช้ Instagram เพื่อเป็นช่องทางในการสร้าง Ads สามารถทำได้ด้วยเทคนิคดังต่อไปนี้ :

  • การนำเสนอ Ads ด้วยรูปภาพ:

เทคนิดนี้คือการนำเสนอ Ads ในรูปแบบภาพถ่าย หรือภาพกราฟิก จะมีลักษณาะคล้ายกันกับการ Boost โพสต์ลงบน Facebook ซึ่งรูปภาพเหล่านี้จะปรากฏขึ้นมาที่หน้าฟีดของกลุ่มเป้าหมาย

 

ตัวอย่าง Instagram Ads
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ภาพด้านบนเป็นตัวอย่างการโพสต์สินค้าตกแต่งบ้านจาก Williams Sonoma เมื่อผู้ใช้เลือนมือ หรือเมาส์ไปที่ภาพแล้วจะเห็นแท็กสินค้าปรากฏขึ้น

  • การนำเสนอในรูปแบบ Sponsored Ads:

Sponsored Ads จะปรากฏขึ้นที่หน้าฟีดของกลุ่มเป้าหมายเช่นกัน แต่ Sponsored Ads จะแนบลิงก์ของเว็บไซต์เราเข้าไปด้วย

ตัวอย่าง sponsored-ads จากอินสตาแกรม
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ตัวอย่าง Sponsored Ads ใน Instagram จากแบรนด์ Pipfey

  • Instagram Story Ads:

โฆษณาจะไปปรากฏอยู่บนหน้า Story ของกลุ่มเป้าหมาย

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ตัวอย่าง Instagram Story Ads จาก Instagram for Business ซึ่งผู้ที่สนใจซื้อสินค้าสามารถเลื่อนหน้าจอขึ้นจากข้อความ Shop Now ได้เลย

  1. Video ads:

เทคนิคนี้มีลักษณะเดียวกับการโพสต์ Ads แบบรูปภาพค่ะ

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/
  • IGTV ads:
โฆษณาจาก Adidas
IGTV – Adidas Ads

ตัวอย่าง IGTV Ads จากแบรนด์ Adidas

Instagram ได้ตอบโจทย์การนำเสนอสินค้าและบริการ รวมไปถึงผู้เล่นแอปทั่วไปด้วยการโพสต์วิดีโอได้ตั้งแต่ 15 วินาทีไปจนถึง 10 นาที ซึ่งผู้ประกอบการสามารถดึงประโยชน์จาก IGTV มาสร้าง Ads ได้ค่ะ

  1. Carousel ads:

การโฆษณาด้วยการโพสต์ภาพหลาย ๆ ภาพเพื่อนำเสนอสินค้าและบริการได้ในคอนเทนต์เดียว สามารถเพิ่มโอกาสในการขาย และมอบประสบการณ์ในการชอปปิงให้แก่ลูกค้าในรูปแบบใหม่

โฆษณาจาก Etsy
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ตัวอย่างการทำ Carousel Ads จากแบรนด์ Etsy

 

วิธีการทำ Instagram Ads ให้มีคุณภาพ 

  • การเลือกใช้รูปและวิดีโอที่มีความคมชัด และสามารถสื่อถึงสินค้าและบริการของแบรนด์
  • ใช้วิธีการตั้งค่า Lookalike Audience หรือกลุ่มเป้าหมายที่มีความสนใจคล้ายกับกลุ่มเป้าหมายที่เราตั้งเอาไว้ตั้งแต่ตอนต้น เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงว่าที่ลูกค้ากลุ่มใหม่ ๆ
  • ใช้แฮชแท็ก # ให้เกิดประโยชน์ด้วยการใช้ Keyword ที่ตรงกับการค้นหามากที่สุด

 

3. Google Ads

แพลตฟอร์มออนไลน์ตัวสุดท้ายที่เราจะมาแนะนำในวันนี้คือ Google Ads ค่ะ

การทำโฆษณาออนไลน์ อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปเบื้องต้นว่า ผู้ประกอบการควรศึกษากลุ่มเป้าหมายและช่องทางนำเสนอให้ดีก่อนลงทุนยิง Ads เพื่อใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่า และสามารถเข้าถึงลูกค้าได้ตรงจุดมากที่สุด ดังนั้น เรามาดูข้อดีและข้อเสียจากการใช้ Google Ads ก่อนตัดสินใจกันเลยค่ะ

ข้อดีจากการทำ Google Ads 

  • มีโอกาสได้ยอด Reach เพิ่มขึ้นสูง โดยแบรนด์สามารถยิงโฆษณาได้จากการค้นหาบน Google, Google Shopping Ads, หน้า Inbox ของ Gmail
  • สามารถค้นหากลุ่มเป้าหมายได้ละเอียดขึ้น เช่น สภาพภูมิศาสตร์ ความสนใจ พฤติกรรมการใช้เว็บไซต์ และรายละเอียดอื่น ๆ
  • มีโอกาสที่ Conversion Rate เพิ่มสูงขึ้น

ข้อเสียจากการทำ Google Ads 

  • ผู้ประกอบการควรศึกษาให้ดีก่อนการลงทุนซื้อ Ads ไม่เช่นนั้นจะเป็นการเสียงบประมาณที่บานปลาย
  • บางครั้งแบรนด์อาจมีการลองผิดลองถูก เพื่อหาจุดที่หมาะสมในการโฆษณา ไม่ได้มีสูตรสำเร็จตายตัว

จากนี้ไปเราไปดูความแตกต่างของ Google Ads ที่มีกันค่ะ

 

  • Google Search Ads 

ภาพจากด้านล่างนี้ เป็นตัวอย่างการค้นหาหรือ Search Engine บนหน้าเว็บ Google ที่ผู้ค้นหาใช้ Keyword แบบเจาะจง  ซึ่งได้แก่ “ women’s bathing suits ”

 

ภาพจาก: https://adespresso.com/
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ผู้อ่านจะเห็นได้ว่า จะมีเว็บไซต์ที่ใช้ Google Ads ด้วยเช่นกัน ดังนั้น การใช้ Keyword ที่เฉพาะเจาะจงก็มีส่วนที่ทำให้ ผู้ที่กำลังค้นหาสินค้ามีโอกาสเจอเว็บไซต์ของเรา

นอกจากนี้ยังเป็นข้อได้เปรียบ หากผู้ประกอบการใช้คำค้นหาที่เหมาะสม เนื่องจากเว็บไซต์ของท่านนั้นเป็นวิธีการหาแบบออร์แกนิค ทำให้มีโอกาสที่ลูกค้าจะคลิกเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ได้สูงขึ้น

  • Google Display Ads 

Google Display Ads มีลักษณะเป็นแบนเนอร์ หรือดิสเพลย์ที่ปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ ซึ่งการโฆษณาสินค้าและบริการมักปรากฏขึ้นบนเว็บไซต์ที่เรามักเข้าไปบ่อย ๆ

ตัวอย่างโฆษณาจากแบรนด์ Instapage บนเว็บไซต์ข่าว CNN.com:

banner ads
ภาพจาก: https://adespresso.com/

แบนเนอร์โฆษณาประเภทนี้อาจให้ผล Conversion Rate หรืออัตราการคลิกต่ำกว่า Google Search Ads แต่มีข้อดีคือ แบรนด์สามารถลงทุนด้วยงบประมาณที่น้อยกว่า

  • Google Shopping Ads

Google Shopping Ads มีจุดประสงค์หลักเพื่อการซื้อขายมากกว่าเน้นไปที่การรับรู้ของแบรนด์ หรือการเพิ่ม Traffic ของเว็บไซต์ ซึ่งโฆษณาประเภทนี้สามารถแสดงสินค้าและบริการในรูปแบบของรูปภาพ บนแท็บชอปปิง โดยการนำเสนอสินค้าจะมีรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ ราคา คุณภาพจากการรีวิวสินค้า และชื่อแบรนด์

 

google-shopping-ads
ภาพจาก: https://adespresso.com/

ข้อดีจากการใช้ Google Shopping Ads คือสามารถใช้ได้ผลกับการโปรโมตสินค้าที่ราคาจับต้องได้ ได้คะแนนจากการรีวิวสูง และบริการขนส่งสินค้าฟรี

วิธีการทำ Google Shopping Ads ให้มีคุณภาพ 

ผลสำรวจจากเว็บไซต์ adroll.com กล่าวว่า 98 % ลูกค้าที่เข้ามาเยี่ยมชมหน้าเว็บไซต์ของเราอาจจะไม่กลับเข้ามาอีก หากแบรนด์ไม่วางกลยุทธ์ทางการตลาดดังนี้

  • ใช้วิธีการทำ Retargeting บนแพลตฟอร์ม Google Ads ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
  • เริ่มต้นใช้ Marketing Automation เพื่อให้เทคโนโลยีช่วยแบรนด์ของท่านในการซื้อขายสินค้าตลอด 24 ชั่วโมง ตั้งแต่เริ่มการค้นหาลูกค้าใหม่ การนำโฆษณาสินค้า และการปิดการขาย
  • เริ่มศึกษาการใช้ Google Ads เพื่อโฆษณาแบรนด์ของท่าน

 

สรุป:

การวางแผนทางการตลาดออนไลน์ ควรศึกษาพฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมาย และความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อตอบการนำเสนอสินค้าและบริการ นอกจากนี้ควรหมั่นตรวจสอบช่องทางออนไลน์ในทุก ๆ ด้านที่แบรนด์มีเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่ลูกค้า ให้เข้าถึงง่าย ซึ่งการใช้ Facebook Ads, Instagram Ads และ Google Ads สามารถสร้างโอกาสในการขาย และขยายการเติบโตของธุรกิจได้เป็นอย่างดี ซึ่งผู้เขียนไม่อาจตอบท่านได้ว่า แพลตฟอร์มไหนดีที่สุดสำหรับท่าน แต่ขอให้ผู้ประกอบการ คำนึงถึงเป้าหมายและลูกค้าของท่านเป็นหลัก หากฐานลูกค้าของแบรนด์มีอยู่มากใน Facebook และ Instagram ท่านสามารถวางแผนลงทุนสร้าง Ads ได้ทั้งสองช่องทางเช่นเดียวกัน  แต่หากว่า Google สามารถตอบโจทย์ในการหาลูกค้าได้มากกว่า ท่านก็สามารถเน้นการนำเสนอสินค้าไปที่่ Google Ads เพียงช่องทางเดียวก็ได้  อีกทั้งแบรนด์ยังสามารถประหยัดงบประมาณตรงจุดนี้ เพื่อไปลงทุนกับการตลาดในช่องทางอื่น ๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีต่อธุรกิจในอนาคตค่ะ

 

และนอกจากนี้ STEPS Academy มีคอร์สเรียนมาให้ทุกท่านที่สนใจการทำธุรกิจออนไลน์มาฝากกันค่ะ

เตรียมตัวให้พร้อมกับคอร์สเรียน Ad Optimization 101 for Management เพื่อผู้ประกอบการ นักการตลาด และผู้ที่สนใจทั่วไป  ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ปรอบการ ผู้บริหาร หรือหัวหน้าทีมที่ต้องการวางแผนทำโฆษณาออนไลน์บน Facebook, Google และ YouTube รวมไปถึงการพัฒนาทั้งเรื่องแนวทาง การจัดการงบประมาณ การปฏิบัติการ หรือการสื่อสารภายในทีม

สามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมและสมัครได้ที่เว็บไซต์ด้านล่างนี้ได้เลยนะคะ
 https://stepstraining.co/ads-optimization-101

 

ข้อมูลจาก:

https://adespresso.com/

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล

Interesting Topics

Google Shopping Ads คืออะไร ? รูปแบบโฆษณาน่าใช้เพื่อเพิ่มยอดขายให้เติบโต
Marketing Technology 101 EP. 2 | 10 เทคโนโลยีที่จะช่วยให้การทำการตลาดออนไลน์ของคุณง่ายขึ้น