5 สิ่ง ที่ต้องเตรียมตัวสําหรับการทํา Digital Marketing ปี 2024

5-things-to-prepare-for-doing-digital-marketing

ในปี 2024 นอกจากเรื่องของเทรนด์ Digital Marketing หรือ Digital Marketing Trends 2024 แล้ว สําหรับนักการตลาด ผู้ประกอบการ ควรที่จะเตรียมตัวสำหรับการทำ Digital Marketing ด้วย

Free 7 Marketing Frameworks ที่นักการตลาด เจ้าของธุรกิจต้องมี

เพื่อสร้างความสำเร็จให้ธุรกิจบนโลกออนไลน์

STEPS ได้ยก 3 สิ่งสําคัญที่มาจากวิกฤตช่วงโควิดที่ผ่านมา ส่งผลให้

1.เกิดการแข่งขันบนพื้นที่โลกออนไลน์นั้นสูงมากขึ้น 

  • เกิดเป็น C2C (Customer to Customer) คือจากผู้บริโภคส่งถึงผู้บริโภคกันเองเกิดขึ้นใหม่ แทนที่จะเป็น B2B (Business to Business) เจ้าของธุรกิจสู่เจ้าของธุรกิจ หรือ B2C (Business to Consumer) ธุรกิจไปสู่ผู้บริโภค แบบธุรกิจรูปแบบแต่ก่อน

2.ค่าโฆษณาสูงขึ้น ก็จะมีรายละเอียดที่เยอะมากขึ้นและมีค่าใช้จ่ายที่เยอะขึ้นหลายเท่าตัว 

3.การเปลี่ยนใจที่ง่ายขึ้น เป็นผลมาจากปัจจัยข้อที่ 1 และ 2 นั่นเอง

ธุรกิจจะต้องเตรียมตัวยังไงบ้าง เช็คลิสเตรียมตัวได้เลย

5-things-to-prepare-for-doing-digital-marketing

1. Content for Conversion 

ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่ในยุคที่การทำคอนเทนต์จะตอบโจทย์เรื่องของการได้มาซึ่งกระแส หรือ Brand Awareness กันอยู่แล้ว และปีที่แล้วเราก็พูดถึง Content for Engagement ซึ่งสองส่วนนี้ยังมีประโยชน์อยู่นะคะ ตามหลักที่เราเคยคุยกันใน คลิป Content Marketing Funnel 

แค่ส่วนของการทำคอนเทนต์ควรรจะต้องมีการจัดเรียงกันเพิ่มเติม ในเนื้อเรื่อง แปลว่าเราอาจจะไม่ต้องความถี่เยอะเท่ากับการเป็นสื่อ แต่เราต้องการความสอดคล้องของคอนเทนต์

ตั้งแต่ Brand Awareness Content, engagement, จนถึงการขายและในเนื้อหาคอนเทนต์ 1 ชิ้นก็ควรจะมีครบรส ทุก funnel นั่นหมายความว่า เราควรมีคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้งทำให้เห็นคนเยอะ ทำให้คน engage กับเราเยอะ และทำให้ขายได้ด้วยในเวลาเดียวกัน 

ตัวอย่างเช่น เราอาจจะทำคอนเทนต์วิดีโอ ให้ความรู้เกี่ยวกับสินค้าหรือจะมีเกมส์ในคอนเทนต์เดียวกันและอาจจะบอก Promotion สำหรับวิดีโอที่มีความยาวขึ้นมาสัก 5 นาทีหรือการ Live Streaming แปลว่า แยกชิ้นเราอาจจะต้องทำในส่วนของ Short-form content หรือคอนเทนต์แบบสั้นและแบบ Long-form Content ก็อาจจะมีเนื้อหาคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ทั้ง 3 ส่วนอยู่ด้วยกันเพราะลูกค้าจะมาจากคอนเทนต์ไหน อาจจะเรียงและไม่เรียง funnel ก็เป็นได้

free download 7 frameworks

2. Interaction Activity 

Interaction Activities เป็นสิ่งที่ต่อเนื่องจากข้อที่ 1 เป็นตัวเสริมเรื่องกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ Quiz หรือเกม ซึ่งส่วนนี้มีพูดถึงมาหลายปีแล้วและเราควรทํากันอย่างต่อเนื่องทั้งฝั่งของแบรนด์หรือผุ้ประกอบการ SME เอง เหตุผลเพราะ Interaction Activities ในตามหลักของการทําการตลาดจะเรียกว่า Freemium (Free + Premium) มาจากคําว่า Free และ Premium ทําให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึงและใช้บริการพื้นฐานได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทําให้เราได้มาซึ่งข้อมูลของลูกค้า โดยที่สิ่งนี้ไม่จำเป็นต้องทำแค่ในช่องทางออนไลน์เท่านั้น แต่อาจจะเป็นหน้าร้านและเชื่อมกันกับระบบข้อมูลหรือแต้มคะแนนก็เป็นได้ค่ะ 

ยกตัวอย่าง ร้านกาแฟที่จังหวัดอะคิตะ ประเทศญี่ปุ่น บรรยากาศอบอุ่น ย้อนยุคด้วยการตกแต่งด้วยหนังสือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ่งที่ได้มาจากร้านเป็นสิ่งแรก คือ จดหมายขอบคุณและเหรียญทอง (ช็อคโกแลต) ซึ่งสิ่งที่ทางร้านขอบคุณคือ ขอบคุณที่เป็นลูกค้าคนแรกของวันนี้ที่เดินเข้ามาในร้าน (เพราะเข้าไปช่วงเวลา 7 โมงเช้า​) ในฐานะลูกค้าเรียกว่าเป็น Touchpoint แรกเลย หลังจากนั้นก็สั่งกาแฟ ทางร้านบอกว่าจะแถมโทสหรือขนมปังปิ้งชุดใหญ่ให้ ซึ่งใหญ่เกือบๆจะ Full Breakfast แล้ว ในมุมของลูกค้าถือว่าสั่งกาแฟ 1 แก้วได้ของแถมประมาณนี้ Freemium อีกแล้ว เลยอยากสั่งเพิ่มอีก ซึ่งมีข้อความเขียนจากทางร้านแนบมาพร้อมกาแฟอีกว่า “คนที่ตื่นเช้าจะได้ประโยชน์จากการตื่นเช้าเสมอ” 

ดังนั้นคําว่า Interaction Activities นั้นคือบางสิ่งบางอย่างที่เราจัดทําแล้วลูกค้าได้เกิด Action และอยากที่จะทํา UGC (User-Generated Content) ให้กับเรา เช่น เหตุการณ์ที่เล่าไปนั้น เมื่อเราได้มาเเล้วเราก็อยากหยิบมือถือขึ้นมาถ่ายลง Social media และเล่าสู่กันฟังให้กับคนอื่นๆได้รับรู้ ถือว่าเป็นการโปรโมทร้านไปอีกทางโดยที่เรียกว่าไม่ต้องเสียค่าโฆษณาให้กับแพลตฟอร์ม แต่อาจจะเสียเวลา เสียแรงในการจัดเตรียมสิ่งเหล่านี้ ซึ่งเรียกว่า Digital Touchpoint หรือบางที่จะเรียกว่า Marketing Touchpoint ที่ละเอียดอ่อนกันมากขึ้น

3.การจัดเก็บ Data เพื่อให้เป็นระบบระเบียบ 

ในปีที่แล้ว เราจะได้ยินการพูดถึงการทำกิจกรรม ทำคอนเทนต์เพื่อการเก็บ data กันเยอะมาก แต่หลายๆ ครั้งเราอาจจะพลาดตรงที่เราต้องการข้อมูลอะไรเพื่ออะไร ถ้าเป็น SME เราจะต้องเริ่มคิดเรื่องนี้เป็นพิเศษ เพราะก่อนหน้านี้ที่เราได้เริ่มต้นขายสินค้ากับแพลตฟอร์ม E-commerce ต่างๆ บางแพลตฟอร์มก็สามารถเก็บ data ของลูกค้าได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะฉะนั้นถ้าเราวางโครงสร้างจุดประสงค์การเก็บ data เพื่อนำไปต่อยอดด้านไหนบ้าง เช่น จุดประสงค์ของการต่อยอด data ในด้านของการทำระบบ Membership การนำเสนอโปรโมชั่นและประชาสัมพันธ์ที่ถูกกลุ่มขึ้น หรือ การปล่อยสินค้าใหม่ๆ ที่ตรงกับความต้องการของกลุ่มลูกค้าที่มีอยู่ ถ้าพูดถึงตรงนี้ก็ต้องบอกว่า ณ ขณะนี้ก็มีเครื่องมือที่ช่วยให้เราจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบระเบียบอยู่มากมาย สำหรับหลากหลายอุตสาหกรรมเลยค่ะ ไม่ว่าจะเป็นระบบ CRM, ระบบ POS  หน้าร้านที่เชื่อมต่อกับระบบ CRM ได้อีกด้วย แต่หากเราไม่มีเครื่องมือก็อย่าลืมวางจุดประสงค์กันก่อนว่าเราต้องการนํา data ไปใช้ได้ทําอะไร 

reach to goal

4.AI Tools 

การเตรียมตัวในข้อที่ 4 นี้ ทีม STEPS เราเองก็มีการเริ่มใช้ Generative AI เข้ามาช่วยงานด้วยเช่นกัน และทาง STEPS ได้มีหลักสูตรมาแบ่งปันให้กับทุกๆ คน ในคอร์ส ChatGPT for Content Marketing ด้วย 

เนื่องจากส่วนตัวเราได้ใช้งานและเห็นว่าช่วยงานได้เยอะมากๆ Generative AI มีหลายรูปแบบ เช่น ChatGPT, Bard, Bing ซึ่งเครื่องมือทั้งหมดสามารถใช้ได้เหมือนกันแล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน 

ส่วน Generative AI ที่กล่าวไป จะช่วยเรื่องของการตลาดได้ยังไงบ้าง สามารถช่วยได้ตั้งแต่การวางแผนกลยุทธ์ การติดชิ้นงาน การทําตาราง Tracking KPI หรือการวาง OKRs ของทีม แต่การที่จะให้ Generative AI นําเสนอข้อมูลตามที่เราต้องการได้แบบสมบูรณ์ ส่วนหนึ่งก็ต้องอาศัย Input ที่ดีเช่นกัน ซึ่งเป็นส่วนของรายละเอียดที่เราต้องพิมพ์เข้าไป เช่น ขอบเขตของงาน ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และข้อมูลพื้นฐานในธุรกิจของเรา ล้วนแล้วแต่สําคัญทั้งหมด ให้คิดว่า Generative AI เป็นเสมือนผู้ช่วยของเรา ให้คิดว่าเป็นคนหนึ่งคน ถ้าอยากจะให้คนๆนี้มาช่วยงานเรา ต้อง input ข้อมูลรายละเอียดส่วนไหนเข้าไปได้บ้าง เพื่อให้เขาทํางานออกมาได้ตามใจเรามากที่สุด ฝากไว้สําหรับใครที่ยังลังเลว่าจะลองใช้ดีไหม ลองทดลองใช้ Generative AI กันดูนะคะ และจะเห็นความเร็วของการใช้ ที่จะ speed up ขึ้นได้

5.MarTech Tools 

ส่วนที่ 5 ต่อเนื่องจากข้อ 3 และข้อ 4 ในเรื่องเครื่องมือการทํางานของนักการตลาด ซึ่งเครื่องมือมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักการตลาด หรือนักศึกษาสามารถเข้าถึงข้อมูลได้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือการทํา research ข้อมูลโดยใช้ Social Listening Tools หรือ Big Data ต่างๆ, การวิเคราะห์ทํา Analytics, การผลิตชิ้นงานต่างๆ หรือการทํา VDO Material, การทํา Visual Material ต่างๆ จนถึงการประเมินผลและวิเคราะห์ผลลัพธ์ ข้อควรระวังคืออยากให้ทุกคนกลับไปดูส่วนงานไหนที่ใช้เวลาในการทํางานมากเกินไป เราใช้เครื่องมือมาทดแทนจะช่วยประหยัดเวลากว่าไหมและคุ้มค่ากับเงินที่เราลงไป 

สรุปก่อนจะเลือกใช้คํานึงถึง 3 ส่วน คือ 

  • Goal หรือเป้าหมายของธุรกิจเป็นอย่างไร
  • งบประมาณที่มี คนของเราพร้อมไหม
  • ความเหมาะสมของเนื้องานจําเป็นต้องใช้จริงหรือไม่

สรุป 

5 สิ่งที่อยากให้ทุกคนลองเตรียมตัวสําหรับทํา Digital Marketing ปี 2024 

  1. Content Conversion 
  2. Interaction Activity กิจกรรมต่างๆ ที่จะเกิดขึ้น
  3. การจัดเก็บ Data ให้เป็นระบบ
  4. การใช้ Generative AI ในการช่วยงาน
  5. Martech Tools 
free download 7 frameworks

เตรียมตัวกันให้พร้อมค่ะ เพราะงานเราน่าจะเยอะขึ้นกันแน่นอนในปีหน้าเพราะการแข่งขันสูงขึ้น มาพร้อมกับความหลากหลายของคู่แข่งที่มากขึ้นด้วย 

ติดตามเรื่องถัดไปกันต่อได้ที่ 

ช่องทาง Youtube : STEPS ACADEMY 

ติดตามเนื้อหาสาระดีๆ ที่จะมา อัพเดทเทรนด์การตลาด 2024 กันต่อได้ที่ https://stepstraining.co/blog 

เรียนสอบถาม คอนเทนต์นี้ คุณชอบไหมคะ

ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญกับเรา ขอบคุณนะคะ

Learning More

Recommended Topics

Video Guideline for Social Media รวมไซส์สําหรับวิดีโอแพล็ตฟอร์ม ปี 2024
8 Checklists จัดการ Data ในมือ ที่ผู้บริหารควรรู้