Update !! สรุปการเปลี่ยนแปลงและข่าวสารที่น่าสนใจบน Facebook (ประจำเดือน ก.ย. 2020)

facebook อัปเดต ก.ย. 2020

ในที่สุดเราก็เดินทางมาถึงสิ้นเดือนกันยายนกันแล้ว ซึ่งปีนี้เรียกได้ว่าเป็นปีที่มีหลายสิ่ง หลายอย่างเกิดขึ้นมากมาย โดยเฉพาะกับ Facebook ที่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา มีการอัปเดตที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย เช่น การยกเลิกกฎที่กำหนดให้มีตัวอักษรไม่เกิน 20% ของรูปภาพโฆษณา Facebook Ads หรือการพยายามเชื่อมฟีเจอร์ต่าง ๆ ของ IG เข้ากับ Facebook เป็นต้น

และเพื่อไม่ให้ทุกคนพลาดการเปลี่ยนแปลง หรือข่าวสารเกี่ยวกับ Facebook ที่น่าสนใจไป บทความนี้ผมจะพาทุกคนไปดูกันครับว่าในเดือนกันยายนที่ผ่านมามีอะไรเกิดขึ้นบ้าง โดยจะขอเริ่มจากข่าวใหญ่อย่าง “การยกเลิกกฎ 20%” กันก่อนครับ

ไม่มีอีกแล้ว !! กฏ 20% ของข้อความบนโฆษณา


หลาย ๆ คนที่ทำการตลาดบน Facebook มา น่าจะคุ้นเคยกับกฎ 20% นี้กันดี โดยกฎ 20% คือกฎที่กำหนดให้รูปภาพที่ใช้สำหรับโฆษณา Facebook Ads ห้ามมีข้อความมากกว่า 20% ของเนื้อที่ภาพโฆษณา ซึ่งกฎนี้เป็นเรื่องปวดหัวในการออกแบบโฆษณาของใครหลาย ๆ คน และเป็นหนึ่งเหตุผลที่ทำให้เกิดเครื่องมือที่ชื่อว่า
”Text Overlay Tool” เพื่อใช้ในการทดสอบสัดส่วนของข้อความ

แต่ในช่วงเดือนที่ผ่านมา หลาย ๆ คนคงสังเกตเห็นกันว่าเครื่องมือ “Text Overlay Tool” ตัวนี้กลับใช้ไม่ได้แล้ว ซึ่งสาเหตุก็ไม่ใช่อะไร แต่เป็นเพราะ Facebook กำลังเตรียม “ยกเลิกกฎ 20% ของการใส่ข้อความลงในโฆษณา Facebook Ads” แล้วนั่นเอง นับเป็นข่าวดีที่จะช่วยให้หลาย ๆ คนมีอิสระในการออกแบบรูปภาพโฆษณามากขึ้น ซึ่งรวมถึงรูปแบบโฆษณาที่อาจจะมีความหลากหลาย และ สื่อสารกับผู้พบเห็นได้มากกว่าแต่ก่อน

อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่ากฎข้อนี้จะหายไป แต่ Facebook ก็ยังแนะนำให้ทุกคนใช้รูปภาพเพื่อโฆษณา Facebook Ads ที่มีสัดส่วนข้อความไม่เกิน 20% อยู่ดี ซึ่งเราสามารถสังเกตข้อแนะนำจากเว็บไซต์ Facebook for Business ที่ยังคงมีข้อความแนะนำว่าโฆษณาควรมีสัดส่วนของข้อความไม่เกิน 20% เช่นเคย

 Facebook ยังคงแนะนำให้ใช้โฆษณาที่มีตัวอักษรไม่เกิน 20%

Facebook ยังคงแนะนำให้ใช้โฆษณาที่มีตัวอักษรไม่เกิน 20%

ที่มา Facebook for Business

Organic Post Testing” เครื่องมือช่วยตัดสินใจ ทดสอบผลลัพธ์การลงวิดีโอได้ใน Creator Studio

 

Facebook Organic Post Testing

ลงวิดีโอรูปแบบไหน เวลาใด ถึงจะได้ผลที่ดีมากกว่ากัน ? คำถามนี้น่าจะเป็นคำถามที่มักจะเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง เมื่อทุกคนต้องทำการตัดสินใจเลือกลงคอนเทนต์ประเภทวิดีโอ 

หากคุณเป็นหนึ่งคนที่พบปัญหาเหล่านั้น ในที่สุดวันนี้ข่าวดีก็มาถึง เพราะล่าสุด Facebook ได้ทำการทดลองเพิ่มฟีเจอร์ใหม่ใน Creator Studio ที่มีชื่อว่า “Organic Post Test ซึ่งเป็นฟีเจอร์ที่ทำให้เราสามารถทำการ “ทดสอบ” ผลลัพธ์การลงคอนเทนต์ประเภทวิดีโอของเราได้

โดยขั้นตอนการทำงานของ “Organic Post Test คร่าว ๆ คือเราสามารถสร้างโพสต์เพื่อทดสอบได้ถึง 4 โพสต์ด้วยกัน พร้อมตั้งเป้าหมายที่ต้องการสำหรับโพสต์นั้น เช่น อยากให้เข้าถึงคนจำนวนมากแค่ไหน ?  ภายในระยะเวลาเท่าไหร่ ? เพื่อหารูปแบบการลงที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด 

ซึ่งหากโพสต์ไหนใน 4 โพสต์นั้นที่แสดงผลออกมาได้ดีที่สุดภายในเวลาที่กำหนดไว้ โพสต์นั้น ๆ ก็จะถูกโพสต์ออกไปบน Facebook Page ของเราจริง ๆ 

อย่างไรก็ตามสำหรับเครื่องมือตัวนี้ปัจจุบันจะมีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่สามารถใช้งานได้ และถ้าหากคุณสนใจสามารถลองไปเช็คกันได้ที่ Creator Studio แล้วกดดูตามรูปด้านล่างครับ

ตำแหน่งเครื่องมือ Organic Post Testing ใน Creator Studio
ตำแหน่งเครื่องมือ Organic Post Testing ใน Creator Studio

ที่มา Josh Withey

Facebook Business Suite เครื่องมือที่สามารถจัดการทั้ง Facebook และ Instagram ได้ในที่เดียว


สำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มักจะประสบปัญหา กับการต้องเสียเวลาในการจัดการทั้งแพลตฟอร์ม Facebook และ Instagram ไปพร้อมกัน ในเดือนกันยายนนี้ก็มีข่าวดีสำหรับทุกคนออกมา เพราะ Facebook ได้เปิดตัวเครื่องมือใหม่ที่ชื่อว่า
“Facebook Business Suite”

เครื่องมือ “Facebook Business Suite” เครื่องมือนี้ถูกออกแบบขึ้นเพื่อจุดประสงค์หลัก ๆ คือความ “ง่าย” เพื่อที่จะเปลี่ยนให้การทำการตลาดทั้ง Facebook และ Instagram กลายเป็นเรื่องที่ยุ่งยากน้อยลง

โดยจุดเด่นของเครื่องมือนี้คือการมีฟีเจอร์เด็ด ๆ จากเครื่องมือต่าง ๆ มารวมเอาไว้ โดย Facebook ได้มีการระบุข้อดีของเครื่องมือ “Facebook Business Suite”  หลัก ๆ ดังนี้ครับ

“รวดเร็ว สะดวกสบาย จัดการสิ่งต่าง ๆ ไดัภายในเครื่องมือเดียว” 

ด้วยความที่เครื่องมือนี้เป็นการรวมฟีเจอร์เด็ด ๆ จากหลาย ๆ เครื่องมือทำให้เราสามารถจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้ภายในเครื่องมือ “Facebook Business Suite” นี้เครื่องมือเดียว โดยตัวอย่างของความสะดวกสบาย เช่น ความสามารถในการ “โพสต์ และจัดการทั้ง Instagram และ Facebook ได้ในเวลาเดียวกัน” เป็นต้น

“มั่นใจว่าไม่มีพลาด ทั้งข้อมูลในการทำการตลาด และ การตอบข้อความลูกค้า”

เครื่องมือ “Facebook Business Suite” เป็นเครื่องมือที่จะรวบรวมการแจ้งเตือนต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบน Facebook และ Instagram เอาไว้ ซึ่งทำให้เราสามารถมั่นใจว่าจะไม่พลาด หรือ มองข้ามอะไรที่สำคัญ เช่น การแจ้งเตือนข้อความที่ทักเข้ามาจากทั้ง 2 แพลตฟอร์มซึ่งเราสามารถตอบสนองข้อความนั้น ๆ ได้อย่างทั่วถึง เป็นต้น

“การแสดงผลข้อมูลเชิงลึก หรือ Insight ให้เราวิเคราะห์เพื่อแผนการตลาดได้ดีขึ้น”

หนึ่งในจุดเด่นของเครื่องมือนี้นั่นคือการมี “หน้าแสดงข้อมูลเชิงลึกของทั้ง Facebook และ Instagram”  ที่ทำให้เราสามารถมองภาพรวมของข้อมูลเชิงลึก แล้ววิเคราะห์ได้อย่างสะดวกสบาย เพื่อนำไปวางแผนการทำการตลาดที่ดีขึ้นในอนาคต ซึ่งถึงแม้ Creator Studio จะมีเหมือนกัน แต่ก็มีแค่สำหรับคอนเทนต์วิดีโอเท่านั้น ที่ถูกแสดงออกมาในลักษณะนี้

นอกจากความสามารถข้างต้นที่บอกไปแล้ว Facebook Business Suite ยังรวบรวมฟีเจอร์เด็ด ๆ จากเครื่องมืออื่น ๆ อย่าง Facebook Ads Manager หรือ Page Setting อีกมากมาย ซึ่งเราสามารถไปลองใช้กันได้ ผมมั่นใจว่าจะต้องมีประโยชน์อย่างแน่นอนครับ

ตัวอย่างหน้าแสดงข้อมูลเชิงลึกใน Facebook Business Suite
ตัวอย่างหน้าแสดงข้อมูลเชิงลึกใน Facebook Business Suite

ที่มา Facebook

เมื่อ Story ของคุณใน Instagram กำลังจะไปโผล่ที่ Facebook Story ได้แล้ว


หลังจากที่ก่อนหน้านี้ Facebook ได้มีการทดลองนำ Messenger บน Facebook กับ Direct Message บน Instagram มาเชื่อมต่อกันเพื่อให้ผู้ใช้สามารถสื่อสารกันข้ามแพลตฟอร์ม ในเดือนกันยายนที่ผ่านมานี้ Facebook ก็ได้มีการทดลองเพิ่มเติม ซึ่งเป็นไปตามความพยายามเดิมนั่นคือ
“การทำให้ทุกคนเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ”

โดยครั้งล่าสุดการทดลองก็ไปตกที่ฟีเจอร์ “Story” ที่ตอนนี้ Facebook มีแผนที่จะทำให้แสดงผลข้ามแพลตฟอร์มกันได้ ด้วยจุดประสงค์เพื่อให้ “Story” ที่เราถ่ายไปเข้าถึงคนได้มากขึ้น เช่น การเปิดโอกาสให้ “Story” บน Instagram ของเราที่ผู้ชมอาจเลื่อนไปดูไม่ถึง (เพราะ Follow หลาย Account) ได้มีโอกาสถูกมองเห็นจากอีกแพลตฟอร์ม หรือ อีกข้อดีหนึ่งนั่นคือการเพิ่ม Engagement ให้กับ Facebook Page ของเรา 

ทั้งนี้การแสดงผลของ “Story” จาก Instagram บน Facebook ยังเป็นแค่การทดลองเท่านั้น ซึ่งจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ? และความพยายามนี้จะสำเร็จไหม ? เราต้องติดตามกันต่อไปครับ

ตัวอย่าง Story จาก IG ที่มีกรอบเป็นสี Signature
ตัวอย่าง Story จาก IG ที่มีกรอบเป็นสี Signature

ที่มา socialmediatoday

Facebook เปิดเผย Insight โรคระบาดมีผลกระทบกับ SME ยังไงบ้าง

 

แผนภูมิแสดงอัตราการปิดตัวของธุรกิจขนาดเล็ก
แผนภูมิแสดงอัตราการปิดตัวของธุรกิจขนาดเล็ก

ที่มา Facebook

นี่ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ Facebook มีการพูดถึงผลกระทบของ COVID-19 โดยครั้งนี้ Facebook ก็ได้ทำการเผยข้อมูลเชิงลึกของผลกระทบมีต่อ “SME” ซึ่งมีรายละเอียดอยู่ถึง 49 หน้าด้วยกัน โดยถูกแบ่งออกมาเป็น 7 บทดังนี้

Survivorship and closure rates (การเอาตัวรอด และ อัตราการปิดตัว) เช่น 26% ของธุรกิจขนาดเล็กถูกสถานการณ์บีบคั้นให้ต้องปิดตัวลงในเดือน ม.ค. – พ.ค. 

Effects on sales and revenue (ผลกระทบต่อยอดจาย และ รายได้) เช่น กว่า 57% ของธุรกิจขนาดเล็ก มียอดขายลดลงครึ่งนึง หรือ มากกว่า 

Effects on employment (ผลกระทบต่อการจ้างงาน) เช่น 33% ของธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลก มีการลดจำนวนลูกจ้างลง

Access to finance (การเข้าถึงทรัพยากรทางการเงิน) เช่น 23% ของธุรกิจขนาดเล็กทั่วโลกได้รับการช่วยเหลือทางการเงินจากรัฐบาล

Domestic and family responsibilities (ความรับผิดชอบภายในครอบครัว) เช่น 50% ของเจ้าของธุรกิจระบุว่าพบปัญหาด้านรายจ่ายทางบ้านในช่วงที่ทำแบบทดสอบ

Future expectations (ความคาดหวังในอนาคต) เช่น ใน 26% ของกิจการที่ต้องปิดตัวลง มี 74% ที่ยังคงมีความหวังอยากฟื้นธุรกิจอีกครั้ง

Needs and policy insights (ข้อมูลเชิงลึกด้านความต้องการ และ นโยบายต่าง ๆ) เช่น การให้ความช่วยเหลือด้านค่าจ้าง การเลื่อนกำหนดจ่ายภาษี และการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินสำรองที่ดี เป็น 3 สิ่งที่เจ้าของธุรกิจมีความคาดหวังสูงสุด

ถึงแม้ข้อมูลเหล่านี้จะเป็นข้อมูลที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตลาดมากนัก (ยกเว้นธุรกิจด้านประกัน และ การเงิน) แต่ก็นับเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจที่ Facebook มีต่อสังคมนั่นเอง ซึ่งหากใครมีความสนใจอยากอ่านข้อมูลฉบับเต็ม ๆ สามารถตามไปอ่านกันได้ที่ Facebook Global State of Small Business Report ครับ

Facebook เผย Insight ของ Gen Z ที่เปลี่ยนไปจากโรคระบาด


นอกจากข้อมูลเชิงลึกของผลกระทบที่ COVID-19 มีต่อธุรกิจขนาดเล็ก หรือ SME แล้ว Facebook ยังได้มีการเผยข้อมูลเชิงลึกของคนใน Generation Z หรือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2539 – 2549  ซึ่งก็มีการเปลี่ยนแปลงจากโรคระบาดด้วยเหมือนกัน โดยข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้น สามารถแบ่งออกมาได้เป็นหัวข้อต่าง ๆ เช่น

Gen Z กับการพัฒนาทักษะ และการเรียนรู้ 

ในฐานะที่ Gen Z เป็นกลุ่มคนที่เกิดมาพร้อมกับยุค Digital ที่เริ่มมีการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย และการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นได้มากกว่าอดีต คนกลุ่มนี้จึงเป็นกลุ่มคนที่ต้องการพัฒนาทักษะ และ ความรู้ของตัวเองตลอดเวลา ด้วยแนวคิดที่มีอยู่ว่า พวกเขาเกิดขึ้นมาในยุคแห่งการเปลี่ยนแปลง 

ดังนั้น Facebook จึงพบว่าในช่วง COVID-19 ที่ผ่านมา GEN  Z จึงเป็นกลุ่มคนที่มีความต้องการในการเข้าถึงหลักสูตรออนไลน์มากกว่ากลุ่มอื่น ๆ ซึ่งในบางประเทศอย่างอินเดีย ก็มีการซื้อ หรือ ลงทะเบียนเรียนหลักสูตรออนไลน์มากขึ้นถึง 250% 

ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลที่สำคัญมาก สำหรับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา และ การพัฒนาตนเอง เพราะจะได้รู้ถึงเป้าหมายที่ชัดเจนว่าเป็นกลุ่มไหนที่มีความต้องการสูงครับ

การเรียกร้องทางสังคม เป็นเรื่องของทุกคนใน Gen Z

อย่างที่บอกไปก่อนหน้า ว่าคนใน Gen Z เป็นคนที่อยู่ในยุคของการเปลี่ยนแปลง และการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย ซึ่งสาเหตุนี้ทำให้คนใน Gen Z กลายเป็นผู้ที่มีความเชื่อว่าตัวเองสามารถเปลี่ยนโลกให้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความอยุติธรรมในสังคม จนไปถึงสิ่งแวดล้อม 

โดยเฉพาะในช่วง COVID-19 ที่หลาย ๆ คนเริ่มสนใจเรื่องสังคมมากขึ้น ซึ่งสามารถสังเกตได้จากข้อมูลเชิงลึกของ Facebook ที่กล่าวถึงความคิด และ ความเชื่อของ Gen Z เกี่ยวกับเรื่องต่าง ๆ รวมทั้งการบริจาคที่ปรากฏว่า Generation นี้ เป็นกลุ่มคนที่มีความต้องการในการเริ่มต้นบริจาคในช่วง COVID-19 มากกว่า Generation อื่น ๆ 

อีกเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือ เรื่องความหลากหลายที่เหล่า Gen Z ให้ความสำคัญ โดยจากสถิติของ Facebook มีถึง 71% ด้วยกันที่ต้องการให้โฆษณามีความหลากหลายทั้งด้านเชื้อชาติ รูปร่าง และอื่น ๆ  มากขึ้น ซึ่งข้อมูลตรงนี้เราสามารถนำไปปรับใช้กับโฆษณาของเราให้อนาคตได้ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ และ ภาพลักษณ์ที่ดีครับ

มาดูที่ด้านสิ่งแวดล้อมกันบ้าง ซึ่ง Facebook ก็พบว่า Gen Z มีแนวโน้มที่จะให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าค่าเฉลี่ยของทุก Generation ถึง 1.2 เท่า รวมทั้งหลาย ๆ คนยังพร้อมใจที่จะจ่ายเงินมากขึ้นเพื่อแลกกับการได้อุดหนุนสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีถึง 79% ด้วยกันทีคาดหวังให้แบรนด์ต่าง ๆ ดำเนินการธุรกิจร่วมกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยื่น

สังคม และ ชุมชน กลายเป็นเรื่องสำคัญ 

จากการสำรวจของ Facebook คนในกลุ่ม Gen Z เริ่มให้ความสำคัญกับการมีอยู่ของชุมชนบนโลกออนไลน์ (Online Community) ซึ่งหลาย ๆ คนถึงขั้นเปรียบเหมือนกับบ้าน เพียงแต่มีความต่างตรงที่อยู่บนโลก Digital 

และก็เช่นกัน ที่การระบาดของ COVID -19 ก็ทำให้เรื่องเหล่านี้มีเริ่มกลายเป็นเรื่องที่ถูกพูดถึง และ มีความสำคัญ โดยจากสถิติของประเทศในแถบยุโรปก็มี Gen Z ถึง 25% ที่ระบุว่า “ชุมชนบนโลกออนไลน์” เป็นช่องทางที่ใช้สำหรับการเชื่อมต่อกับผู้อื่น

ทัศนคติต่อการชอปปิง ที่มองสินค้าเป็นสิ่งที่บ่งบอกคุณค่าในตัวเอง

Facebook พบว่า Gen Z หลาย ๆ คนมักจะมองว่าการชอปปิงสินค้า เป็นการแสดงออกถึงคุณค่าที่ตัวเองมี ซึ่งจะแตกต่างจาก Generation อื่น ๆ ที่อาจจะตีความการชอปปิงอีกแบบ โดย Gen Z จะมีความคิดที่มองว่าเรื่องของ “ราคา” ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ตราบใดที่สินค้านั้น ๆ จะสามารถบ่งบอกตัวตนของผู้ใช้ และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 

อย่างไรก็ตามนี่คือข้อมูลเชิงลึกของ Gen Z ที่ Facebook มีแค่เพียงบางส่วนเท่านั้น ซึ่งหากใครสนใจยากอ่านข้อมูลเชิงลึกเพิ่มเติมก็สามารถตามไปอ่านกันได้ที่บทความ Meet the Future: Gen Z’s Regeneration ครับ

 

Learning More

ทำความรู้จักกับ “Ranking Signal” เพื่อทำการตลาดให้ตอบโจทย์ Facebook Algorithm