4 Check List โมเดลธุรกิจคุณเหมาะกับ E-commerce อย่างไร

หากคุณกำลังต้องการเริ่มต้นทำธุรกิจ E-commerce เพื่อขายสินค้าบนโลกออนไลน์ ไม่ว่าจะเริ่มต้นจากศูนย์หรือเปลี่ยนจากธุรกิจ Offline มาเป็น Online คุณจำเป็นที่จะต้องคำนึงถึง Business Model ของธุรกิจ หรือรูปแบบการขาย การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคตของธุรกิจคุณเอง

ในแต่ละตัวเลือกนั้น มีทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกัน ดังนั้นคุณจำเป็นต้องเลือกให้เหมาะสมกับความต้องการของคุณ เพื่อให้คุณได้เริ่มทำธุรกิจ E-commerce ได้อย่างมีประสิทธิภาพตั้งแต่เริ่มต้นธุรกิจ โดยหลักแล้วการทำธุรกิจ Ecommerce จะมีอยู่ 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ

B2B – Business to Business

B2C – Business to Consumer

คำถามก็คือ คุณต้องการที่จะขายใคร?

แม้ว่าสิ่งที่คุณต้องการจะขายนั้น เป็นสินค้ารูปแบบเดียวกัน แต่ลักษณะการขายที่แตกต่างกันทำให้เกิด Business Model ที่แตกต่างกันด้วย ยกตัวอย่างเช่น หากคุณขายผลิตภัณฑ์ความสวยความงาม หากคุณโฟกัสไปที่การขายให้กับตัวแทนจำหน่าย ห้างร้าน สรรพสินค้า ในจำนวนเยอะ ๆ นั่นหมายถึงคุณกำลังทำในรูปแบบของ B2B แต่หากคุณโฟกัสการขายไปที่ผู้ใช้สินค้าโดยตรงเลย ก็จะกลายเป็นรูปแบบของ B2C

ธุรกิจแบบ B2B

คือการขายสินค้าระหว่างบริษัทกับบริษัท ซึ่งมีข้อดีข้อเสียเมื่อเปรียบเทียบกับการขายแบบ B2C ดังนี้

ข้อดี การขายระหว่างบริษัท จะมีปริมาณการสั่งซื้อที่สูงกว่า จำนวนการสั่งซื้อในแต่ละรอบจะมากขึ้น ยิ่งในกรณีที่บริษัทคู่ค้ามีการเติบโตมากยิ่งขึ้น

ข้อเสีย จำนวนบริษัทที่ค้าขายด้วยย่อมมีน้อยกว่าจำนวนผู้บริโภคที่ธุรกิจแบบ B2C รวมไปถึง ระยะเวลาในการปิดการขายจะยาวนานขึ้น เนื่องจากการซื้อขายในนามบริษัทจะมีผู้ตัดสินใจร่วมกันหลายฝ่าย อาจใช้เวลาหลายวันหรือหลายเดือนกว่าที่จะปิดการขายได้ รวมไปถึงเครดิตในการชำระเงิน กว่าที่เงินสดจะเข้ามาอาจกินเวลาอย่างน้อย 30 ถึง 60 วันขึ้นไป

ธุรกิจแบบ B2C

หมายถึงธุรกิจของคุณขายสินค้าหรือบริการโดยตรงกับผู้บริโภคที่ใช้สินค้านั้น ๆ ซึ่งเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดของจำนวนธุรกิจทั้งหมด

ข้อดี สามารถเก็บเงินจากผู้บริโภคได้ทันทีเพื่อแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการของบริษัท

ข้อเสีย มีจำนวนการสั่งซื้อต่อ 1 ใบเสร็จ ต่ำกว่าแบบ B2B จึงจำเป็นจะต้องอาศัยจำนวนคำสั่งซื้อที่ค่อนข้างมาก และจะต้องมีระบบการจัดการกับข้อมูลของลูกค้าจำนวนมหาศาล

ประเภทสินค้าที่คุณต้องการขายคือประเภทใด?

Physical Product

สินค้าที่จับต้องได้ ซึ่งคนส่วนใหญ่มักคุ้นชินกับการขายสินค้าในรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นที่นิยมในการค้าขายสำหรับ Ecommerce มากที่สุด แต่ก็ยังมีความท้าทายในเรื่องของการสต็อคสินค้า การจัดเก็บสินค้า การส่งสินค้า และการรับประกันสินค้าในกรณีที่สินค้าเกิดความเสียหายในระหว่างการจัดส่ง

Digital Product

ณ ปัจจุบันสินค้าประเภทดิจิตอล ที่สามารถให้ลูกค้าดาวน์โหลดสินค้าผ่านออนไลน์ได้ทันทีที่ชำระเงินเข้ามา ข้อดีของสินค้าประเภทดิจิตอลก็คือ ไม่ต้องสต็อคสินค้า สามารถทำซ้ำได้โดยแทบไม่มีต้นทุนอื่น ๆ เพิ่มเติม จึงทำให้ส่วนต่างของกำไรนั้นสูงกว่ามาก รวมไปถึงไม่ต้องปวดหัวกับการจัดส่งสินค้าทางไปรษณีย์ แต่ข้อเสียของสินค้าประเภทนี้ก็คือ การละเมิดลิขสิทธิ์ หากไม่มีการป้องกันที่ดีพอ

Services

การขายการให้บริการทางออนไลน์ ยกตัวอย่างเช่น การให้คำปรึกษาออนไลน์, การรับทำเว็บไซต์, การรับจ้างเขียนบทความ ซึ่งข้อดีก็คือ ไม่จำเป็นที่จะต้องมีสินค้า เพียงใช้ความรู้ ความสามารถ ของบุคคลากรที่มีอยู่ ก็สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้ในทันที แต่ข้อเสียก็คือ ธุรกิจประเภทนี้ จำเป็นที่จะต้องใช้บุคคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ดังนั้นหากต้องการที่จะขยายธุรกิจ จะมีปัญหาเรื่องของการหาคนที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามารองรับกับจำนวนลูกค้าที่เพิ่มขึ้น

คุณจะผลิตสินค้าด้วยวิธีการใด?

ผลิตสินค้าด้วยตนเอง

การผลิตสินค้าด้วยตนเองนั้น ข้อดีก็คือคุณสามารถควบคุมคุณภาพของแบรนด์ให้อยู่ในมาตรฐานที่ดีได้อย่างแม่นยำ แต่ก็ต้องอาศัยทักษะอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น บุคคลากรที่มีฝีมือในการผลิต ยิ่งเป็นสินค้าประเภทหัตถกรรมแล้ว คุณอาจจะต้องเจอกับปัญหาของกำลังผลิตที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการเมื่อธุรกิจเติบโตขึ้น รวมไปถึงความท้าทายในการจัดซื้อวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิตสินค้าอีกด้วย

หาโรงงานผู้ผลิตสินค้า

เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่คุณสามารถหาโรงงานผู้ผลิตสินค้าแทนที่คุณจะต้องทำมันขึ้นมาเอง ซึ่งในปัจจุบันมีโรงงานที่มีทรัพยากรที่เพียบพร้อมในการผลิตสินค้าและตีแบรนด์ให้กับคุณพร้อมเสร็จสรรพ ซึ่งโดยทั่วไปแล้วคุณอาจจะต้องหาแหล่งผลิตสินค้าจากประเภทที่มีค่าแรงที่ต่ำกว่า เพื่อช่วยในการลดต้นทุนการผลิต อย่างเช่น โรงงานที่จีน ไ้ตหวันหรืออินเดีย เป็นต้น

การซื้อสินค้าขายส่ง

การซื้อสินค้าในราคาขายส่งนั้น เป็นรูปแบบที่ง่ายและรวดเร็ว เนื่องจากคุณสามารถติดต่อกับเจ้าของแบรนด์หรือผู้ผลิตได้ทันที ซึ่งคุณสามารถซื้อในราคาที่ต่ำแล้วนำไปขายในราคาที่สูงกว่า ข้อดีก็คือ มีความเสี่ยงที่ต่ำกว่า เนื่องจากคุณสามารถค้นคว้าและวิจัยก่อนการซื้อได้ว่า สินค้าแบรนด์ใด มีความน่าเชื่อสูง มีการทำการตลาดที่ดี มีแบรนด์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งไม่ต้องกังวลว่า มันจะขายได้หรือไม่ อย่างในกรณีที่ผลิตสินค้าขึ้นมาเอง ความเสี่ยงอยู่ที่เมื่อผลิตสินค้าออกมาแล้ว แต่อาจไม่มีใครต้องการซื้อมันเลยก็ได้ ส่วนข้อเสียก็คือ กำไรต่อหน่วยอาจไม่มากนัก และไม่มีแบรนด์เป็นของตนเอง

คำถามสุดท้ายก็คือ คุณเลือกที่จะแข่งขันในรูปแบบใด?

การลงเข้าแข่งขันในธุรกิจ Ecommmerce นั้น สามารถกำหนดอนาคตของธุรกิจคุณได้เลย มันสำคัญมากที่คุณจะต้องเลือกว่า คุณจะเข้าแข่งขันกับคู่แข่งในการตลาดด้วยรูปแบบใด

แข่งขันด้านราคา

แน่นอนว่า การแข่งขันในรูปแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับธุรกิจขนาดเล็กที่มีเงินทุนไม่หนาพอ เพราะหากคุณเลือกที่เข้าแข่งขันในรูปแบบของราคา คุณอาจจะต้องเผชิญกับคู่แข่งรายใหญ่ ที่มีเงินทุนเยอะ สายป่านยาว และท้ายที่สุดพวกเขาจะลดราคาต่ำจนกระทั่งคุณอยู่ไม่ได้ เพราะไม่มีกำไรเหลือ แถมเสี่ยงขาดทุน แล้วล้มหายตายจากไปในที่สุด จากนั้นเจ้าตลาดก็จะกลับมาขายในราคาดังเดิม

แข่งขันในด้านคุณภาพสินค้า

หากคุณเลือกที่จะแข่งขันในด้านคุณภาพของสินค้า จะทำให้คู่แข่งลดลงได้อย่างมหาศาล แต่อาจจะต้องแลกมาด้วยต้นทุนในการผลิตที่สูงขึ้น ระยะเวลาในการผลิตที่ยาวนานขึ้น ส่งผลให้มีราคาสินค้าสูง ซึ่งจำนวนในการสั่งซื้ออาจลดลง ยกตัวอย่างเช่น หากนึกถึงสมาร์ทโฟน ที่มีคุณภาพสูง ราคาสูง ดังนั้น จำนวนออเดอร์จะลดลง แต่จำนวนคู่แข่งก็ลดลงตามไปด้วย

การแข่งขันด้วยการมีตัวเลือกที่มากกว่า

หากเปรียบเทียบร้านค้า Ecommerce เล็ก ๆ แม้ว่าอาจจะมีราคาที่ต่ำกว่า แต่ด้วยตัวเลือกที่น้อยกว่า Ecommerce เจ้าใหญ่ ๆ ผู้คนก็อาจจะเลือกอุดหนุนกับเจ้าที่มีตัวเลือกเยอะกว่า เพื่อสะดวกในการสั่งซื้อและจัดส่งสินค้า ยกตัวอย่างเช่นเว็บไซต์ Amazon.com ที่มีตัวเลือกสินค้าอย่างมหาศาล เรียกได้ว่ามีสากกระเบือยันเรือรบ ทำให้ผู้คนเลือกที่จะใช้เวลาในการอยู่หน้าเว็บไซต์เพื่อเลือกดูและซื้อสินค้า แต่ความท้าทายก็คือ การจัดการกับจำนวนสินค้าที่มหาศาล อีกทั้งการจัดเก็บ การจัดส่ง การสต็อคสินค้า จะต้องทำได้อย่างดีเยี่ยม

การแข่งขันด้วยการเพิ่มมูลค่าทางใจ

นี่คือหนึ่งในวิถีที่ดีที่สุดในการเข้าแข่งขันในตลาด เนื่องจาก ผู้คนมักซื้อสินค้าด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล ดังนั้น มันขึ้นอยู่กับว่า คุณสร้างภาพลักษณ์และคำอธิบายเกี่ยวกับสินค้า รวมไปถึงการเล่าเรื่องที่ดีมากพอ จะทำให้สินค้าธรรมดา ๆ ชิ้นหนึ่ง กลายเป็นสินค้าที่มีคุณค่าทางจิตใจได้เป็นอย่างดี และผู้คนก็มักจะเลือกซื้อเพียงเพราะมันถูกใจพวกเขา ดังนั้น ความท้าทายของการแข่งขันในรูปแบบนี้ก็คือ การทำการตลาดให้มีความโดดเด่น มีภาพลักษณ์ที่แตกต่างจากคู่แข่งของคุณ

แข่งขันด้วยการให้บริการที่เป็นเลิศ

มันอาจจะยากสักหน่อยสำหรับธุรกิจขนาดเล็ก ด้วยจำนวนทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด อาจทำให้การบริการได้ไม่ทั่วถึง แต่หากสามารถสร้างพื้นฐานการให้บริการที่ดีตั้งแต่แรก มันจะเกิดการตลาดแบบปากต่อปาก ซึ่งเป็นการตลาดที่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด หลาย ๆ ธุรกิจอาจไม่มีความแตกต่างในด้านผลิตภัณฑ์เลย แต่วัผลแพ้ชนะกันด้วยการบริการที่ดีกว่า ซึ่งข้อดีก็คือ หากคุณมั่นใจในการให้บริการที่ดีกว่า คุณก็สามารถขายสินค้าได้ในราคาที่สูงกว่าด้วย

และนี่คือชุดคำถาม ที่คุณจำเป็นที่จะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ ก่อนการเริ่มต้นทำธุรกิจ Ecommerce ซึ่งมันจะช่วยให้คุณมีโอกาสในการประสบความสำเร็จที่เพิ่มขึ้น และนอกจากนั้นคุณยังจะรู้สึกสนุกและตื่นเต้นไปกับการเปิดตัวผลิตภัณฑ์

Resources

บทความอื่นๆที่น่าสนใจ

รู้ทันพฤติกรรมลูกค้า ด้วย 5 เครื่องมือ Social Listening Tools

รู้ทันพฤติกรรมลูกค้า ด้วย 5 เครื่องมือ Social Listening Tools

รู้ทันพฤติกรรมลูกค้า ด้วย 5 เครื่องมือ Social Listening Social Listening จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เราได้เรียนรู้ว่าลูกค้าพูดถึงแบรนด์เราในทิศทางไหนบ้าง พูดถึงคู่แข่งอย่างไรบ้าง และ พูดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง...

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ปังในยุคดิจิตัล สำหรับ SMEs

ปรับกลยุทธ์ธุรกิจให้ปังในยุคดิจิตัล สำหรับ SMEs

ปรับตัวสู่ดิจิทัล สร้างโอกาสเพิ่มยอดขายอย่างง่ายดาย

การทำธุรกิจโดยใช้ช่องทางออฟไลน์เพียงอย่างเดียวแบบในอดีต ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดอีกต่อไป หลายธุรกิจกำลังหาในการปรับตัวเข้าสู่ดิจิทัลซึ่งกำลังเกิดขึ้นในกลุ่มธุรกิจทุกระดับ ตั้งแต่ประชาชน คนธรรมดาทั่วไป พ่อค้าแม่ค้า รวมไปถึง SME เป็นต้น ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจเหล่านี้เริ่มตระหนักถึงความสำคัญในการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับ Digital Marketing และนำมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับธุรกิจของตัวเอง เพื่อสร้างโอกาสในการขายในยุคที่ผู้บริโภคมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไป และไม่เพียงเท่านั้น การปรับตัวสู่ดิจิทัลยังส่งผลให้เกิดการพัฒนารูปแบบการสื่อสารทางการตลาด การสร้างคุณค่าเฉพาะตัวของธุรกิจ ให้สามารถเติบโตได้อย่างมั่นคง และสามารถแข่งขันกับคู่แข่งในตลาด ทั้งรายย่อยและรายใหญ่ได้อีกด้วย

การปรับตัวธุรกิจสู่ดิจิทัลมีความสำคัญอย่างไร ต้องอาศัยองค์ประกอบอะไรบ้าง และจะมีการวางกลยุทธ์และขั้นตอนต่างๆอย่างไร ที่ช่วยให้ธุรกิจประสบความสำเร็จในโลกออนไลน์ วันนี้คุณเอ็มมี่ ณัฐวีร์ ตันติสัจจธรรม วิทยากรและที่ปรึกษาด้านการตลาดออนไลน์ ผู้ก่อตั้ง STEPS Academy จะมาให้ความรู้และคำแนะนำดีๆ ที่คุณสามารถนำไปปรับใช้ในธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การปรับตัวสู่ดิจิทัลสำหรับธุรกิจ มีความสำคัญมากแค่ไหน ?

โดยส่วนตัวเชื่อว่ามีความสำคัญมาก อาจจะเคยมีผู้ประกอบการหลายราย ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวคิดนี้ แต่ที่จริงแล้วไม่ได้หมายถึงว่าเราต้องปรับเปลี่ยนธุรกิจให้เป็นแบบ Digital ทั้งหมด 100% แต่คือการนำ Digital เข้ามาเป็นเครื่องมือในการทำกาารตลาด รวมไปถึงขั้นตอนการซื้อขาย มีข้อมูลออกมาว่า ช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจค้าปลีก ( Retail Business ) มีผลประกอบการตกลง เพราะผลกระทบจากเศรษฐกิจ แต่ในความเป็นจริงแล้วสินค้าปลีกหลายๆตัว กลับมียอดขายมากขึ้นในออนไลน์

เราต้องย้อนกลับมาดูที่ปัจจัยมากกว่า ว่าที่จริงแล้วคนอาจจะไม่ได้ใช้จ่ายเงินหรือซื้อสินค้าน้อยลง แต่อยากให้เราตั้งคำถาม และสำรวจพฤติกรรม โดยสามารถเริ่มจากตัวเองได้ ว่าเราได้เงินมาแล้วนำไปใช้จ่ายกับอะไร บนช่องทางไหนบ้าง

เพราะในความเป็นจริงแล้ว เราไม่ใช่ซื้อน้อยลง ในทางตรงกันข้ามเรามีพฤติกรรมการซื้อกันมากขึ้น เนื่องจากพฤติกรรมการซื้อของที่เปลี่ยนแปลงไป โดยเปลี่ยนจากซื้อของที่ห้าง มาเป็นการซื้อบนช่องทางออนไลน์แทน แต่ก่อนเราอาจจะซื้อของจากตลาดสด ซื้อจาก Super Market ไม่ว่าจะเป็น Foodland, Gourmet Market แต่ถามว่าทุกวันนี้เราเดิน Super Market กันบ่อยแค่ไหน ซึ่งสามารถตอบได้ว่าลดลงจากเมื่อก่อน เพราะด้วยพฤติกรรมแล้ว เมื่อเราอยากกินข้าว โดยไม่เลือกที่จะทำกับข้าวกินเอง ก็จะมีทางเลือกเสริมในการสั่งอาหารเดลิเวอรี่ได้ ไม่ว่าจะเป็น Lineman, UberEATS หรือสำหรับผู้ที่อยากทำกับข้าวกินเอง ก็จะเริ่มมีบริการแพคกับข้าวส่งเดลิเวอรี่ หรือสั่งซื้ออาหารสดผ่านแอพลิเคชั่นได้ทันที เช่น Honestbee โดยหลังจากที่เรากดสั่งซื้อผ่านมือถือ ผ่านแล็ปท็อป หรือผ่านแทปเล็ต ของจะมาส่งให้ถึงที่ โดยไม่ต้องไปซื้อที่ตลาดอีกต่อไป จึงเห็นได้ว่าการมีช่องทางออนไลน์ มีผลกระทบถึงยอดขายของธุรกิจมากขึ้น

ในการปรับตัว จะมีแนวทางหรือขั้นตอนอย่างไรบ้าง ?

เมื่อการปรับตัวสู่ดิจิทัลเป็นสิ่งที่จะต้องเกิดขึ้น ไม่ว่าช้าหรือเร็ว ในขั้นแรกคือเริ่มจากการหาความรู้ก่อน รัฐบาลไทยส่งเสริมเรื่อง Digital มากขึ้น หลายครั้งที่คนอยากเริ่มต้นศึกษา ก็สามารถหาความรู้ได้ฟรี จากงานอีเวนท์ต่างๆ งานสัมมนา หรือคอร์สการเรียน แม้แต่การศึกษาจากหนังสือคู่มือก็มีความสำคัญ

จะหาความรู้บนช่องทางออนไลน์ จากที่ไหนได้บ้าง ?

สำหรับข้อมูลภาษาไทย ก็จะมี Website ของ MarketeerMarketingoops เป็นต้น หรือสำหรับนักการตลาดก็สามารถอ่านได้จากบทความในเว็บของ STEPS หรือหากต้องการศึกษาจาก Website ของต่างประเทศจะมีหลายช่องทางที่สามารถศึกษาได้ เช่น ForbesHubspot, Mashable, Jonloomer, Adweek, Economist, Socialmediatoday เป็นต้น

ยกตัวอย่างธุรกิจ ที่กำลังเริ่มต้นบนโลกออนไลน์

มีคนรู้จักที่ทำธุรกิจเกี่ยวกับ จิวเวลรี่ เครื่องประดับ เพชรพลอย เขามองเห็นว่าในประเทศไทยมีคนใช้ Facebook กว่า 38 ล้านคน จึงได้ทำการศึกษาข้อมูล และเริ่มต้นด้วยการเปิด Fanpage Facebook ของธุรกิจ ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที และมีเครื่องมือในการให้ความรู้ได้อย่างเต็มที่มากกว่าสมัยก่อน

เมื่อเปิด Fanpage แล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการลงรูปภาพสินค้า โดยการศึกษาว่าคู่แข่งทำอะไรอยู่ และไม่ทำอะไรอยู่ เพราะถึงแม้ว่าจะทำรูปภาพสินค้าได้สวยงาม แต่สิ่งที่สำคัญกว่า คือ ต้องรู้ว่าจุดยืนของเราจะแตกต่างกับคนอื่นอย่างไร เรื่องราวของแบรนด์เป็นอย่างไร เสนอจุดแตกต่างของเราลงไปในโลกออนไลน์ให้คนเห็น รูปภาพมีเอกลักษณ์และสวยงาม จุดแข็ง จุดต่างต้องชัดเจน ราคาต้องโดน รวมถึงกลยุทธ์ เทคนิคการโฆษณา เช่น อยากได้กลุ่มลูกค้าจากพื้นที่ไหน จังหวัดใดบ้าง ทำให้ธุรกิจได้กลุ่มเป้าหมายที่ใช่ ซึ่งคนที่ยังไม่มีพื้นฐาน ก็สามารถเริ่มได้ แต่ถ้าต้องการรู้ในเชิงลึก ก็ต้องศึกษาเพิ่มเติมให้มากขึ้น

ถ้าธุรกิจไม่มีการปรับตัว จะส่งผลเสียอะไรบ้าง

ถ้าเราไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรเลยในยุคนี้ ก็จะถูกคู่แข่งในตลาดกลืนกินไป การอยู่ที่เดิม ก็เท่ากับว่ากำลังถอยหลัง โลกมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ในประเทศญี่ปุ่นมีการพัฒนาหุ่นยนต์ให้ทำงานแทนมนุษย์จริงๆ เช่น ใช้หุ่นยนต์แสดงละครแทนมนุษย์ หรือการใช้หุ่นยนต์รับผิดชอบงานบัญชี

การปรับเปลี่ยน จะต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คู่แข่งรายอื่นในตลาดกำลังพาตัวเองเข้าไปอยู่ในสื่อ Social กันหมดแล้ว เพราะในกลุ่มผู้บริโภคเองก็มีจำนวนถึง 74% ที่ใช้ Internet ผ่านมือถือสมาร์ทโฟน ไม่ว่าจะเป็นการใช้สำหรับเล่น Social Media ใช้ค้นหาข้อมูล รวมถึงการใช้เพื่ออัพเดทข่าวสาร การปรับเปลี่ยนไม่เพียงแค่รักษายอดขาย แต่ยังเป็นการสร้างโอกาสเพิ่มในการขาย

สื่อออนไลน์มีส่วนช่วยในการสร้างยอดขายอย่างไร ?

มีนักเรียนที่เคยมาเรียนหลักสูตรการตลาดออนไลน์กับเรา โดยเป็นธุรกิจไร่ส้ม วิธีทำการตลาดคือการโพสลง Facebook โดยแสดงสินค้าซึ่งคือ ส้มเช้งที่กำลังปลูกอยู่ในไร่ โดยใช้รูปภาพของชาวไร่กำลังเก็บส้ม ลูกค้าก็จะสามารถทำการสั่งซื้อได้ในทันที เท่ากับว่าส้มที่กำลังออกผลจะมีคนจองในทันที สามารถปิดการขายได้ในเวลารวดเร็วสมมุติว่า วันนี้เขาไม่มีช่องทาง Facebook ก็อาจจะเสียโอกาสตรงนี้ไป ให้กับคู่แข่งรายอื่นๆที่ทำธุรกิจลักษณะเดียวกัน จึงเห็นได้ว่าช่องทางออนไลน์สามารถช่วยสร้างโอกาสในการซื้อขายได้มากขึ้น เมื่อคุณสามารถวางกลยุทธ์การตลาดออนไลน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าได้ตามที่พวกเขาต้องการ

Customer Journey  หลักที่ต้องรู้ก่อนวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจสำเร็นบนโลกดิจิตอล!!

Customer Journey หลักที่ต้องรู้ก่อนวางกลยุทธ์ให้ธุรกิจสำเร็นบนโลกดิจิตอล!!

Customer Journey = การเดินทางของลูกค้า เมื่อคุณต้องการให้เกิดการซื้อขายในธุรกิจของคุณ ปัจจัยสำคัญคือการสำรวจข้อมูลเกี่ยวกับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ตั้งแต่การกำหนด Customer Personas...

ติดตามจดหมายข่าวของเรา

ติดตามจดหมายข่าวของเรา

สมัครรับอีเมล์กับเราสิคะ คุณจะได้รับข่าวสารและสิทธิประโยชน์มากมาย

คุณได้อยู่ในลิสต์จดหมายข่าวของเราแล้ว ขอบคุณค่ะ!