5 Asset ที่ต้องสร้างบนโลกดิจิตอลในปี 2017

หากพูดถึงการสร้างมูลค่าให้กับธุรกิจให้มีคุณค่ามากขึ้น คงเปรียบเสมือนการสร้าง Asset หรือทรัพย์สินบนโลกดิจิตอล ซึ่งเป็นสิ่งที่ใครหลายๆคนกำลังมองข้ามไปว่าบนโลกดิจิตอล ทุกอย่างมีแค่เรื่องของโซเชี่ยลมีเดีย แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ เราสามารถสร้างมูลค่าเพิ่ม หรือช่องทางในการหารายได้ให้กับธุรกิจได้มากกว่า 1 ช่องทาง หรือการจัดจำหน่ายสินค้า บริการบนโลกออนไลน์ ทรัยพ์สินอย่างแรกเลยที่จะต้องมีและคอยอัพเดทอยู่เสมอคือ

1. Asset No.1 : Content Marketing Asset

         คำว่า Content คือ ข้อมูล โดยส่วนใหญ่แล้วคนมักจะเข้าใจว่าการสร้างคอนเทนต์คือการพิมพ์ข้อความสั้นๆ เพิ่มรูปเก๋ๆแล้วก็โพสต์ลงโซเชี่ยลมีเดีย แต่คอนเทนต์นั้นนอกจากการสร้างกระแสแล้วดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเติมให้กับธุรกิจเราเท่าไหร่ หากเปรียบคอนเทนต์เหล่านี้กับคอนเทนต์ที่เรียกว่า เป็นคอนเทนต์เชิงคุณภาพที่มาจาก Real Experience หรือ ประสบการณ์จริงๆ แล้ว Real Experience Content ย่อมสร้างความน่าจดจำให้กับผู้บริโภค ผู้ติดตามได้นานกว่าคอนเทนต์ชั่วข้ามคืน บวกกับคอนเทนต์เหล่านี้ยังเป็นการสะท้อนความจริงของตัวธุรกิจของเราอีกด้วย คอนเทนต์เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่สามารถช่วยให้เราประหยัดต้นทุนในการลงไปกับงบประมาณของค่าโฆษณาโดยใช่เหตุ คอนเทนต์จะช่วยให้เรามีตัวต้นยิ่งขึ้น โดยโลกดิจิตอล นอกจากฝั่ง Social Media แล้วยังมีฝั่งของ Search Engine ซึ่งหากเรานำคอนเทนต์ของเราไปปูทางในโซเชี่ยลอย่างเดียว ฝั่ง Search Engine เราจะเสียแต้มโตให้กับคู่แข่งแน่นอน ยกตัวอย่างเพจให้ความรู้ที่ถือว่ามีระเบียบวินัยในการสร้างคอนเทนต์จนได้รับการชื่นชมจากสื่อต่างประเทศ และขอนำคอนเทนต์ไปลงช่องทางแบบ international มาแล้วด้วยคือ เพจ Sales101

         เพจ Sales 101 เป็นแฟนเพจที่ให้ความรู้เกี่ยวกับเรื่องของการขาย โดยเจ้าของเพจคือคุณกฤตนัน วิโรจน์สายลี หรือคุณเล็ก ความจริงคุณเล็กเป็นเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอยู่ 2 ธุรกิจด้วยกันคือ จอโฆษณา LED Nordic และธุรกิจผลิตเฟอร์นิเจอร์สำหรับออฟฟิศ คุณเล็กมีประสบการ์เรื่องของการขาย และบริหารทีมขายมากว่า 17 ปี คุณเล็กตัดสินใจเขียนคอนเทนต์ลงแฟนเพจ และกระจายไปตามช่องทางต่างๆ อาทิเช่น Line@ ทุกๆวันในเวลา 8 โมงเช้าไม่เคยเว้น ทำให้คอนเทนต์ของคุณเล็กทำงานให้คุณเล็กแบบอัตโนมัติ และเป็นแต้มต่อให้คุณเล็กใช้งบประมาณในการโฆษณาผ่านช่องทาง Social Media ที่น้อยมากๆ แต่กลับสร้างผลลัพธ์มหาศาล พร้อมทั้งยังเป็นประตูอีกบานให้คนได้รู้จักอีก 2 ธุรกิจของคุณเล็กอีกด้วย ขั้นตอนต่อไปคือการเสริมทัพกำลังคอนเทนต์ของคุณเล็กผ่านเว็บไซต์ เพื่อให้กลายเป็นคลังความน่าเชื่อถือของคุณเล็กบนโลกออนไลน์แบบไม่จบไม่สิ้น แถมยังเป็นมรดกให้กับลูกหลานสืบต่อไปได้อีกนาน

 

2. Asset No.2 : Fan Asset

         มูลค่าของผู้ติดตามนั้นมีคุณค่ามหาศาล คำว่า Fan Asset ไม่ได้หมายถึงจำนวนผู้ติดตามเพียงอย่างเดียว แต่หมายถึงจำนวนผู้ติดตามที่มีคุณภาพ หลายๆคนทุ่มงบประมาณให้กับการสร้างยอดไลค์ให้ถึงหลักแสน หลักล้านก็มี แน่นอน หากคุณมีผู้ติดตามเยอะ ก็จะดีต่อธุรกิจของคุณ เพราะคุณจะมีโอกาสในการกระจายสื่อประชาสัมพันธ์ได้มากขึ้นในวงกว้าง และทำให้คุณมีโอกาสในการสร้างยอดขายที่ดีขึ้นอีกด้วย ทั้งนี้ทั้งนั้น หลายๆคน มี Fan หรือผู้ติดตามจำนวนมาก แต่สร้างยอดขายไม่ได้เพราะฉะนั้นแล้ว คำว่า Fan Asset เราจะเน้นทั้งจำนวน และคุณภาพไปในเวลาเดียวกัน แต่หาก ณ ตอนนี้จำนวนยังน้อย สายป่านไม่ได้ยาวพอก็ให้เข้าใจว่าการเน้นคุณภาพ ก็เป็นอีกทางออกหนึ่ง ซึ่งคำว่าคุณภาพ คือ จำนวนผู้ติดตามไม่ต้องเยอะ แต่มีแต่คนที่ใช่ และคนที่ชอบเรา  คอนเทนต์ สินค้า การขาย จะถูกกระจายตัวไปแบบอัตโนมัติ การลงทุนกับ Fan Asset คือการให้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตรงนี้ ยกตัวอย่างจาก ข้อ 1 และตัวอย่างจากธุรกิจ SME ที่เล็ก แต่ฝันใหญ่ที่มีชื่อว่าแบรนด์ คลุมบุญ แบรนด์ คลุมบุญจำหน่ายผ้าคลุมไหล่ ลายทันสมัย และมีผู้ติดตามอยู่เพียงแค่ 3 หมื่นกว่าคน แต่ยอดขายก็กลับมาแบบดีขึ้นเรื่อยๆ เติบโตหลายเท่าตัว เป็นเพราะว่าคนที่มาติดตามคือกลุ่มลูกค้าที่ใช่จริงๆ

*คำแนะนำของการสร้าง Fan Asset ที่มีคุณค่าคือการวิเคราะห์ Customer Persona หรือการวิเคราะห์ลักษณะของกลุ่มลูกค้าให้ละเอียดก่อนที่จะประชาสัมพันธ์ได้ถูกกลุ่ม แล้วให้กลุ่มเหล่านั้นเป็นผู้ที่ตัดสินเองว่าคุณดีจริงหรือไม่ ถ้าเราดีจริง เราจะมีการเติบโตแบบต่อเนื่อง ไม่รู้จบเลย*

 

3. Asset No.3 : Web Content Asset

         โดยทั่วไปแล้วแบรนด์จะมองว่าแบรนด์ก็คือแบรนด์ แบรนด์ไม่สามารถทำอะไร อย่างอื่นได้นอกจากการสื่อสารเกี่ยวกับสินค้าหรือเรียกว่า Product’s Benefit Content ซึ่งตรงนี้ไม่เถียง แต่ในขณะเดียวกันคนกำลังมองหาสิ่งที่จรรโลงจิตใจ ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์การพัฒนาตนเอง คอนเทนต์ของกิน และยังมีอีกหลายคอนเทนต์ที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ คนส่วนใหญ่ยึดติดกลัวว่าจะเป็นการเสียภาพพจน์ของแบรนด์ แต่อยากให้คิดอีกมุม ถ้าเราไม่ขยับ เราอาจจะเสียแต้มต่อ..

         การสร้างเว็บคอนเทนต์เป็นสิ่งที่เราไม่จำเป็นต้องสร้างอีกเว็บไซต์ เพื่อใส่คอนเทนต์เกี่ยวกับแบรนด์ลงไป แต่เราสามารถใส่ Blog เข้าไปเพื่อให้เป็นในส่วนของ content ที่น่าจะเป็นประโยชน์ สร้างความสนใจและความประทับใจให้เรา และอีกมุมหนึ่ง คำว่า Web Content คือเว็บข่าวต่างๆ ที่สร้างตัวเองให้เป็นสื่อที่มีคุณค่าต่อผู้บริโภค เพื่อดึงดูดทั้งจำนวน และคุณภาพของผู้บริโภคเข้ามาอยู่ในพื้นที่ และเป็นอีกหนึ่งเครือข่ายที่สามารถช่วยกระจายข่าวสารต่างๆของแบรนด์ได้ผ่านสื่อโฆษณาอีกที ตัวอย่างที่น่าจับตามองตอนนี้ เป็นเว็บคอนเทนต์ที่เรียกว่าเป็นสื่อที่แตกต่างจากสื่ออื่นๆมากๆ มีชือว่า The Momentum

         The Momentum เป็น Web Content ที่มีการสร้างมูลค่าของคอนเทนต์ได้อย่างมหาศาล ผ่านการสื่อสารข่าวที่แตกต่างจากคนอื่นๆ ยิ่งแตกต่าง ยิ่งดึงดูดผู้คนมาแบบ Organic จึงทำให้พื้นที่มีมูลค่ามากขึ้นเรื่อยๆ

(The Momentum : www.themomentum.co)

4.Asset No.4 : Connection : Data Base

         มาถึงตรงนี้ Asset อีกหนึ่งสิ่งที่เราควรมีคือข้อมูลของลูกค้า เพราะในอนาคตเราไม่มีวันรู้ได้เลยว่าโลกดิจิตอลจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง ในขณะที่เราใช้ Platform ของคนอื่นอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Social Media หรือเว็บสื่อตัวกลาง จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง สิ่งหนึ่งที่หากเราครอบครองแล้วจะเป็นตัวจุดไฟให้ธุรกิจเราไปได้เร็วมากขึ้นในอนาคตคือ Data Base ของลูกค้า หรืออีเมลล์ของลูกค้า ยิ่งเราสะสมอีเมลล์ของลูกค้าเยอะเท่าไหร่ เราจะสามารถทำ Email Marketing ได้มากขึ้นเท่านั้น  เรทการเปิดอีเมลล์เวลาเราส่งคอนเทนต์ที่เป็นประโยชน์ต่อลูกค้านั้นจะอยู่ที่ 20-30% หากเราส่งอย่างต่อเนื่อง และมีแทรกเรื่องของโปรโมชั่นในบางครั้ง เรามีสิทธิ์ที่จะเพิ่มยอดขายอย่างต่อเนื่องได้โดยที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายในการโฆษณาเพิ่มเติมให้กับ Platform อื่นๆ แต่สิ่งที่เราต้องเสียคือค่าเวลาในการคิดกลยุทธ์ และสร้างสรรค์คอนเทนต์ขึ้นมานั้นเอง ตัวอย่างที่จะยกขึ้นมาคือ เว็บไซต์ของพันธมิตรของบริษัทเราที่ชื่อ wealthmaster.sg เป็นเว็บไซต์ของชาวสิงคโปร์ที่สร้างขึ้นมาโดยมีการผสม assset 3 อย่างเข้าด้วยกันคือ Content Asset , Web Content Asset และ Data Base โดยใช้ช่องทาง Wealthmastery.sg ในการเก็บสะสมอีเมลล์ของคนที่สนใจในเรื่องของการลงทุน การสร้างธุรกิจ การตลาด และหลังจากนั้นเขาจะมีการขายสินค้า และบริการต่างๆที่เกี่ยวข้องผ่านทางอีเมลล์อีกครั้งหนึ่ง โดยที่พักหลังๆไม่ได้ใช้เครื่องมือ Social Media มากเหมือนที่เคย แต่กลับพึ่งพา Data Base ที่มีอยู่แล้วในการขยายฐานลูกค้ามากกว่า

 

5. Asset No.5 : E-Commerce Asset

         Asset ที่ 5 คือ แพลตฟอร์ม E-Commerce แต่ไม่ใช่ทุก Platform จะสามารถโด่งดังได้ทันทีที่นำเสนอบนโลกออนไลน์ กว่าจะเป็น E-Commerce Platform ได้จะต้องผ่าน 4 Asset ด้านบนหากต้องการรากฐานที่แข็งแรง เพราะมีหลายธุรกิจที่ก้าวเข้าสู่ E-Commerce ทันที แต่ไม่มีรากฐานที่แข็งแรง หรือไม่มีเรื่องของคอนเทนต์ต่างๆ มาเกี่ยวข้อง หากสายป่านไม่ยาวพอ ย่อมต้องใช้เวลานาน และความพยายามมากกว่า Platform ที่เป็นที่รู้จักอยู่แล้วจริงๆ การมี E-Commerce Platform จะช่วยให้เราสามารถหารายได้ได้มากกว่า 2 ทางด้วยซํ้าไป ซึ่งทุกอย่างมีกระบวนการ และมีขั้นตอนที่ต้องศึกษาในเชิงลึกก่อนลงมือทำ

5 แหล่งความรู้เสริมทักษะ Digital Marketing ที่คุณควรติดตามในปี 2017
Native Ads เรื่องที่นักการตลาดและผู้ประกอบการไม่ควรพลาด ในยุคที่โฆษณา Banner ไม่ได้ผล