5 Checklist สำหรับนักเขียนคอนเทนต์เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีให้ผู้ชมอยากบอกต่อ

5-checklist-for-content-marketer

ผู้บริโภคในปัจจุบันพวกเขาไม่ต้องการโฆษณาหรือคอนเทนต์ใดก็ตามที่ไม่เกี่ยวข้องกับชีวิตเขา หรือสิ่งที่เขาไม่สนใจ ผู้บริโภคต้องการประสบการณ์บนโลกออนไลน์ที่ราบรื่น รวดเร็ว และสนุกสนานในทุกช่องทาง และเช่นเดียวกันพวกเขาต้องการให้พวกคุณเหล่านักการตลาดทั้งหลายเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี ที่สามารถนำเสนอคอนเทนต์ที่มีคุณค่าได้ตรงตามความต้องการของพวกเขา

คอนเทนต์ที่มีคุณค่าคือ?

คำนิยามคำว่าคอนเทนต์มีคุณค่าของแต่ละคนและแต่ละที่ก็ต่างกันไป แต่จินนี่จะมาพูดถึงคอนเทนต์ที่มีคุณค่าในรูปแบบของ STEPS หลักของการทำคอนเทนต์ที่ดี ที่มีคุณค่านั้นคืออะไร ซึ่งจินนี่ได้สรุปออกมาได้ 4 ข้อง่ายๆดังนี้ค่ะ

  1. คอนเทนต์ที่สามารถช่วยแก้ปัญหาให้ผู้อ่านได้จริง
  2. คอนเทนต์ที่ช่วยให้ผู้อ่านประหยัดเวลาชีวิตได้
  3. คอนเทนต์ที่ช่วยให้ผู้อ่านมีความรู้และมองเห็นโอกาสมากขึ้น
  4. คอนเทนต์ที่ตรงและตอบโจทย์ความต้องการของผู้อ่าน

นอกจากนี้ ยังมีอีกประเด็นสำคัญที่อยากจะนำมาแบ่งปันในวันนี้ นอกจากคอนเทนต์ที่สามารถตอบโจทย์ และแก้ปัญหาให้กับผู้อ่านได้ สิ่งที่นักการตลาดและนักเขียนคอนเทนต์ควรให้ความสำคัญ คือการสร้างประสบการณ์ที่ดีในการอ่านคอนเทนต์ ตั้งแต่การที่ผู้อ่านสามารถเข้าถึงเนื้อหาที่พวกเขาต้องการ นำเสนอให้เข้าใจได้ง่าย ไปจนถึงการง่ายต่อการแชร์หรือบอกต่อ เป็นต้น

คอนเทนต์ที่สร้างประสบการณ์ที่ดี

ควรประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?

หลังจากที่เราเข้าใจแล้วว่าคอนเทนต์ที่มีคุณค่านั้นเป็นอย่างไรแล้ว ต่อมาสิ่งที่ทุกท่านต้องรู้นั่นก็คือ การทำคอนเทนต์ที่ให้ประสบการณ์ที่ดีแก่ผู้อ่าน และนี้คือ Checklist ที่ถูกออกแบบมาสำหรับนักเขียนคอนเทนต์ และทีมการตลาด โดยการใช้หลักการ 5 ข้อดังนี้

  1. สามารถค้นหาได้ง่าย (Findable)
  2. อ่านง่ายสบายตา (Readable)
  3. สามารถเข้าใจได้ (Understandable)
  4. ลงมือทำ (Actionable)
  5. เกิดการบอกต่อ (Shareable)

และจาก 5 ข้อดังกล่าวจะสามารถช่วยเพิ่มพูนประสบการณ์ที่ยอดเยี่ยมให้แก่ลูกค้าจากการทำคอนเทนต์ที่มีคุณค่าและสามารถตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าได้นั่นเองค่ะ ซึ่งจะประกอบอะไรบ้าง ไปดูกันเลยค่ะ

checklist-content

 

1.สามารถค้นหาได้ง่าย (Findable)

เมื่อคุณสร้างคอนเทนต์และตั้งชื่อคอนเทนต์ ควรนำ Keyword (คำ) ที่ได้จากการวิเคราะห์ผู้อ่านว่าพวกใช้คำอะไรบ้างในการค้นหาข้อมูล เมื่อคุณได้คำเหล่านั้นแล้วให้นำมาประยุกต์กับการเขียนคอนเทนต์และการตั้งชื่อเพื่อให้ง่ายต่อการค้นหา และอีกวิธีที่จะทำให้คอนเทนต์ของคุณค้นหาแล้วเจอง่ายๆนั้นก็คือการทำ SEO หรืออธิบายง่ายๆคือ การทำให้คอนเทนต์ของคุณอยู่อันดับต้นๆของการค้นหาค่ะ

1.Findable content

 

สำหรับคอนเทนต์หน้าเว็บไซต์

📌การใช้ H1 และ H2 บนหน้าเว็บไซต์ 

  • H1 สำหรับชื่อของบทความซึ่งใช้เพียงแท็กเดียว
  • H2 เป็นส่วนของหัวข้อใหญ่สามารถใช้ได้หลายแท็ก

การใช้ H1 และ H2 บนหน้าเว็บของคุณจะช่วยเรื่องของการจัดอันดับบนเครื่องมือค้นหา (Google) และใช้ในการแบ่งสัดส่วนของบทความบนหน้าเว็บไซต์ อยากให้ทุกคนลองจินตนาการตามนะคะการใช้ H1 H2 เปรียบเหมือนหน้าสารบัญของหนังสือ ในส่วนของคำว่า “สารบัญ” จะเป็น H1 ที่เป็นเหมือนชื่อของหน้านั้น และหัวข้อที่หนังสือเล่มนี้จะเล่าถึงเป็น H2 ส่วนหัวข้อย่อยของเนื้อหาจะเป็น H3 เรียงตามลำดับลงมาค่ะ

ในการเขียนคอนเทนต์ก่อนที่จะทำการลงในเว็บนั้นคุณควรเน้น H1 กับ H2 เอาไว้เพื่อสำหรับการคัดลอกเนื้อหาไปลงในเว็บไซต์ (หรือระบบใดก็ตามที่คุณได้ใช้เขียนบทความก่อนที่จะทำการลงในเว็บไซต์) เพื่อให้คนที่มีหน้าที่โพสต์เนื้อหาบนเว็บไซต์ได้เข้าใจตรงกัน ถึงวิธีการที่คุณใช้ H1 H2 ในบทความนั้นๆ หากจำเป็นคุณอาจจะใช้ H3 สำหรับหัวข้อย่อย แต่ต้องเข้าใจว่าผลตอบแทนของการทำ SEO อาจไม่ได้ผลลัพท์เท่ากับการใช้แท็ก H1 และ H2 

H1,H2 seo

 

📌การปรับแต่ง Metadata การทำให้คอนเทนต์ของคุณขึ้นอันดับต้นๆของการค้นหายังไม่เพียงพอ แต่จะต้องมีองค์ประกอบของการทำ Metadata เพื่ออธิบายถึงเนื้อหาในหน้าคอนเทนต์นั้นแบบย่อ ทำให้ผู้ค้นหาสามารถเจอบทความของคุณได้จากการค้นหาผ่าน Goolge และเป็นอีกจุดนึงที่จะดึงดูดผู่อ่านเข้าสู่บทความของเราค่ะ ประกอบไปด้วย

  • Title (ชื่อ)
  • Description tag (แท๊กคำอธิบาย)
  • Keywords (คำหลัก)
metadata-seo

 

📌การรวมลิงก์ไปยังหน้าอื่นๆในเว็บไซต์ของคุณ เพื่อเพิ่มคุณภาพคอนเทนต์ โดยทำให้ผู้อ่านยังไม่ออกจากเว็บไซต์ของเราและเข้าไปอ่านบทความหน้าอื่นๆต่อ ส่งผลให้สไปเดอร์ซึ่งเป็นหุ่นยนต์จากเครื่องมือการค้นหา (Google) ที่เข้าไปเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆจากเว็บไซต์ของคุณ ทำให้คอนเทนต์ของคุณนั้นมีคุณภาพคะแนนของ SEO สูงขึ้น

image

 

📌 การใส่แท๊ก alt บนรูปภาพของคุณ เพื่อให้สามารถใช้รูปภาพในการค้นหาได้ และอธิบายถึงรูปภาพนั้นได้ว่าคือรูปเกี่ยวกับอะไร (เพราะในเริ่มต้นนั้นแท็ก alt ถูกออกแบบมาสำหรับผู้พิการทางสายตาให้ระบบสามารถบอกได้ว่ารูปนั้นหมายถึงอะไร) และการใส่แท๊กบนรูปภาพประกอบบทความของคุณเป็นการช่วยเน้นถึงความเกี่ยวข้องของเนื้อหาและรูปภาพ เช่น หากคุณมีรูปโน็ตบุ๊คอยู่ในบทความ ใน alt ของรูปคุณอาจอธิบายว่า “Notebook Brand A S1009 Black color” เป็นการอธิบายให้ระบบสไปเดอร์เข้าใจว่ารูปนี้คือ โน๊ตบุ๊ค แบรนด์ A รุ่น S1009 สีดำ 

image-alt-tag-seo
ภาพจาก : https://www.bluecorona.com/blog/image-seo-alt-tags-title-tags-in-between/

 

สำหรับคอนเทนต์รูปแบบวิดีโอ

📌 โพสต์วิดีโอของคุณบน Youtube หรือ Facebook เพื่อเพิ่มโอกาสในการค้นหาคอนเทนต์ ซึ่งการโพสต์คอนเทนต์รูปแบบวิดีโอบนโซเชียลมิเดียนั้นสามารถช่วยในเรื่องของการมีส่วนร่วมของคนดูและยังเสริมเรื่องของการทำ SEO ใน Google อีกด้วยค่ะ ทำให้คอนเทนต์ของคุณหาได้ง่ายมากยิ่งขึ้น โดยมีเทคนิคเพิ่มเติมง่ายๆดังนี้ค่ะ

  • การใช้ “คำ” ที่เป็นไปได้ว่าคนดูจะใช้ในการค้นหา นำมาตั้งเป็นชื่อวิดีโอของคุณ
    เช่น คำว่า “เต้นรักติดไซเรน” เป็นคำที่คนค้นหาจำนวนมาก ดังนั้นการตั้งชื่อวิดีโอของคุณอาจะเป็น “How to เต้นเพลงรักติดไซเรน คนไม่มีทักษะการเต้นสามารถเต้นตามได้” เป็นต้น
  • อธิบายรายละเอียดของใต้คอนเทนต์วิดีโอและเลือกใช้คำที่เหมาะสมกับวิดีโอและการค้นหา

 

2.อ่านง่ายสบายตา (Readable)

หลังจากที่พวกเขาทำการค้นหาแล้วพบเนื้อหาคอนเทนต์ของคุณ พวกเขาลังเลหรือไม่ ที่จะอ่านบทความของคุณ เนื้อหาบทความคือหัวใจหลักของคอนเทนต์ที่ผู้อ่านให้ความสำคัญและเลือกดู ดังนั้นเนื้อหาคือหมวดหมู่สำคัญที่สุดที่ทุกท่านควรให้ความสำคัญ จะต้องอ่านง่าย ทำความเข้าใจได้เร็ว และทำให้ผู้อ่านได้คำตอบที่ค้นหาอย่างรวดเร็ว 

2.Readable content

เมื่อพิจาราณาถึงความอ่านง่าย จำไว้ว่าผู้อ่านจะสแกนจนกว่าพวกเขาจะพบเนื้อหาที่ต้องการ บทความบนเว็บไซต์ที่ยอดเยี่ยมต้องเคารพเวลาของผู้อ่าน ดังนั้นให้พิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ค่ะ

📌 การเขียนรูปแบบพีระมิดกลับหัว เนื้อหาใจความที่สำคัญที่สุดเราควรวางไว้อยู่ตำแหน่งบนสุดของบทความ โดยจากการสำรวจพฤติกรรมของผู้อ่านและการใช้ซอฟต์แวร์ที่ใช้สแกนตรวจจับสายตาผู้อ่าน พบว่าผู้อ่านส่วนมากจะกวาดสายตาแบบเร็วๆโดยอ่านที่บรรทัดแรกๆเต็มบรรทัดและที่เหลือลงมาอ่านผ่านๆ จากการใช้ซอฟต์แวร์นี้คุณสามารถดูได้ว่าผู้อ่านสนใจตำแหน่งใดในหน้าคอนเทนต์ของคุณค่ะ

inverted-pyramid-content
ภาพจาก : https://contentmarketinginstitute.com/2019/06/creating-valuable-content-checklist/

 

📌 การจับกลุ่มของเนื้อหา ย่อเนื้อหาให้สั้น กระชับ สามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ง่าย แบ่งเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจน เรียงลำดับการเล่าเรื่องที่ต่อเนื่องกัน

📌 การใช้สัญลักษณ์และตัวเลขในหัวข้อย่อย เมื่อผู้อ่านต้องการอ่านและสรุปข้อมูลอย่างรวดเร็ว ตัวสัญลักษณ์และตัวเลขต่างๆที่เราใช้สำหรับการแบ่งหัวข้อจะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านให้สามารถอ่านได้อย่างรวดเร็วและเข้าใจได้ง่ายมากขึ้น

how-to-build-brand-identity
ภาพจาก : https://stepstraining.co/strategy/how-to-build-brand-identity

 

📌 การใช้ภาษาที่สอดคล้อง หลีกเลี่ยงการทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสัน อย่างการใช้สรรพนามในการเรียกแทนตัวคุณ หรือลูกค้า เมื่อคุณเขียนคอนเทนต์หนึ่ง สรรพนามต่างๆที่คุณใช้เรียกจะต้องเหมือนกัน เช่น หากคุณแทนตัวเองด้วยชื่อแบรนด์ก็ควรใช้แบบเดียวตลอดการเล่าเรื่องไม่ควรเปลี่ยนไปมา อย่างเช่นการแทนตัวเองว่า “เรา” อาจทำให้ผู้อ่านเกิดความสับสนได้


3.สามารถเข้าใจได้ง่าย (Understandable)

การสร้างคอนเทนต์ให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้ง่ายเป็นสิ่งที่ท้าทายสำหรับนักเขียนคอนเทนต์หลายๆท่านโดยเฉพาะหัวข้อที่มีความซับซ้อนในการทำความเข้าใจ ในบางครั้งที่เราเขียนคอนเทนต์ที่มีความเฉพาะเจาะจงหรือเฉพาะทางมากๆนั้น โดยไม่ได้คำนึงถึงระดับของผู้อ่านก็ทำให้ผู้อ่านของเราไม่เข้าใจในเนื้อหาได้

3.Understandable content

 

คำถามคือ : คุณจะสร้างคอนเทนต์ที่สามารถเข้าใจได้ง่าย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในอุตสาหกรรมไหน ได้อย่างไร?

📌 การเลือกรูปแบบคอนเทนต์ที่เหมาะสม ก่อนอื่นเราอาจจะต้องพิจารณาถึงเนื้อหาคอนเทนต์ว่าสามารถถ่ายทอดในรูปแบบใดได้บ้างและรูปแบบใดที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจเนื้อหาได้ง่ายมากขึ้น อาจนำเสนอในรูปแบบของ รูปภาพ วิดีโอ แทนที่จะเป็นตัวอักษรเพียงอย่างเดียว ทำให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจมากขึ้นภายในเวลาสั้นๆและทำให้ผู้อ่านรู้สึกไม่เบื่อกับคอนเทนต์อีกด้วยค่ะ

supply-chain

 

📌 การสร้างคอนเทนต์จากกลุ่มเป้าหมายที่แตกต่างกัน และสร้างคอนเทนต์ที่เนื้อหามีความซับซ้อนแตกต่างกันเพราะว่าลูกค้าแต่ละกลุ่มนั้นมีพื้นฐานความรู้ที่แตกต่างกันในหลายระดับ ดังนั้นเราควรสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ลูกค้าในแต่ละระดับจะทำให้ลูกค้าเข้าใจเนื้อหาได้มากยิ่งขึ้นและตรงกับสิ่งที่พวกเขาต้องรู้

📌 การกำหนดระดับของผู้อ่าน การสร้างคอนเทนต์ในแต่ละชิ้นนั้นควรจะขึ้นอยู่กับผู้อ่านของคุณและจากการศึกษาตลาด ซึ่งคุณอาจทำแบบทดสอบสำหรับผู้อ่านขึ้นมาเพื่อวัดระดับความรู้ในเรื่องนั้นๆ ของผู้อ่านก่อน เพื่อที่คุณจะสามารถส่งมอบคอนเทนต์ที่สามารถช่วยเหลือผู้อ่านและแก้ไขปัญหาของผู้อ่านได้จริงๆ

เช่น หากคุณจะทำคอนเทนต์เพื่อให้ความรู้ผู้อ่าน “การทำการตลาดด้วยคอนเทนต์” ควรแบ่งระดับผู้อ่าน

  • Level 1 : ความรู้พื้นฐาน คอนเทนต์คืออะไร
  • Level 2 : วิธีการเขียนคอนเทนต์ 
  • Level 3 : การวางกลยุทธ์คอนเทนต์สำหรับธุรกิจของคุณ

📌 การถ่ายทอดเรื่องราวให้เห็นภาพและเข้าใจได้ง่าย บางครั้งเนื้อหาอาจมีความซับซ้อนสูง ยากต่อการทำความเข้าใจ แต่การยกตัวอย่างที่ดีหรือการสมมติเหตการณ์ จำลองขึ้นมา จะช่วยให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อหาและเห็นภาพที่ชัดเจนตามมากยิ่งขึ้นค่ะ ตัวอย่างเช่นคอนเทนต์ที่เราพูดถึงเรื่องของการทำแบรนด์นั้นต้องมีความยืดหยุ่นที่สามารถปรับให้เหมาะกับแต่ละแคมเปญจะต้องสามารถปรับเปลี่ยนได้ สิ่งเป็นเรื่องที่เข้าใจยากและอาจทำให้ผู้อ่านนึกไม่ออกเราจึงทำการยกตัวอย่างแบรนด์เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจได้มากยิ่งขึ้น

content

 

📌 หลีกเลี่ยงการใช้ศัพท์เฉพาะหรือคำศัพท์เทคนิค ในการทำคอนเทนต์นั้นเราควรคำนึงถึงผู้อ่านมากที่สุดเพราะบางครั้งผู้อ่านไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาเท่าผู้สร้างคอนเทนต์ดังนั้น เราจะต้องทำให้คอนเทนต์นั้นง่ายที่สุด ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ การใช้คำ การเล่าเรื่อง โดยการหลีกเลี่ยงการใช้คำเฉพาะทางหรือศัพท์เทคนิคต่างๆ หากคุณจำเป็นต้องใช้ก็ควรใส่คำอธิบายหรือความหมายสั้นๆเพื่อให้ผู้อ่านสามารถเข้าใจได้

 

4. ลงมือทำ (Actionable) 

คุณสร้างคอนเทนต์เพราะต้องการให้ผู้อ่านเกิดการลงมือหรือดำเนินการอะไรบางอย่างเช่น คุณต้องการให้ผู้อ่านเมื่ออ่านบทความนี้จบแล้วจะไปดาวน์โหลด Ebook ที่คุณทำเอาไว้ แต่คุณจะแน่ใจได้อย่างไรว่าสิ่งนี้จะเกิดขึ้น?

4.Actionable content

 

📌 มีจุดที่กระตุ้นให้เกิดการลงมือที่ชัดเจน(Call to Action) อย่างเช่น คำ ปุ่ม ลิงก์ต่างๆ เช่น “หากคุณอยากรู้ข้อมูลมากกว่านี้ให้คลิกที่ลิงก์ได้เลย”

📌ทำให้ง่ายต่อลูกค้าในการแสดงความคิดเห็นและการสอบถาม ทั้งการแสดงความคิดเห็นสาธารณะ ที่ใครๆก็สามารถเห็นได้หรือการสอบถามแบบเฉพาะตัวจะสามารถติดต่อคุณได้ช่องทางใดบ้าง

ตัวอย่างเช่น อนุญาตให้แสดงความคิดเห็นในบล็อคโพสต์ โซเชียลมีเดีย สามารถขอคำปรึกษาผ่านแชทส่วนตัวหรือสามารถแนะนำผู้อื่นไปยังช่องทางติดต่อของคุณบนโซเชียลมีเดียได้อย่างง่ายดาย และการทำเว็บไซต์ให้ง่ายต่อการใช้งานและการค้นหา

📌 ลิงก์ไปยังคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาคอนเทนต์ของคุณ เพื่อเพิ่มตัวเลือกของเนื้อหาคอนเทนต์อื่นๆให้แก่ผู้อ่านที่ชื่นชอบคอนเทนต์ของเรา และเป็นการเพิ่มเวลาที่จะทำให้ผู้อ่านอยู่บนเว็บไซต์ของเราได้นานมากขึ้นอีกด้วยค่ะ

 

5.เกิดการบอกต่อ (Shareable)

ผู้คนเชื่อในสิ่งที่คนรู้จักหรือเพื่อนบอกมากกว่าสิ่งที่แบรนด์บอก แล้วคุณจะทำอย่างไรให้ผู้อ่านของคุณแชร์คอนเทนต์คุณไปยังเพื่อนของพวกเขา?

5.Shareable content

 

📌 ให้เหตุผลในการแชร์คอนเทนต์ บอกผู้อ่านให้เห็นถึงประโยชน์ของการแชร์คอนเทนต์ ตัวอย่างเช่น คุณอาจเล่าเรื่องของการแบ่งปันข้อมูลสุขภาพซึ่งกันและกันช่วยให้ครอบครัวหนึ่งเพิ่มความพยายามในการออกกำลังกาย

📌 เชิญชวนผู้อ่านของคุณ ตัวอย่างเช่น การขอให้ผู้อ่านของคุณแชร์คอนเทนต์ด้วยการใส่ข้อความหรือประโยคต่างๆเช่น หากคอนเทนต์นี้มีประโยชน์อย่าลืมแชร์บอกต่อเพื่อนๆของคุณด้วยนะคะ เป็นต้นค่ะ

📌 ทำให้ง่ายต่อการแชร์ ทำงานร่วมกับทีมที่ดูแลเว็บไซต์ของคุณเพื่อทำการศึกษาและทดลองว่าการออกแบบหรือหรือตำแหน่งการวางของปุ่มแชร์นั้นตำแหน่งใดดีที่สุดสำหรับแบรนด์ของคุณ เช่น ปุ่มไอคอนที่สามารถกดแชร์นั้นอยู่ส่วนไหนของหน้าเว็บมองเห็นง่ายหรือไหม เชื่อมกับช่องทางโซเชียลมีเดียหรือไหม เพื่อให้การแชร์นั้นเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้ใช้งาน ตัวอย่าง ตามรูปด้านล่างตรงกรอบสีแดงค่ะ

share

จาก Checklist ทั้ง 5 หัวข้อดังกล่าว จะช่วยให้เพิ่มคุณค่าของคอนเทนต์คุณมากยิ่งขึ้น เพราะว่าปัจจัยทั้ง 5 นั้นได้ช่วยสร้างประสบการณ์ในการอ่านคอนเทนต์ของเราได้อย่างราบรื่นและสามารถตอบโจทย์ทุกการต้องการของลูกค้า ที่สำคัญผู้สร้างคอนเทนต์ก็ได้ทำการส่งมอบคอนเทนต์ที่ดี มีคุณค่าได้อย่างแท้จริงค่ะ

  1. สามารถค้นหาได้ง่าย (Findable)
  2. อ่านง่ายสบายตา (Readable)
  3. สามารถเข้าใจได้ (Understandable)
  4. การดำเนินการ (Actionable)
  5. เกิดการบอกต่อ(Shareable)

 

Learning More

Top 5 คอนเทนต์ที่ควรอ่านก่อนวางเกมส์กลยุทธ์ให้ธุรกิจบนโลกดิจิทัล
Customer Journey สิ่งสำคัญที่นักการตลาดและผู้ประกอบการต้องรู้ !!
7 เทคนิค เขียนคำบรรยายสินค้า ให้สร้างยอดขายได้จริง