On – Page และ Off – Page SEO คืออะไร 

 

 

On-Page SEO คืออะไร

On-page SEO (หรือ  “On-site SEO” ) คือ ปัจจัยภายใน เป็นการปรับแต่งคอนเทนต์ภายในเว็บเพจ และหน้าเว็บไซต์เพื่อเพิ่มโอกาสให้คอนเทนต์ถูกจัดอยู่ในลำดับที่สูงขึ้น และอยู่หน้าแรก เมื่อมีการค้นหาบนหน้าเว็บไซต์  โดยการทำ On-Page SEO จะเน้นการนำเสนอผู้ใช้งานว่าหน้าเพจนี่เกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง

ตัวอย่างการทำ On-Page SEO จะครอบคลุมเกี่ยวกับ

  • การพัฒนา Title tags
  •  การทำรูปภาพและสื่อมีเดียอื่น ๆ
  •  การทำ Internal Links
  • การปรับเว็บไซต์ให้ใช้งานง่ายบนมือถือ
  • การสร้าง URLs เป็นต้น

 

Off-Page SEO คืออะไร

Off-Page SEO หรือ “Off-site SEO” คือ ปัจจัยจากภายนอก เป็นการทำให้อันดับเว็บไซต์ของเราอยู่ในลำดับที่ดีขึ้น ด้วยการนำปัจจัยภายนอกมาปรับใช้ และช่วยให้คอนเทนต์ของคุณถูกค้นหาด้วยการทำ Backlink เชื่อมโยงที่มาจากเว็บไซต์อื่น ๆ โดยลิงก์ที่เป็น Off-Page SEO สามารถเป็นได้ทั้งลิงก์ที่ผู้อื่นสร้างให้ หรือลิงก์ที่เราสร้างขึ้นมาเองก็ได้

การทำ Off-Page SEO จะช่วยให้เว็บไซต์ของเราเป็นที่นิยมมากขึ้น น่าเชื่อถือ (Authority) ในมุมมองของ Google Algorithm

 

ประโยชน์ของ On-Page SEO 

ในบทความนี้เราจะพูดถึง On-Page SEO เป็นหลักซึ่งการทำ On-Page SEO มีประโยชน์ดังนี้

  • ลำดับคอนเทนต์อยู่ในตำแหน่งที่สูงขึ้นบนหน้า Search Engine Results Pages (Search Engine Results Pages)
  • ช่วยในการปรับปรุง Local Search
  • เพิ่ม Organic Traffic ให้แก่เว็บไซต์
  • ปรับปรุงคุณภาพของเว็บเพจให้ดีขึ้น
  • เพิ่ม Conversion Rate และยอดขาย
  •  Click Through Rate (CTR) เพิ่มขึ้น
  • ความเร็วของเว็บไซต์เพิ่มขึ้น
  • เกิดการรับรู้แบรนด์ (Brand Awareness)
  • ช่วยให้ผู้ใช้งานค้นหาคำตอบได้เร็วขึ้น เช่นใช้ Keyword ตรงกับการค้นหาทั้งในเนื้อหาและหัวข้อบทความ

 

7 เทคนิค On-Page SEO แบบง่าย ๆ เพื่อปรับแต่งเว็บไซต์ให้ถูกหลัก

การทำคอนเทนต์ให้ถูกใจผู้อ่าน ไม่ใช่เพียงแค่การนำเสนอบทความที่ติดเทรนด์เพียงเท่านั้น แต่การใช้เทคนิค On-Page SEO เพื่อพัฒนาคอนเทนต์จะช่วยให้ผู้อ่าน ค้นเจอ สื่งที่คุณต้องการนำเสนอได้ง่ายขึ้น ดังนั้น คอนเทนต์ที่ดีนอกจากจะเป็นที่ถูกใจของผู้ใช้งาน ก็จะต้องถูกต้องตามหลักอัลกอริทึมของ Google ด้วย ซึ่งจะมีเทคนิคอะไรบ้างที่ใช้แล้วได้ผล เราไปดูกันเลยค่ะ

1. รูปภาพที่ใช้ควรเป็น Original Image 

กาทำ SEO โดยการใช้รูปภาพจาก Stock Image หรือรูปภาาพที่มาจากการซื้อขายผ่านเว็บไซต์อื่น ๆ จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจถึงจุดประสงค์ของคอนเทนต์และสิ่งที่ต้องการจะสื่อสาร แต่อย่างไรก็ตามรูปภาพเหล่านี้ ไม่ช่วยให้การทำ SEO ได้ผลลัพธ์ เนื่องจากรูปภาพที่เรานำมาใช้ไม่ได้เป็น ต้นฉบับ หรือไม่ได้มาจากแบรนด์ของเรานั่นเอง ดังนั้น การใช้ภาพถ่ายที่มีความคมชัด หรือการออกแบบกราฟิกที่มาจากแบรนด์ของเราเอง จะเพิ่มโอกาสให้เว็บเพจของเราติดอันดับ SEO ได้ดีขึ้น และดูน่าเชื่อถือ เนื่องจากเราเป็นเจ้าของต้นฉบับเอง

 

สถิติจากเว็บไซต์ Backlinko แสดงให้เห็น รูปภาพที่เป็นต้นฉบับจากเว็บไซต์ (สีชมพู) และ รูปภาพจากในสต็อก (สีฟ้า) ซึ่งรูปภาพที่มาจากต้นฉบับ มีโอกาสที่คอนเทนต์จะติดอยู่ในลำดับที่สูงกว่าการใช้รูปภาพที่ซ้ำกัน
ภาพจาก https://backlinko.com

สถิติจากเว็บไซต์  Backlinks แสดงให้เห็น รูปภาพที่เป็นต้นฉบับจากเว็บไซต์ (สีชมพู) และ รูปภาพจากในสต็อก (สีฟ้า) ซึ่งรูปภาพที่มาจากต้นฉบับ มีโอกาสที่คอนเทนต์จะติดอยู่ในลำดับที่สูงกว่าการใช้รูปภาพที่ซ้ำกัน

 

2. ทำ Internal Link ภายในเว็บไซต์

Internal Link คือลิงก์ที่เชื่อมโยงภายในเว็บไซต์ของเราเอง ซึ่งมีความสำคัญมากในการทำ SEO ซึ่งนอกจาก ผู้ที่เข้ามายังหน้าเว็บไซต์ของคุณจะได้รับประโยชน์จากการอ่านบทความที่เกี่ยวข้องในหน้าอื่น ๆ แล้ว การใช้เวลาในเว็บไซต์ในแต่ละหน้า และแต่ละคอนเทนต์ที่นานขึ้น มีส่วนช่วยให้ SEO ของคุณดีขึ้นด้วยเช่นกัน

 

รูปภาพตัวอย่าง การทำ Internal Link ภายในเว็บไซต์ให้เชื่อมโยงกัน
ภาพจาก https://backlinko.com

รูปภาพตัวอย่าง การทำ Internal Link ภายในเว็บไซต์ให้เชื่อมโยงกัน

ตัวอย่าง หากเราเข้าไปที่หน้าเว็บไซต์ของวิกิพีเดียแล้ว จะพบว่า คอนเทนต์ต่าง ๆของเว็บไซต์มักทำ Internal Link เอาไว้ระหว่างคอนเทนต์ด้วยกัน เป็นจำนวนมาก ด้วยการใช้ Keyword ต่าง ๆ

 

รูปภาพตัวอย่าง การทำ Internal Link ภายในเว็บไซต์ให้เชื่อมโยงกัน

3. เขียนคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาครอบคลุม 

คอนเทนต์ที่ Google จะแนะนำให้แก่ผู้ใช้งาน มักมีเนื้อหาที่ครอบคลุม และแสดงรายละเอียดทุกอย่างภายในหน้าเดียว ว่ากำลังกล่าวถึงอะไร เและเกี่ยวกับอะไรบ้าง ยิ่งหากหัวข้อของคอนเทนต์นั้น ๆ มี Keyword ที่กล่าวได้ครอบคลุมถึงเนื้อหาภายในก็จะทำให้ Ranking ของคอนเทนต์นั้น ๆ ดีขึ้นด้วยเช่นกัน

ทำอย่างไรให้ Google เห็นคอนเทนต์ของเรา ?

เราสามารถใช้ LSI Keyword (Latent Semantic Indexing) เข้ามาช่วยส่งเสริม Keyword หลัก ซึ่ง LSI คือดัชนีความหมายแฝงในรูปแบบของคำหรือวลีที่มีความเกี่ยวข้องกับ Keyword หลักของคุณ ซึ่งประโยชน์ในการใช้ LSI คือการช่วยให้ Search Engine สามารถทำความเข้าใจเกี่ยวกับเนื้อหาโดยรวมบนหน้าเว็บไซต์ ซึ่งผู้อ่านจะเข้าใจได้ดียิ่งขึ้นว่า หน้าเว็บของคุณเกี่ยวข้องกับอะไรบ้าง หัวเรื่องหลักของคอนเทนต์คืออะไร และคอนเทนต์นั้น ๆ กำลังนำเสนอเรื่องอะไรอยู่ อีกทั้งยังเป็นการช่วยให้ Google เข้าใจเนื้อหาของเราด้วย ทำให้คอนเทนต์นั้น ๆ ถูกค้นเจอได้ง่ายขึ้น และอยู่ในลำดับที่สูงขึ้นค่ะ

ตัวอย่างเช่น เมื่อเราค้นหาบทความเกี่ยวกับ Keto Diet ในหน้าเว็บของ Google ก็จะมี Keyword ที่เกี่ยวข้อง หรือใกล้เคียงมาแนะนำคุณด้วย เนื่องจาก Google มองว่าคำเหล่านี้อาจมีความสัมพันธ์กัน

 

เราสามารถใช้ LSI Keyword (Latent Semantic Indexing) เข้ามาช่วยส่งเสริม Keyword หลัก
ภาพจาก https://backlinko.com

ฟีเจอร์นี้มีชื่อว่า  “Searches Related to..” จะอยู่ทางด้านล่าง เมื่อคุณเลื่อนลงมาที่ด้านล่างของการค้นหาใน SERP

 

4 เพิ่มความเร็วของเว็บเพจ

ในปัจจุบันนี้ คุณสามารถใช้เครื่องมือ Google Analytics และ Google Page Speed Test เพื่อวัดประสิทธิภาพความเร็วของการโหลดหน้าเว็บได้ หากเว็บไซต์ของคุณโหลดช้า และรอโหลดภาพนาน เกินไป ก็อาจจะทำให้ผู้อ่านที่เข้ามากดออกไปได้ และจะมีผลทำให้อันดับ SEO ของคุณตกลงไป

 

5. ตั้งชื่อ Image Title และ Image Alt Text ให้มีความหมาย

 

ผู้ที่ทำคอนเทนต์คงทราบดีว่า การใส่รูปภาพลงไปในคอนเทนต์ จำเป็นต้องใส่ชื่อไฟล์ภาพให้ตรงกับ Keyword มากที่สุดเพื่อให้ Google Bot ได้เข้าใจว่า ภาพที่เราใช้ เป็นภาพอะไร เพราะ Google ยังไม่สามารถอ่านหรือเห็นภาพได้แบบเดียวกับที่มนุษย์ทำ

ตั้งชื่อ Image Title และ Image Alt Text ให้มีความหมาย

ตัวอย่างเช่น หากเราต้องการใช้รูป สมาร์ทโฟน เราก็ควรตั้งชื่อรูปภาพว่า iphone-xs  ซึ่งแปลความหมายได้ว่า สมาร์ทโฟน แบรนด์ Iphone รุ่น XS ซึ่งการตั้งชื่อแบบนี้จะมีผลดี และ Alt Text อาจใช้คำว่า Apple iPhone XS เพื่อให้ Google ทราบว่ารูปนี้คืออะไร

 

6.ทำคอนเทนต์ให้ติด Featured Snippets

 

Featured Snippets คือฟีเจอร์ใหม่จาก Google เมื่อเราใช้ Search Engine ในการค้นหาบทความบางอย่าง Google จะแสดงผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบ ในรูปแบบของบทความด้านบนสุด และจะแสดงผลก่อน SEO ที่ติดอันดับแรกของการค้นหา โดย Google จะเลือกบทความที่มีความน่าชื่อถือ และมีเนื้อหาที่ถูกต้องมากที่สุดมาแสดงให้เราได้เห็นกัน

Featured Snippets คือฟีเจอร์ใหม่จาก Google เมื่อเราใช้ Search Engine ในการค้นหาบทความบางอย่าง Google จะแสดงผลลัพธ์ที่เป็นคำตอบ ในรูปแบบของบทความด้านบนสุด และจะแสดงผลก่อน SEO ที่ติดอันดับแรกของการค้นหา โดย Google จะเลือกบทความที่มีความน่าชื่อถือ และมีเนื้อหาที่ถูกต้องมากที่สุดมาแสดงให้เราได้เห็นกัน

วิธีการสร้างคอนเทนต์ทำให้ Google เลือกไปแสดงบน Featured Snippets

  • ตั้งชื่อคอนเทนต์แบบเจาะจงที่สามารถตอบคำถามผ่าน Search Engine

เช่น ประโยชน์ของการทำ SEO คืออะไร, google ad ต่างกับ Facebook ad อย่างไร เป็นต้น

  • รู้ถึงคำถามที่คนมักใช้ในการค้นหา เช่น การใช้ Keyword คำว่า How to , วิธีการ…, …. คืออะไร
  • สร้างคอนเทนต์ที่ลงรายละเอียดแบบเจาะลึก เชื่อถือได้ และครอบคลุมเนื้อหา
  • มีคำตอบไว้ให้ภายในบทความ โดย Google จะลิสต์คำตอบเอาไว้ให้ใน Snippets

ตัวอย่าง

ตัวอย่างการค้นหาที่มี Snippet เป็นคำตอบแนะนำ
ภาพจาก https://backlinko.com

 

7. Voice Search SEO

คุณทราบหรือไม่ว่าในปัจจุบันการให้ความสำคัญกับการ Voice search เกี่ยวข้องกับการทำ SEO และ SEM เป็นอย่างมาก ?

ในวันนี้ผู้เขียนได้นำสถิติจาก Eview42.com ที่เกี่ยวกับ อัตราการเติบโตของ Voice Search มาให้ทุกคนได้อ่านกันค่ะ

  • ในปี  2020, 50% ของการค้นหาผ่านอินเตอร์เน็ตมาจาก การสั่งงานด้วยเสียง (Voice Recognition)
  • 55% ของชาวอเมริกันคาดหวังว่าจะมี Smart Speaker ติดบ้านเอาไว้ทุกหลังภายในปี 2022
  •  20% ของการค้นหาบนมือถือในปัจจุบัน ใช้การค้นหาด้วยเสียง
  • ชาวอเมริกันเกือบ ๆ 40 ล้านคนใช้ Smart Speaker
  • 58% จากผู้ใช้ Search Engine ใช้ Voice Search ในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับธุรกิจท้องถิ่น

Voice Search มีแนวโน้มการใช้งานที่มากขึ้นเรื่อย ๆ ในทุก ๆ ปี โดยผู้ที่ใช้ Voice Search นั้นมักตั้งคำถามในรูปแบบประโยคยาว ๆ มากกว่าการใช้วลีสั้น ๆ และใช้ภาษาพูดมากกว่าภาษาเขียน ดังนั้น การทำ SEO ที่รองรับกับการค้นหาด้วย Voice Search มีส่วนช่วยให้คอนเทนต์ของเราถูกค้นหาได้ง่ายขึ้น เช่น การใช้วลีที่เป็นภาษาพูด หรือการใช้ประโยคยาว ๆ ในการทำหัวข้อบทความ (หรือที่เราเรียกว่า Long-tail keywords)

 2.68 % คือผลการค้นหาจาก Voice Search Result ซึ่งมีมากกว่าผลการค้นหาจากคอมพิวเตอร์
ภาพจาก https://backlinko.com

ภาพจากด้านบนแสดงให้เห็นว่า 2.68 % คือผลการค้นหาจาก Voice Search Result ซึ่งมีมากกว่าผลการค้นหาจากคอมพิวเตอร์

ข้อมูลจาก

entrepreneurshipinabox, backlinko, contentmarketinginstitute.com และ review42

Learning More

Interesting Topics

ยกระดับการทำ SEO ด้วยเครื่องมือ Google Search Console แบบฟรี ๆ
เขียนคอนเทนต์ติดอันดับ ด้วยเทคนิคการใช้ Keyword Planner