7 เทคนิคการถ่ายรูปสินค้า เพื่อสร้างรายได้ให้ดีกว่าเดิม

รูปถ่ายของสินค้าบนช่องทางออนไลน์ถือได้ว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของลูกค้า ซึ่งก่อนอื่นเราต้องทำความเข้าใจพฤติกรรมในการเล่นโซเชียลมีเดียของผู้บริโภค ซึ่งรูปถ่ายของสินค้า หรือ บริการของเรา เมื่อได้โพสต์ลงไปบนสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ รูปเหล่านั้นจะขึ้นไปอยู่บนหน้าไทม์ไลน์ของผู้บริโภค ซึ่งแน่นอนค่ะว่าบนหน้าไทม์ไลน์ที่ว่านั้นย่อมมีรูปอื่นๆ อยู่เต็มไปหมด ทั้งนี้อาจจะเป็นสินค้าตัวอื่น หรือ ภาพถ่ายทั่วไปของเพื่อน ครอบครัว หรือคนรู้จัก ซึ่งโดยเฉลี่ยแล้วผู้คนใช้เวลาในการดูรูปภาพบน Social Media  เพียง 2-3 วินาทีเท่านั้น จึงกล่าวได้ว่าในการทำการตลาดด้วยรูปภาพจึงจะต้องอาศัยเทคนิคต่างๆ เพื่อทำให้รูปภาพของเราสามารถดึงดูดผู้บริโภค และ ทำให้สามารถจดจำสินค้าหรือบริการของเราได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีค่ะ ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจความหมายของการทำการตลาดด้วยภาพถ่ายกันดีกว่าค่ะ

การทำการตลาดด้วยภาพถ่ายคืออะไร

 การทำการตลาดด้วยภาพถ่าย หมายถึง กระบวนการส่งเสริมทางการตลาดด้วยการใช้รูปภาพเพื่อช่วยในการสื่อสาร และ โน้มน้าวใจผู้บริโภคเพื่อให้นำไปสู่ยอดขาย (Conversion) การทำการตลาดด้วยภาพถ่ายจึงถือเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการทำ Content Marketing ที่ได้ผลลัพธ์ที่ดีเป็นอย่างมาก วันนี้ผู้เขียนจึงได้รวบรวมเทคนิคที่น่าสนใจในการถ่ายรูปสินค้าเพื่อการขายมาฝากกันค่ะ

 

7 เทคนิคการถ่ายรูปสินค้าเพื่อการขาย

1. เทคนิคกฏ 3 ส่วน (Rule of thirds) เพื่อความสมดุลของภาพ

ภาพถ่ายโดยการใช้เทคนิคกฏ 3 ส่วน

ภาพจาก digital-photography-school.com

กฏ 3 ส่วนหมายถึง การแบ่งรูปภาพออกเป็น 3 ส่วน ทั้งในแนวตั้ง และ แนวนอนของภาพ ดังเช่นตัวอย่างภาพด้านบน  ซึ่งการแบ่งภาพออกมาเป็น 3 ส่วนทำให้เราสามารถกำหนดได้ว่าเราต้องการวางให้สินค้ามีสัดส่วนเท่าไหร่ภายในรูปภาพ 

นอกเหนือไปจากการให้น้ำหนักสินค้าในรูปภาพแล้ว กฏ 3 ส่วนยังช่วยในเรื่องของการเล่าเรื่องให้ภาพมีความน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ เพราะการตัดกันของแต่ละเส้นทำให้เกิดจุดขึ้นมา 4 จุดในรูปภาพ โดยจุดที่เกิดขึ้นภายในภาพจะเป็นการกำหนดตำแหน่งที่เหมาะสมในการวางสินค้าที่ต้องการเพื่อเน้นให้เป็นจุดเด่นของรูปภาพ หรือเรียกได้ว่าเกิดเป็นจุดนำสายตาของภาพนั่นเองค่ะ โดยเทคนิคนี้สามารถนำไปใช้ในการถ่ายรูปสินค้าจากมือถือได้ด้วยการเปิดโหมด Grid Line ได้เลยค่ะ

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย IKEA JAPAN (@ikeajapan)

ตัวอย่างจากรูปสินค้าของ IKEA จะเห็นได้ว่ารูปโคมไฟในภาพจะถูกวางอยู่ตรงจุดนำสายตาของภาพ ซึ่งหากลากเส้นตัดกันจะเห็นได้ว่าสินค้าอยู่บนจุดตัดกันในส่วนของล่างขวาของภาพพอดี จึงทำให้ภาพนี้ดูมีองค์ประกอบที่สวยงามมากยิ่งขึ้นค่ะ

 

2. การจัดพื้นหลังของภาพ หรือ การปล่อยพื้นที่ว่าง (Negative Space)

ความโดดเด่นของสินค้าเป็นส่วนสำคัญภายในภาพ ซึ่งการคำนึงถึงพื้นหลังของภาพหรือการปล่อยพื้นที่ว่างรอบๆ วัตถุจึงเป็นส่วนสำคัญ ซึ่งการปล่อยพื้นที่ว่างบนภาพจะทำให้สินด้าดูโดดเด่นมากยิ่งขึ้น และพื้นที่ว่างของรูปทำให้เกิดจุดพักสายตาและทำให้องค์รวมของภาพไม่ดูรกจนเกินไปค่ะ ซึ่งหากเป็นสินค้าที่มีชื่อแบรนด์กำกับก็จะสามารถอ่านชื่อของสินค้าได้ชัดเจน และ ทำให้ง่ายต่อการตกแต่งรูปภาพ หรือใส่ข้อความอธิบายสินค้าเพิ่มเติมได้ โดยพื้นหลังสามารถเป็นได้ทั้งสีพื้นเรียบๆ หรืออาจเป็นได้ทั้ง กำแพง ท้องฟ้า หรือวิวทะเล ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของสินค้า และอารมณ์ของรูปภาพที่ต้องการสื่อสาร

ตัวอย่างการปล่อยพื้นที่ว่างในรูปภาพภาพจาก https://unsplash.com/

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย CHANEL (@chanelofficial)

ตัวอย่างจากภาพของ Channel จะเห็นได้ว่าพื้นหลังถูกจัดวางเป็นสีเดียวกันแม้จะไม่ใช้พื้นหลังเรียบก็ตาม แต่ก็ยังทำให้สินค้าดูเด่นชัดมากยิ่งขึ้น และทำให้รูปภาพโดยรวมดูน่าสนใจมากยิ่งขึ้นด้วยค่ะ

3. เทคนิคการตัดรูปสินค้า

อีกหนึ่งเทคนิคแนะนำสำหรับการถ่ายภาพ คือการไม่ซูมภาพในขณะที่ถ่ายภาพสินค้าค่ะ เพราะจะทำให้คุณภาพของรูปต่ำและส่งผลต่อการนำมาตกแต่งรูปภาพต่อได้ค่ะ เราจึงควรเก็บภาพในมุมกว้างแต่ใช้เทคนิคการตัดรูปภาพบางส่วน หรือการ Crop ภาพ นำส่วนที่ไม่ต้องการออก โดยใช้ร่วมกันกับเทคนิคกฏ 3 ส่วนในขณะตัดภาพ จะทำให้ภาพดูสมดุล และ ยังคงความคงชัดของรูปได้ค่ะ 

เทคนิคการตัดรูปสินค้า

ภาพจาก grupoendor.com

4. การแต่งรูปภาพ

การแต่งรูปหรือการใส่ฟิลเตอร์ให้กับรูปภาพเป็นอีกหนึ่งเทคนิคสำคัญที่จะทำให้รูปภาพของคุณสามารถสื่อสารออกมาได้ดีมากยิ่งขึ้น และ เป็นการเพิ่มมิติให้แก่รูปภาพ ตัวอย่างเช่น หากเป็นสินค้าที่เกี่ยวข้องกับอาหาร การเพิ่มสีสันลงไปในรูปภาพจะทำให้สินค้าของคุณดูน่ารับประทาน และ ดูสดชื่นมากยิ่งขึ้นได้ เพราะการใส่ฟิลเตอร์สามารถเชื่อมโยงไปสู่อารมณ์ของรูปภาพมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ ข้อควรระวัง หากเป็นสินค้าประเภทเครื่องแต่งกาย หรือ เครื่องสำอางค์ควรระวังหากสีของสินค้าไม่ตรงกับความเป็นจริงค่ะ

เทคนิคการการแต่งรูปภาพสินค้า

ภาพจาก official-blog-en.line.me

ตัวอย่างจากภาพเครื่องดิ่มของ Starbuck ที่นำเสนอเครื่องดื่มรสชาติสดชื่นในช่วงของซัมเมอร์ โดยจะเห็นได้ว่ารูปข้างต้นมีการปรับแต่งฟิลเตอร์เพิ่มความสดใหม่ให้แก่รูปเพื่อให้เหมาะกับเมนูดังกล่าว

5. การจัดวาง Logo บนรูปภาพ

จุดประสงค์ของการวาง Logo บนรูปภาพคือ การสร้างความจดจำให้แก่แบรนด์หรือ Brand Awareness ในทุกครั้งที่ผู้บริโภคเห็นรูปภาพของเรา ดังนั้นการวาง Logo บนสื่อโซเชียลมีเดียของแบรนด์จึงเป็นอีกช่องทางที่ควรคำนึงถึงค่ะ โดยประเด็นที่ต้องคำนึงถึงในการวาง Logo มีดังต่อไปนี้

  • ความชัดเจนของ Logo เมื่อนำไปวางบนภาพถ่ายจะต้องคำนึงว่า Logo ของเรายังมีความชัดเจน สามารถอ่านชื่อแบรนด์ได้ง่าย
  • ตำแหน่งในการวาง Logo โดยทั่วไปสามารถวางในมุมขวาล่างและขวาบน ซึ่งเกิดจากหลักการอ่านจากซ้ายไปขวา ทำให้คนอ่านชื่อสินค้าทางซ้าย หรือมองภาพสินค้าทางซ้าย และมองเห็น Logo ตามมาในฝั่งขวา

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

จากตัวอย่างข้างต้นเป็นการวาง Logo ในตำแหน่งขวาบน และใช้สีน้ำเงินเข้มมาตัดเพื่อให้ Logo ยังคงชัดเจนและสามารถอ่านได้ง่าย

6. การใช้แสงธรรมชาติ หรือ ไฟสำหรับถ่ายรูป

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของการถ่ายภาพให้สวยมากยิ่งขึ้นคือ แสงในรูปภาพ สำหรับการถ่ายรูปสินค้าเราสามารถเลือกใช้แสงจากธรรมชาติ และแสงจากไฟที่ใช้สำหรับถ่ายรูปหรือไฟสตูดิโอนั่นเองค่ะ ในส่วนของการเลือกใช้แสงจากธรรมชาติจะต้องเพิ่มเติมเทคนิคในการควบคุมแสงเล็กน้อย และทุกท่านสามารถนำไปทำตามได้เลยค่ะ

ภาพถ่ายจากแสงธรรมชาติ

ภาพจาก pixc.com

จากรูปภาพด้านบนเป็นการเลือกใช้แสงจากธรรมชาติค่ะ สามารถทำได้ด้วยการวางโต๊ะที่เราจะใช้ในการถ่ายภาพใกล้กับหน้าต่างเพื่อให้แสงสามารถกระทบกับสินค้าของเราได้ หากแสงสว่างมากจนเกินไปสามารถลดแสงได้ด้วยการติดผ้าบางๆ หรือกระดาษสีขาวที่หน้าต่างตามภาพด้านบน ก็จะสามารถช่วยควบคุมแสงได้ดีขึ้นตามความต้องการได้เลย

เทคนิคการถ่ายรูปสินค้า

ภาพจาก pixc.com

โดยหากเกิดเงาของสินค้าบนภาพมากจนเกินไปสามารถใช้แผ่นกระดาษแข็งสีขาวตามรูปภาพด้านบน วางที่ด้านใดด้านหนึ่งของสินค้า จะทำให้ลดการเกิดเงาของสินค้าบนภาพได้ค่ะ

การถ่ายภาพสินค้าโดยการใช้ไฟสำหรับถ่ายรูป

ภาพจาก arqspin.com

ต่อมาเป็นการใช้แสงจากไฟสำหรับถ่ายรูป ดังภาพตัวอย่างด้านบนเป็นการใช้ไฟถ่ายรูป และ Softbox หรือเจ้ากล่องสีขาวๆ ในภาพ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการถ่ายภาพเพื่อช่วยให้สามารถควบคุมแสงได้ดีมากขึ้น โดยการเลือกใช้ไฟในรูปแบบนี้ทำให้เราสามารถควบคุมความสว่างของภาพได้ตามที่ต้องการ เหมาะกับผู้ที่ต้องการถ่ายภาพสินค้าหลากหลายชิ้น และอยากให้รูปภาพของแต่ละสินค้ามีคุณภาพของรูปไม่แตกต่างกันค่ะ

 

ตัวอย่างรูปถ่ายสินค้าจาก Innisfree เป็นภาพสินค้าที่ใช้แสงจากธรรมชาติ ซึ่งแม้ว่าในรูปภาพอาจทำให้เกิดเงาบนสินค้าเล็กน้อยแต่เนื่องจากไม่ได้เป็นแสงที่สว่างมากจนเกินไป ทำให้รูปภาพมีความเป็นธรรมชาติและถ่ายทอดอารมณ์ของภาพสินค้าออกมาได้อย่างเหมาะสมกับแบรนด์ค่ะ

7. การถ่ายภาพสินค้าในหลากหลายมุม

เทคนิคข้อสุดท้ายในการทำการตลาดด้วยภาพถ่ายคือ การถ่ายภาพสินค้าในหลากหลายมุม โดยในเทคนิคนี้รวบรวมไปถึงการถ่ายเพียงรูปสินค้าในหลากหลายมุม ไปจนถึงการเพิ่มบริบทให้กับสินค้าของเรา 

ตัวอย่างภาพถ่ายของสินค้า

ภาพจาก bigcommerce.com

ถ่ายภาพสินค้าเดี่ยวๆ ในหลากหลายมุม ในส่วนนี้จะทำให้ผู้บริโภคเห็นรายละเอียดของสินค้าได้ชัดเจน และเข้าใจถึงคุณภาพของสินค้าของเราได้แม้ไม่ได้จับต้องสินค้าจริงตัวอย่างภาพถ่ายสินค้าในขณะใช้งาน

ภาพจาก bigcommerce.com

ใส่บริบทให้กับสินค้า ในส่วนนี้จะเปรียบเสมือนการเล่าเรื่องราวของสินค้าของเราเพิ่มมากยิ่งขึ้น เช่น รูปภาพสินค้าในขณะการใช้งาน ขั้นตอนการใช้งาน จึงเป็นการทำให้ผู้บริโภคเข้าใจมากยิ่งขึ้นเกี่ยวกับสินค้าของเรา และทำให้สามารถโน้มน้าวใจผู้บริโภคมากยิ่งขึ้นนั่นเองค่ะ

 

 

ดูโพสต์นี้บน Instagram

 

โพสต์ที่แชร์โดย Tesla (@teslamotors)

จากตัวอย่างวิดีโอสินค้าของ Tesla ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนในการสื่อสารคุณภาพของสินค้าในตอนใช้งานรวมไปถึงหากเป็นสถานการณ์ที่ไม่คาดคิดเช่น หากเกิดอุบัติเหตุทางรถยนตร์ ซึ่งสามารถสื่อสารให้เห็นถึงคุณภาพรถยนตร์ทาง Tesla ที่มากไปกว่าความสวยงามนั่นก็คือ ฟังก์ชั่นการใช้งานนั่นเองค่ะ

 

การทำการตลาดด้วยภาพถ่าย FAQ’s

  • การทำการตลาดด้วยภาพถ่าย คืออะไร 

กระบวนการส่งเสริมทางการตลาดด้วยการใช้รูปภาพเพื่อช่วยในการสื่อสาร และ โน้มน้าวใจผู้บริโภคเพื่อให้นำไปสู่ยอดขาย (Conversion)

  • ประโยชน์ของการตลาดด้วยภาพถ่าย คืออะไร

การตลาดด้วยภาพถ่ายเป็นอีกรูปแบบหนึ่งในการทำ Content Marketing เพื่อส่งเสริมให้เกิดเป้าหมายทางการตลาดของแบรนด์

  • การเริ่มต้นทำการตลาดด้วยภาพถ่ายสามารถทำได้ด้วยตนเองหรือไม่

การทำการตลาดด้วยภาพถ่ายสามารถเริ่มต้นทำได้ด้วยตนเอง ด้วยการเริ่มต้นใช้กล้องจากมือถือและนำเทคนิคต่างๆ ที่ผู้เขียนรวบรวมมาในบทความนี้ไปปรับใช้ได้เลยค่ะ

 

สรุป 

การทำการตลาดด้วยภาพถ่ายเป็นอีกหนึ่งกระบวนการเพื่อการส่งเสริมการขายสินค้า โดยผู้เขียนได้รวบรวมเทคนิคในการถ่ายภาพสินค้าเพื่อการขายมาดังต่อไปนี้

  1. เทคนิคกฏ 3 ส่วน (Rule of thirds) เพื่อความสมดุลของภาพ
  2. การจัดพื้นหลังของภาพ หรือ การปล่อยพื้นที่ว่าง (Negative Space)
  3. เทคนิคการตัดรูป
  4. การแต่งรูปภาพ
  5. การจัดวาง Logo บนรูปภาพ
  6. การใช้แสงธรรมชาติ หรือ ไฟสำหรับถ่ายรูป

  7. การถ่ายภาพสินค้าในหลากหลายมุม

 

อ้างอิง

https://blog.hubspot.com

https://digital-photography-school.com

https://www.bigcommerce.com

Learning More

Music Marketing ทำการตลาดอย่างไรให้คนติดใจด้วยเสียงเพลง
สร้างแบรนด์ให้ปัง บน Instagram ได้ด้วยคอนเทนต์ Reels